"ไม่...ไม่นะ"เสียงร้องเบาๆ กับเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตรงหน้าผากของซูหลิน ทำให้เว่ยอิงสาวใช้ข้างกายที่ดูแลอยู่ไม่ห่างพยายามใช้ผ้าซับเหงื่อให้ พร้อมกับพยายามปลุกนายหญิงน้อยให้รู้สึกตัว
"คุณหนู....คุณหนู...คุณหนูเป็อะไรไป...คุณหนูตื่น คุณหนูตื่นสิเ้าคะ"
ไม่นานหนักเสียงปลุกก็เป็ผล เมื่อเปลือกตาคู่นั้นเริ่มสั่นไหว ซูหลินค่อยๆลืมตาขึ้นมา ก็เห็นเว่ยอิงที่ยืนจ้องมาทางนาง แล้วยิ้มให้อย่างดีใจเพราะนางเฝ้ารอเวลานี้มานานแล้ว รอวันที่นายหญิงน้อยฟื้นเสียที หลังจากที่สลบไปหลายวัน
"น้ำ..ข้า..หิวน้ำ" ซูหลินรู้สึกคอแห้งผาก พอรู้สึกตัว ก็ยอมรับว่าตนเองกระหายน้ำมาก
"คุณหนู..หิวน้ำหรือ เ้าค่ะ" เว่ยอิงได้ยินเสียงผู้เป็นายหิวน้ำ เลยรีบไปยังโต๊ะข้างๆ ค่อยๆรินน้ำลงถ้วยเล็กๆ
"น้ำได้แล้ว...คุณหนูระวัง...เดี๋ยวบ่าวช่วยประคองเ้าค่ะ" เว่ยอิงเห็นซูหลินไม่ค่อยมีแรงยันกายขึ้น นางเลยรีบเข้าไปประคอง แล้วค่อยๆป้อนน้ำเข้าปากผู้เป็นาย เมื่อดื่มน้ำเสร็จจากนั้นค่อยๆประคองให้นอนลงเช่นเดิม
"ข้า...เป็อะไรไป...ทำไมรู้สึกเหนื่อยมาก" ซูหลินกล่าวอย่างรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเหนื่อยมากเหลือเกิน แม้แต่จะยันกายขึ้นมาแทบจะไม่มีแรง
"คุณหนูจำไม่ได้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูเ้าค่ะ" เว่ยอิงถามพลางมองหน้าผู้เป็นาย เวลานี้เ้านายช่างดูอิดโรย ใบหน้าซีดเซียว อย่างเห็นได้ชัด แม้จะยันกายขึ้นมายังไม่มีแม้แต่เเรง จนนางนึกสงสาร และคิดไม่ถึงเลยว่าเหตุการณ์รถม้าที่เกิดการม้าพยศจะทำให้ผู้เป็นายใจนสลบไปหลายวัน นึกไปแล้วก็ได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ได้ดูแลคุณหนูให้ดี จึงทำให้เกิดเื่เช่นนี้ ก่อนหน้านี้ผู้เป็นายของนางมักชอบเล่นซนตามประสาตามวัยอันร่าเริงสดใส ชอบชวนนางเล่นเป็เพื่อนเสมอ
"ใช่...วันนั้น...ข้าจำได้แล้ว รถม้าคันนั้นกำลังพุ่งมาที่ข้า...ตอนนั้น...ข้าใมากทำอะไรไม่ถูก..ข้ากลัวเหลือเกิน" ซูหลินเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ยังจำได้ดี นางพลัดหลงกับสาวใช้ข้างกาย และมั่วแต่หาเว่ยอิง จนไม่ทันระวัง มาเห็นอีกครั้งเมื่อหันมาพบว่ารถม้าคันนั้น แล่นมาด้วยความเร็ว ใกล้จะถึงตัว และหลังจากนั้นก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นทำให้นางถึงกับเกิดอาการสั่นไหวด้วยความกลัว ซูหลินวางมือบนศรีษะคล้ายกับเ็ปมาก จนมือเริ่มสั่น เว่ยอิงเห็นดังกล่าวจึงเข้าไปใกล้แล้วแตะแขนนางเบาๆ
