หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

ปะทะ

ลั่วอู่หลินและจางลี่นั่งพูดคุยกันอย่างถูกคอ สิ่งที่พวกเขาเล่าสู่กันฟังนั้นไม่ใช่เรื่องอื่นใดนอกจากประสบการณ์ในดินแดนปีศาจสวรรค์ ทางด้านชายหนุ่มเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง เขาเล่าประสบการณ์ที่ได้ไปเจอมาซึ่งอาจจะมีปรุงแต่งหรือแก้ไขบ้างในช่วงที่ไม่อยากให้นางได้รับรู้ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นการเล่าที่ไหลลื่นและสนุกสนานอยู่ดี

 

และด้วยทักษะการเล่าเรื่องจริงปนเรื่องเท็จที่แสนจะเเนบเนียนนี้เองมันดันทำให้จางลี่เชื่อจนสนิทใจ และเพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่าของชายหนุ่มจนเผยรอยยิ้มออกมา

 

"แล้วเทพสังหารอีกสองคนไม่ได้กลับมากับเจ้าหรือ เหตุใดข้าจึงไม่เห็นพวกเขา"จางลี่กล่าวถาม

 

ลั่วอู่หลินก็พลันส่ายหน้าเบาๆ "ท่านต้องรู้ก่อนว่าดินแดนแห่งนั้นเชื่อมต่อกับโลกหลายใบด้วยกัน สหายทั้งสองคนนั้นเองก็ต้องกลับโลกที่พวกเขาจากมา"

 

"เป็นเช่นนั้น ข้าคิดมาตลอดเลยว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆเหล่านั้นเป็นเผ่าพันธุ์พื้นเมืองของที่นั่น ไม่คิดมาก่อนเลยว่าพวกเขาจะมาจากโลกใบอื่น การได้คุยกับเจ้าเช่นนี้ช่างเปิดโลกทัศน์เสียจริงๆ"จางลี่ยกยิ้มและกล่าวออกมา

 

"ไม่ใช่เพียงท่านที่คิดเช่นนั้นทุกคนต่างก็คิดเช่นเดียวกับท่าน คุณหนูท่านรู้หรือเปล่าหากว่าผู้ฝึกตนบรรลุระดับที่เหนือว่ามหาเทพแล้วนั้น พวกเขาจะสามารถออกจากโลกและท่องไปในจักรวาลได้อย่างอิสระ นั่นแหละคือเป้าหมายของข้า"ลั่วอู่หลินกล่าวสายตาจับจ้องไปบนท้องฟ้า

 

จางลี่มองไปที่หน้าของชายหนุ่มแล้วพลันยกยิ้มออกมาอีกครั้ง "ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าในตอนนี้ย่อมทำได้แน่ในสักวัน ส่วนเป้าหมายของข้านั้นคือทำให้ตระกูลเทพมารโลหิตขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้"

 

"ถ้าเป็นคุณหนูจะต้องทำได้แน่ ข้ามั่นใจว่าในอนาคตหากท่านได้เป็นประมุขตระกูลล่ะก็ ตระกูลเทพมารโลหิตจะต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแน่นอน"ลั่วอู่หลินกล่าวให้กำลังใจ

 

แต่ทว่าจางลี่กลับถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา "เห้อ โชคชะตาข้าไม่ได้ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้นำตระกูลหรอกนะ แต่ถูกกำหนดให้เป็นฮูหยินของผู้นำตระกูลรุ่นถัดไป แม้มันจะไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าคิดและต้องการ แต่ข้าว่ามันก็ไม่เลวเหมือนกันและได้แต่หวังว่าชายคนที่จะมาเป็นคู่ครองของข้านั้นจะนำพาตระกูลให้เจริญรุ่งเรื่องสืบไป หากเป็นเช่นนั้นส่วนตัวข้าก็จะคอยช่วยเหลือเขาอีกแรง"

 

ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็มองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ ต้องบอกก่อนว่าตระกูลเทพมารโลหิตนั้นในตอนแรกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับจางลี่เท่าไรนัก ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะจัดการประลองเลือกคู่ให้นางทำไม หากไม่ใช่ว่าจางฮ่าวหรือบรรพชนรุ่นแรกผูกพันธะนางกับลั่วอู่หลินนางก็คงถูกแต่งออกจากตระกูลไปแล้ว

 

ในปัจจุบันจางลี่อยู่ในฐานะคู่พันธะโลหิตบรรพบุรุษ ดังนั้นจึงมีความสำคัญกับตระกูลเอามากๆ แต่ทว่าตำแหน่งนี้ก็ยังไม่ใช่ตำแหน่งที่นางจะออกสิทธิ์ออกเสียงเกี่ยวกับการพัฒนาตระกูลได้ เพราะถึงอย่างไรคนที่กุมอำนาจใหญ่ก็ไมใช่นางแต่เป็นผู้มีโลหิตบรรพบุรุษหรือสามีในอนาคตอย่างลั่วอู่หลิน

 

'ช่างน่าเห็นใจจริง เอาไว้ก่อนที่ข้าจะจากไปจะถ่ายทอดอำนาจบงการของโลหิตบรรพบุรุษให้นางสักห้าส่วนก็แล้วกัน'ลั่วอู่หลินคิดขึ้นในใจ และแน่นอนว่าเขาจะทำเช่นนั้นจริงๆเพื่อให้จางลี่มีอำนาจและมีสิทธิ์มีเสียงในตระกูล

 

ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกปากจนถึงเช้า ก่อนที่จะจบบทสนทนาลงและเริ่มออกเดินทางหาจุดยุทธศาสตร์ใหม่ อีกทั้งจางลี่ออกคำสั่งให้หน่วยสอดแนมแยกย้ายกันออกไปเพื่อหาตำแหน่งของตระกูลต่างๆเพื่อที่จะวางแผนรับมือและโจมตีได้

 

ผ่านไปสักพักปีศาจโลหิตตนหนึ่งก็ลอยกลับมาใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกยิ่ง "คุณหนูหนีเร็ว ตระกูลมังกรปีศาจใกล้เข้ามาแล้วเจ้าค่ะ"

 

"มังกรปีศาจ!!"

 

จางลี่อุทานออกมาในใจอดตื่นตระหนกไม่ได้ ทำไมถึงได้โชคร้ายเช่นนี้กัน เมื่อวานก็ตระกูลยักษาคลั่ง วันนี้ก็มังกรปีศาจไม่ว่าจะตระกูลไหนก็ล้วนแต่เป็นตระกูลที่มีเกราะหนาทั้งนั้น ลมปราณเทพมารโลหิตแทบจะเจาะของพวกมันไม่เข้าเลยก็ว่าได้

 

ในขณะที่จางลี่กำลังจะออกคำสั่งให้ถอยนั้น ช่างน่าเสียดายที่มันไม่ทันเสียแล้ว มังกรปีศาจสิบตนตอนนี้ได้มาถึงแล้วและกำลังล้อมพวกนางเอาไว้ ลั่วอู่หลินไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรเขาเพียงมองพวกมันอย่างเมินเฉยอยู่ด้านหลังของจางลี่เท่านั้น และกำลังรอคำสั่งจากนางว่าจะให้ทำอะไรต่อไป

 

"บัดซบ! ไม่ทันงั้นหรือ"จางลี่สบถออกมาและมือขวาจับด้ามกระบี่พร้อมชักมันออกจากฝักทุกเมื่อ แน่นอนว่าปีศาจโลหิตตนอื่นๆก็เตรียมพร้อมต่อสู้เช่นเดียวกัน

 

ทางด้านของมังกรปีศาจในเวลานี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน "เป็นแค่ตระกูลเทพมารโลหิตคิดต่อต้านตระกูลมังกรปีศาจของข้าอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ว่าความพยายามที่ไร้ประโยชน์มันเป็นอย่างไร"

 