"คุณหนูเป็อะไรไป คุณหนูเป็อย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" เว่ยอิงเริ่มใสอบถามอาการอย่างร้อนรน ด้วยความเป็ห่วง แต่ไม่นานหนักซูหลินก็ได้สติกับเสียงที่ถามขึ้นเมื่อครู่
"ข้าไม่เป็ไรแล้ว...พี่เว่ยอิงอย่าใไปเลย" นางตอบพลางหายใจเข้าปอดลึกๆเมื่อได้สติ เมื่อครู่นางรู้สึกเวียนหัวเพราะนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นมากเกินไปเพราะรู้สึกกลัวจริงๆ อาการเช่นนี้นางเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเกิดขึ้นกับนางได้
"บ่าวผิดไปแล้ว...ที่ไม่ดูแลคุณหนูให้ดี..ทำให้คุณหนูต้องเป็เช่นนี้" เวลานี้เว่ยอิงรู้สึกผิด เมื่อเห็นอาการป่วยของผู้เป็นายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
"ช่างเถอะ...ข้าไม่เป็อะไรแล้ว...พี่เว่ยอิงอย่าได้คิดมากเลย" ซูหลินปลอบใจสาวใช้ข้างกาย เพราะเห็นสีหน้าแล้ว ดูไม่ค่อยสบายใจ
"นั้น..ตอนนี้คุณหนูควรพักผ่อนให้มาก ยังไม่หายดี พักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวบ่าวจะไปเรียนใต้เท้า เรียนฮูหยินว่า คุณหนูฟื้นแล้วเ้าค่ะ"
"ฟื้นแล้ว..."ซูหลินพูดเสียงเบาๆอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
"คุณหนูเป็ลมหมดสติไป ตั้งเจ็ดวันเลย ใต้เท้ากับฮูหยินเป็ห่วงคุณหนูมากเลย...คุณหนูหิวไหม เดี๋ยวบ่าวจะไปเตรียมข้าวต้มเปล่ามาให้ คุณหนูอย่าพึ่งลุกไปไหนนะเ้าค่ะ" เว่ยอิงพูดจบเลยรีบเดินออกไป
"เ้าฟื้นแล้ว ..แม่ดีใจจริงๆ"ผู้เป็มารดาได้ยินว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว ก็รีบเดินมายังห้อง พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ตัวบุตรสาว แล้วจับกุมมือบุตรสาวไว้ด้วยความดีใจ
"ท่านพ่อ ท่านแม่" ซูหลิน เอ่ยเสียงแ่เบา เพราะตอนนี้นางรู้สึกเหนื่อยมาก
"เ้าฟื้นก็ดีแล้ว...รู้ไหมว่าพ่อกับแม่ของเ้าเป็ห่วงเ้ามาก... ตอนนี้อาการของเ้าเป็อย่างไรบ้าง" ผู้เป็บิดาเอ่ยถามอาการ เมื่อเห็นบุตรสาวตนเเม้จะฟื้นขึ้น แต่ใบหน้ากลับซีดเซียว ประกอบกับสาวใช้คนสนิทข้างกายบุตรสาว ได้เล่าอาการของบุตรสาวให้ฟังเมื่อไปรายงานว่าบุตรสาวได้สติแล้ว เขาจึงรีบเข้ามาทันที
"ท่านพ่อ ท่านเเม่ไม่ต้องเป็ห่วง ลูกแค่รู้สึกอ่อนเพลีย นอนพักไม่นาน น่าจะดีขึ้น"
"ข้าวต้มมาแล้ว คุณหนูจะทานเลยไหมเ้าค่ะ เว่ยอิงกล่าวขึ้นแล้วค่อยๆวางถ้อยข้าวต้มลงโต๊ะข้างๆ
"ข้าหิวแล้ว"ซูหลินพยายามยันร่างแต่ดูเหมือนจะยันไม่ขึ้น ผู้เป็มารดาจึงค่อยช่วยพยุง
"นำข้าวต้มมานี้ เดี๋ยวข้าจะป้อนเอง"
"นี่...ข้าวต้ม เ้าค่ะ ท่านหมอบอกว่าหากคุณหนูพึ่งฟื้นวันแรกให้ทานข้าวต้มเปล่าก่อนเ้าค่ะ" เว่ยอิงยื่นข้าวต้มพลางกล่าวอธิบาย เพราะกลัวว่าฮูหยินจะตำหนิ ที่ข้าวต้มถ้วยนี้ไม่มีเนื้อสักชิ้น
"ซูหลิน เ้าทนกินหน่อยนะ " ผู้เป็มารดาค่อยๆตักข้าวต้ม ป้อนบุตรสาวที่กำลังอ้าปากรับแล้วค่อยๆกลืนลงอย่างช้าๆ
"เว่ยอิง...เ้าไปตามหมอจงหลี มาหน่อย ข้าอยากให้หมอตรวจดูอาการ" ลู่จิ้นเห็นบุตรสาวใบหน้าซีดเซียว เลยรู้สึกเป็ห่วงขึ้นมา แม้จะรู้ว่าตามหมอจงหลีมาก็ไม่สามารถรักษาบุตรสาวตนให้หายขาดได้ แต่ก็ยังอยากจะให้ตรวจอาการสักหน่อย
"ท่านพ่อลูกไม่เป็อะไรมากแล้ว"
"ให้หมอมาตรวจเถอะ...เว่ยอิงเ้ารีบไปตามหมอ"
"เ้าค่ะ บ่าวจะรีบไป"
ไม่นานหนักหมอจงหลีก็มาถึง เลยรีบเข้าไปจับชีพจร
"ลูกสาวข้าพึ่งฟื้นจากการสลบไม่ทราบว่าอาการเป็อย่างไรบ้างท่านหมอ"ใต้เท้าลู่จิ้นถามขึ้น เมื่อเห็นหมอจงหลีเดินออกมาจากการจับชีพจรเมื่อครู่
"เรียนใต้เท้า อย่างที่ได้แจ้งไปเมื่อคราวก่อน หวังว่าใต้เท้ายังคงจำได้ ตอนนี้ลูกสาวท่านจะมีอาการอ่อนเพลีย เดี๋ยวจะออกยาให้ เเล้วก็ฝังเข็มสักหน่อย แต่ถึงอย่างไรแล้วก็ต้องแช่น้ำพุสมุนไพรที่เขาเทียนซาน"หมอจงหลีแจ้งอาการพร้อมย้ำเตือนที่ตน เคยพูดก่อนหน้าที่นางจะฟื้น
"ขอบคุณมากท่านหมอ ข้ายังจำได้ว่าต้องให้ซูหลินไปแช่บ่อน้ำพุสมุนไพร แต่ลูกสาวข้าพึ่งฟื้น เห็นใบหน้าซีดเซียวเลยอยากให้ท่านหมอตรวจอาการก็เท่านั้น"
"อืม..ข้าเข้าใจที่ใต้เท้าเป็ห่วงลูกสาว...อ๋อ! ข้าเกือบลืมไป...การไปสำนักเขาเทียนซานรบกวนใต้เท้าอย่าให้บุคคลภายนอกรับรู้เื่นี้เด็ดขาด มันเป็เื่ภายในของเขาเทียนซึ่งข้าเองก็บอกท่านไม่ได้"หมอจงหลีพูดพลางเก็บเื่ราวบางอย่างไว้ในใจ แม้เขาจะพูดออกมาไม่หมด แต่ใต้เท้าลู่จิ้นก็เข้าใจว่าหมอจงหลีผู้นี้น่าจะมีอะไรปิดบังอยู่ ชื่อเสียงการรักษาของหมอจงหลี นับเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอันดับต้นๆของเมืองเจิงหนาน รักษาผู้คนหายป่วยมาหลายรายแล้ว แม้เเต่คนถูกพิษร้ายแรงที่ไม่มีหมอคนไหนรักษาหายได้ เขาก็รักษาหายมาแล้วตั้งมากมาย
"ท่านหมอ...โปรดวางใจ เื่นี้มีแต่คนในบ้านที่รับรู้ ข้าจะกำชับไม่ให้ใครแพร่งพรายเื่นี้ออกไปเด็ดขาด"