มังกรปีศาจตนหนึ่งกล่าวออกมา ร่างกายของมันปรากฏเกล็ดสีดำปกคลุมร่าง ปีกสีดำทั้งสองข้างเพียงกระพือหนึ่งครั้งก็ทำให้ร่างของมันพุ่งทะลวงปีศาจโลหิตสามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของจางลี่จนชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายไม่มีชิ้นดี

 

แต่ทว่าในขณะที่มันกำลังจะมาถึงตัวของจางลี่นั้น กระบี่โลหิตสวรรค์ของนางก็ถูกชักออกมาและฟาดฟันจนเกิดเป็นคลื่นไอปราณกระบี่สีโลหิตพุ่งตรงไปยังมังกรปีศาจตัวที่เข้าใกล้นางจนทำให้มันตื่นตระหนกยิ่ง

 

"ไม่ดีแน่!"

 

มังกรปีศาจอุทาน ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้มันจึงรับรู้ได้ถึงความอันตรายของคลื่นกระบี่นี้ จึงพุ่งตัวหลบและถอยหร่นกลับไปรวมกลุ่มกับมังกรปีศาจตัวอื่นๆในทันที และไม่กล้าที่จะบุกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า

 

ทางด้านจางลี่เมื่อเห็นการโจมตีของตัวเองพลาดเป้าก็ถึงหอบถี่กระชั้นออกมา เจ้ากระบี่โลหิตสวรรค์เล่มนี้ แม้นางจะใช้มันได้แต่มันก็กลืนกินลมปราณโลหิตของนางไปมหาศาลเช่นเดียวกัน ก็อย่างว่ามันถูกสร้างมาให้กับผู้ที่มีโลหิตบรรพบุรุษเท่านั้น การที่นางใช้มันได้ก็ครั้งสองครั้งก็ถือว่าเต็มกลืนแล้ว

 

"คุณหนูเราจะเอาอย่างไรต่อดีขอรับ ดูท่าพวกมันจะไม่ปล่อยเราไปง่ายๆ"ปีศาจโลหิตตนหนึ่งรีบมากล่าวถาม บอกตามตรงในใจของปีศาจโลหิตทุกตนในตอนนี้ล้วนแต่รู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริง ยิ่งตอนที่อีกฝ่ายเพียงกระพือปีกหนึ่งครั้งก็สามารถสังหารปีศาจโลหิตสามคนได้ก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกสยดสยองยิ่งนัก

 

"แห๊กๆ! หนีก็หนีไม่ได้แล้วมีแต่ต้องสู้เท่านั้น"จางลี่ที่อยู่ในสภาพเหนื่อยหอบกล่าวออกมาอย่างมาดมั่น เหล่ามังกรปีศาจทั้งหลายตอนนี้หรี่ตามองมาที่กระบี่ในมือของนางเป็นตาเดียวก่อนที่แววตาเหล่านั้นจะเกิดประกายความโลภออกมา

 

"กระบี่นั้นต้องเป็นของข้า"มังกรปีศาจตนหนึ่งทนความยั่วเย้าของกระบี่โลหิตสวรรค์ไม่ไหวพุ่งทะยานตรงมาที่จางลี่ ลั่วอู่หลินที่เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มออกมาทันใดนั้นร่างของปีศาจโลหิตตนนั้นก็นิ่งค้างกลางอากาศ จางลี่ที่ได้จังหวะจึงฟาดกระบี่โลหิตสวรรค์อีกคราจนตัวของมังกรปีศาจตัวนั้นขาดครึ่งในทันใด

 

"อะไรกัน!"

 

ทั้งตระกูลเทพมารโลหิตที่เหลือและตระกูลมังกรปีศาจอุทานออกมาพร้อมกัน พวกเขาไม่ได้ตกใจในอนุภาพของกระบี่โลหิตสวรรค์ แต่ตกใจที่อยู่ๆร่างกายของมังกรปีศาจตนนั้นหยุดชะงักกลางอากาศ ซึ่งพวกเขาไม่เข้าใจเอาเสียมากๆว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร