ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 40 แตกหัก

    บทที่ 40แตกหัก

    “ทั้งๆที่รู้ดีอยู่แก่ใจแต่ฉันกลับทำอะไรเพื่อเธอไม่ได้เลย”

     

            

            เสียงฝีเท้าวิ่งกระทบพื้นหินอ่อนในโรงพยาบาลใหญ่ยามค่ำร่างของเด็กหนุ่มที่วิ่งนำหน้าอยู่นั้นมีสีหน้าไม่ต่างไปจากเด็กสาวที่กำลังวิ่งตามเขามาทั้งคู่เหนื่อยหอบ ใบหน้าขาวซีดในแววตาหม่นแสงนั้นมีร่องรอยแห่งความตื่นตระหนกฉายอยู่ชัดบนใบหน้าโดยเฉพาะเด็กสาวที่ตอนนี้นัยน์ตามีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่ด้วย

                 

            เด็กหนุ่มกระชับข้อมือเด็กสาวแน่นก่อนจะพาเธอเลี้ยวมุมหนึ่งของชั้นสูงสุดในโรงพยาบาลที่ทั้งชั้นถูกจองให้เป็นห้องพักของคนในตระกูลฮิวาตาริเด็กสาวด้านหลังเขาป้ายน้ำตาออกอีกครั้งเมื่อทั้งคู่มาถึงจุดหมาย

                 

            ร่างบางของเด็กสาวอีกคนยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องพักฟื้นที่ดูหรูหราที่สุดในโรงพยาบาลนัยน์ตาสีมรกตของเธอเบิกโพลงกว้างขณะที่เอาแต่จ้องลูกบิดประตูอย่างไม่วางตาทั้งคู่เดินเข้าไปหาเธอนานทีเดียวกว่าเด็กสาวจะรับรู้ได้ว่าคนที่เธอเพิ่งโทรไปหาเมื่อสิบห้านาทีก่อนนั้นบัดนี้มาปรากฏตัวอยู่ข้างๆแล้วไม่รอช้า เด็กสาวโผเข้ากอดคนมาใหม่ในทันใด

                 

            “โทวะเป็นยังไงบ้าง?” ชินเอ่ยถามเด็กสาวคุ้นหน้าทว่าไม่ได้สนิทกับเธอเท่าคนข้างๆที่โผเข้ากอดกันแน่นทันทีที่เห็นหน้า

                 

            “ยังไม่รู้เหมือนกัน” นานาโกะตอบแม้จะมั่นใจว่าคนที่อยู่หลังประตูบานนั้นไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตเพราะเธอเพิ่งใช้พลังของเธอช่วยเขาไว้แต่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่และแพทย์ประจำโรงพยาบาลสี่ห้าคนกลับวิ่งเข้าไปข้างในห้องจนป่านนี้ยังไม่ออกมาทำให้ความมั่นใจของเธอลดฮวบลงไปมากกว่าครึ่ง

                 

            “นานะจัง เกิดอะไรขึ้นกับโทวะ?” มินาโยะถามนัยน์ตาแดงก่ำขณะจ้องมองเพื่อนสาว

                 

            นานาโกะสบตาเธอมีสีหน้าลำบากใจก่อนจะเผลอสบตาเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้อย่างไม่รู้ตัว

                 

            “บอกมาเถอะนะฉันรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว” เด็กสาวในอ้อมแขนอ้อนวอน

                 

            นานาโกะเผลอกัดริมฝีปากตัวเองขณะที่หลบสายตาคนทั้งคู่“เจอนักรบอเวจี”

                 

            อ้อมแขนของเด็กสาวคลายออกก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมด้วยเสียงที่แหบพร่า

                 

            “เจอกับพิงค์เป็นคนที่โทวะเคยสู้ด้วยที่เอิร์ธวอเทอร์เมื่อตอนสงครามวันสิ้นโลก”เด็กสาวสูดลมหายใจลึกเข้าปอดอย่างเรียกกำลังใจฝ่ามือชื้นสองข้างกุมกันแน่นอยู่ตรงหน้า เธอไม่ยอมสบตากับใคร“เธอเคยเป็นเพื่อนของพวกเรา เคยเป็นคนที่โทวะรักเมื่อตอนที่อยู่โลกนั้น”

                 

            นัยน์ตาสีมรกตของนานาโกะมีร่องรอยของความปวดร้าวพอๆกับแววตาของมินาโยะที่จ้องมองเธออยู่ในวินาทีหนึ่งต่อจากนั้นร่างของเด็กสาวทั้งคู่ก็โผเข้ากอดกันแน่นด้วยความรู้สึกที่เข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้งชินมองดูทั้งคู่ เริ่มมองเห็นปัญหาขึ้นมาลางๆ เขากังวลใจอะไรบางอย่างแต่ก่อนที่จะได้เอ่ยถามอะไรออกไปนั้น ประตูห้องพักฟื้นก็เปิดออกมาเสียก่อน

                 

            ร่างของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลสามคนเดินนำหน้าออกมาพร้อมกับรถเข็นใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์มากมาย ทั้งหมดเดินผ่านหน้าพวกเขาไปก่อนที่แพทย์ประจำตัวของโทวะจะเดินออกมาจากห้องด้วยสภาพอิดโรยพร้อมกับเด็กหนุ่มอีกคนที่วัยไล่เลี่ยกับพวกเขาทั้งคู่หยุดยืนอยู่ตรงหน้านานาโกะกับมินาโยะที่เพิ่งคลายอ้อมแขนออกจากกันก่อนคนที่สูงวัยกว่าจะเป็นฝ่ายเอ่ย

                 

            “ให้ดูอาการไปอีกสักระยะเดี๋ยวจะบอกทางครอบครัวไว้ให้”

                 

            นานาโกะโค้งตัวลงต่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าและพึมพำขอบคุณเขา

                 

            แล้วชายหนุ่มก็เดินจากไปก่อนที่เด็กหนุ่มอีกคนจะเดินเข้ามาหาเด็กสาวทั้งคู่

                 

            “คราวหน้าระวังอย่าให้เป็นแบบนี้อีกเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?”

                 

            “ค่ะ!”

                 

            นานาโกะเอ่ยรับคำก่อนที่เด็กหนุ่มจะพยักหน้าอย่างรับรู้เขาหันมาสบตาชินด้วยสายตาที่เหมือนกับจะประเมินค่าก่อนจะเดินเลี่ยงหนีไป

                 

            มินาโยะเป็นคนแรกที่ถลาเข้าไปข้างในห้องเด็กสาวยืนคว้างจับลูกบิดประตูแน่นตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นร่างของคนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายน้ำเกลือพันระโยงระยางใบหน้าขาวซีดของโทวะกว่าครึ่งถูกปิดไว้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ เครื่องมือทางการแพทย์มากมายวางเรียงอยู่ข้างเตียงคนไข้แสดงผลเป็นเส้นกราฟที่เธอไม่เข้าใจและส่งเสียงร้องปิ๊บๆทุกๆสองสามวินาที

                 

            ชินขมวดหัวคิ้วเมื่อเห็นสภาพของคนตรงหน้า

                 

            นี่เหรอไม่เป็นอะไร...?

                 

            “มินาโยะจัง” นานาโกะเอามือแตะไหล่คนที่สติหลุดลอยจากร่างแม้จะตื่นตระหนกไม่แพ้กันแต่ดูเหมือนนานาโกะจะตั้งสติได้ดีกว่ามินาโยะมากชินคิดในใจ เอาเถอะ... วันนี้มินาโยะก็ผ่านอะไรมามากเกินกว่าที่เธอจะรับไหวแล้วเหมือนกัน

                 

            เด็กหนุ่มพาร่างอ่อนปวกเปียกของทั้งคู่ไปยังโซฟารับแขกที่มุมห้องแต่มินาโยะยืนกรานที่จะนั่งตรงเก้าอี้ว่างข้างเตียงให้ได้ชินจึงต้องปล่อยเธอไปก่อนจะหันมาหาใครอีกคนที่กำลังพยายามกำจัดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองอยู่อย่างเงียบๆ

                 

            “เห็นอีกสองคนบ้างไหม?”

                 

            เด็กหนุ่มถามหาเท็ตสึยะและมาโมรุแต่ทว่าในวินาทีต่อจากนั้น ประตูห้องก็ถูกเคาะเสียงแผ่วแล้วมาโมรุก็เปิดประตูเข้ามา ใบหน้าของเด็กหนุ่มอิดโรยและซีดเซียวมีร่องรอยที่เห็นได้ชัดว่าผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักแสดงอยู่ทั่วร่างกาย

                 

            มาโมรุหลีกเลี่ยงที่จะสบตากับคนทั้งห้องเด็กหนุ่มพึมพำเสียงแผ่ว เหมือนต้องการแค่ให้ชินได้ยินแค่คนเดียว

                 

            “เท็ตสึยะอยู่ห้องข้างๆ”

                 

            พอมาโมรุพูดจบ ชินก็ยืนนิ่งไปชั่วอึดใจระบบประมวลสถานการณ์ในสมองเขาดูเหมือนจะติดขัดไปชั่วครู่ก่อนที่จะทันได้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

                 

            เท็ตสึยะอยู่ห้องข้างๆ.... เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่น?

                 

            “ฉันขอโทษ....” มาโมรุพึมพำ“ฉันขอโทษจริงๆที่ปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ ขอโทษจริงๆ...”

                 

            เหมือนความอดกลั้นจะสิ้นสุดลงมาโมรุเอนร่างพิงกำแพงห้อง ฝ่ามือสองข้างเกร็งอยู่ข้างลำตัว เด็กหนุ่มก้มหน้า ปล่อยให้เรือนผมสีดำสนิทลู่ตกลงมาปิดบังนัยน์ตาที่ขอบตากำลังเอ่อล้นไปด้วยของเหลวใสอยู่ไม่มีใครในห้องเอ่ยอะไรขึ้นเลยต่อจากนั้น แม้แต่จะขยับร่างกายก็ไม่มีใครกล้าทำในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งได้ยินแต่เสียงของเครื่องมือทางการแพทย์ที่ร้องดังขนาดชินที่ดูเหมือนจะมีสติมากกว่าใครเพื่อนยังทำอะไรไม่ถูกในสถานการณ์แบบนี้

                 

            “ไม่ใช่! นั่นมันไม่ใช่ความผิดของใคร!”ดูเหมือนชินจะควานหาสติของตัวเองเจอในที่สุด เด็กหนุ่มเดินตรงไปหามาโมรุตบบ่าเบาๆอย่างให้กำลังใจ “ถ้านายคิดว่าตัวเองผิดฉันเองก็ผิดด้วยที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันกับนายในสถานการณ์แบบนี้”

                 

            มาโมรุเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ชินห้ามไว้

                 

            “ฉันขอไปดูเท็ตสึยะให้แน่ใจหน่อยเดี๋ยวจะกลับมา ระหว่างนั้นนายก็อย่าคิดโทษตัวเองอีกเลย ไม่อย่างนั้น...”

                 

            ชินหยุดพูดเหลือบมองมินาโยะที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเตียงโทวะเธอได้ยินทุกถ้อยคำที่พวกเขาพูด

                 

            ชินถอนหายใจ ขยับเข้าไปใกล้มาโมรุ

                 

            “จะมีใครบางคนที่เจ็บปวดกับเรื่องนี้มากกว่านาย”

                 

            แล้วชินก็เดินออกไปจากห้องประตูห้องปิดลงเบาๆ เกิดความเงียบขึ้นในช่วงสองสามวินาทีที่ชินจากไป

                 

            นานาโกะลุกขึ้นจากที่นั่งถ้าชินจากไปแล้วคนเดียวในห้องนี้ที่จะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ก็คือเธอเด็กสาวเดินไปหามาโมรุ วางฝ่ามือลงบนหลังมือของเด็กหนุ่มเบาๆ มาโมรุเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวส่งรอยยิ้มอ่อนที่บ่งบอกว่าเธอเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างมาให้

                 

            “อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยนะ”

                 

            เด็กสาวพึมพำเบาๆอย่างให้กำลังใจ

                 

            “พวกเราเจ็บปวดกันมามากเกินพอแล้วอย่าขังตัวเองไว้ในอดีตอีกต่อไปเลย มาโมรุ”

                 

            เด็กหนุ่มสะดุ้งนานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ยินคนตรงหน้าเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้มาโมรุสบตาเธออีกครั้งรอยยิ้มของเธอที่ส่งมาให้เขานั้นบ่งบอกดีว่าเธอเข้าใจทุกอย่างทั้งความเศร้าและความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในแววตาของเขารวมถึงความคิดคำนึงหาของเขาที่มีต่อใครบางคนด้วย

                 

            นานาโกะพามาโมรุเดินไปหามินาโยะที่ข้างเตียงขณะที่มินาโยะเอาแต่นิ่งเงียบนับตั้งแต่ตอนที่มาโมรุปรากฏตัวเข้ามาในห้องเธอนั่งนิ่งฝ่ามือสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่พลุ้งพล่านเอาไว้นานาโกะถอดเสื้อคลุมของตัวเองวางทาบเบาๆลงบนบ่าของมินาโยะ ประคองไหล่เธอให้ค่อยๆหันมาหามาโมรุที่ยืนรออยู่

                 

            มาโมรุเอ่ยปากพูด

                 

            “เธอไม่จำเป็นต้อง--”

                 

            “ฉันขอโทษ!” มินาโยะตะโกนขัดฝ่ามือสองข้างกุมเสื้อคลุมของนานาโกะไว้นั่น “ขอร้องล่ะ! ให้ฉันได้พูดเถอะนะฉันขอโทษจริงๆ ขอโทษที่ลืมมันไปจริงๆ ฉันทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน ทำให้ทุกคนต้องแยกจากกันทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง!”

                 

            “ถ้ามินาโยะจังเอาแต่โทษตัวเองแบบนี้แล้วเมื่อไหร่ที่มาโมรุจะอภัยให้ตัวเองได้เสียทีล่ะ?”

                 

            นานาโกะถามเสียงแผ่ว ทว่าเสียงของเธอกลับไม่ได้ฟังแล้วอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนเคย

                 

            “ถ้าอยากให้มาโมรุสบายใจอยากให้โทวะหายดี ก็อย่าเอาแต่โทษตัวเองอีกเลยเรื่องแบบนี้ต่อให้ใครเป็นฝ่ายผิด สุดท้ายแล้วผลกระทบก็ตกอยู่ที่พวกเราทุกคนอยู่ดี”

                 

            นานาโกะบอก

                 

            “คนนอกอย่างฉันมาพูดแบบนี้ฟังแล้วมันอาจจะขัดๆแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่าการโยนเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้เป็นความผิดของใครน่ะมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอกนะ”

                 

            มินาโยะนิ่งเงียบไปเหมือนพยายามทำความเข้าใจในถ้อยคำนั้น ขณะที่มาโมรุยืนนิ่งตัวเกร็งอย่างอึดอัดใจ นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเฝ้ามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างทุกข์ทรมาน

                 

            “แต่การที่ฉันเป็นแบบนี้มันก็เป็นความผิดของฉันอยู่ดี” มินาโยะเอ่ย มาโมรุทำท่าจะขัดแต่นานาโกะยกมือขึ้นห้าม

                 

            “ตัวฉันและสิ่งที่ฉันเป็นทำให้ผู้คนรอบข้างต้องหวาดผวาแม้แต่พวกนานะจังเองก็ต้องพลอยมารับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะฉันด้วย ถ้าฉัน...ถ้าฉันเข้มแข็งกว่านี้ เป็นตัวของตัวเองให้มากกว่านี้ก็คงจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน”

                 

            “ถ้าเธอคิดแบบนั้นคนที่ผิดก็ไม่ใช่เธอคนเดียวหรอก”มาโมรุแย้ง “ฉันเองก็ด้วย เป็นเพราะฉันเองที่ทำให้อาการของเธอมันเลวร้ายลงถ้าฉันไม่ไปเจอเธอในวันนั้นล่ะก็--”

                 

            “พวกเธอสองคนก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลยน่ะสิ!”นานาโกะว่า “มินาโยะจังก็จะนั่งอยู่มุมห้องตรงนั้นตลอดไปมาโมรุก็คงจะอาละวาดหาเรื่องคนอื่นไปทั่วแล้วโทวะก็คงจะไม่ยิ้มอย่างมีความสุขได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ ถ้าพวกเธอคิดว่าการพบกันในครั้งนั้นมันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดก็หมายความว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเธอนั้นกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาดไปด้วยน่ะสิจะดีเหรอ... ทั้งที่อยู่ด้วยกันก็มีความสุขแล้วแท้ๆนะ!”

                 

            “ต.. แต่ว่า... ตัวนานะจัง--”

                 

            “ฉันขอแค่ให้โทวะมีความสุขก็พอแล้ว”นานาโกะพูดนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเธอเรียบนิ่งเสียจนทำให้คนที่เฝ้ามองอ่านความรู้สึกไม่ออก“เพราะนั่นเป็นสิ่งที่โทวะเลือกที่จะทำเองฉันจะมามัวเสียใจหรือเศร้าใจกับสิ่งที่โทวะตัดสินใจไปแล้วไม่ได้หรอก อีกอย่าง...ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเศร้าด้วย เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่พวกเราที่เจ็บปวดฉันคิดว่าคนๆนั้นเองก็คงจะเจ็บปวดไม่แพ้กัน”

                 

            วูบหนึ่งที่หัวคิ้วของมาโมรุกระตุกเด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีสายตาของนานาโกะที่หันมาจ้องมองเขาขณะที่มินาโยะคลายมือที่กุมเสื้อคลุมของนานาโกะอยู่ออก เด็กสาวก้มหน้านิ่งเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ

                 

            “ฉันเจอเขาแล้ว...”

                 

            นัยน์ตาสีแดงสดของมาโมรุแข็งกร้าวขึ้นมาในทันใดส่วนนานาโกะไม่มีร่องรอยใดๆบนใบหน้าที่แสดงว่าเธอตกใจหรือประหลาดใจในสิ่งที่มินาโยะพูด

                 

            “เขา...ฉันไม่เข้าใจความคิดของเขาเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในตอนนี้เขารู้สึกยังไง ต... แต่ว่า...”

                 

            มินาโยะสะอึกมือสองข้างยกขึ้นมากอดตัวเองแน่น

                 

            “แต่ว่าสายตาของเขาไม่ได้มองมาที่ฉันอีกต่อไปแล้วพอเห็นอย่างนั้น ฉันก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว!”

                 

            แล้วเด็กสาวก็เริ่มต้นร้องไห้ขณะที่มาโมรุกำหมัดแน่น นัยน์ตาสีแดงสดวาวโรจน์อย่างโกรธแค้นเด็กหนุ่มจ้องมองเด็กสาว ปวดร้าวไม่แพ้เธอ

                 

            นานาโกะมองดูคนทั้งคู่ด้วยใบหน้าที่เรียบสนิทไม่มีรอยยิ้มอ่อนโยนหรือน้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยให้กำลังใจเหมือนเคย  เธอเดินข้ามไปที่อีกฝั่งของเตียงมองดูใบหน้าของโทวะที่กว่าครึ่งถูกครอบด้วยเครื่องช่วยหายใจ วูบหนึ่งที่นัยน์ตาของเด็กสาวหม่นแสงก่อนที่เธอจะหันมาสารวนจัดแจงผ้าห่มคลุมร่างเขาเสียงมินาโยะสะอึกประสานเสียงกับเครื่องมือทางการแพทย์ขณะที่มาโมรุยังคงจ้องมองร่างที่สั่นเทาของมินาโยะโดยที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้

                 

            นานาโกะถอนหายใจ

                 

            “ถ้าโทวะฟื้นขึ้นมาเห็นพวกเธอเป็นแบบนี้เขาคงไม่ดีใจหรอก”

                 

            มินาโยะเช็ดน้ำตา พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้

                 

            “ฉันจะให้หมอนี่ออกจากการต่อสู้” จู่ๆมาโมรุก็เอ่ยขึ้น

                 

            เด็กสาวทั้งสองหันมาจ้องมองเขา

                 

            “ฉันให้หมอนี่สู้ต่อไปไม่ได้ฉันไม่อยากให้โทวะต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว”

                 

            “เธอกำลังดูถูกเขาในฐานะผู้พิทักษ์”นานาโกะเอ่ย “ไม่ว่าเธอหรือใครก็ไม่อาจห้ามการตัดสินใจของเขาได้ ถ้าโทวะต้องการที่จะเข้าร่วมการต่อสู้นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาตัดสินใจเลือกมันด้วยตัวเอง เธอเองก็รู้ดีนี่เพราะมีสิ่งที่ต้องปกป้องถึงได้ยอมรับที่จะเป็นผู้พิทักษ์นั่นคือปณิธานของพวกเธอไม่ใช่หรือไง”

                 

            “งั้นฉันจะรับไว้เอง!” มาโมรุบอกเสียงเดือด“ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง”

                 

            “เธอปกป้องสิ่งสำคัญสองสิ่งไว้พร้อมกันไม่ได้หรอกมาโมรุ” นานาโกะเอ่ยเตือนเด็กหนุ่มด้วยแววตาที่ขุ่นมัว

                 

            “ฉันทำอะไรได้มากกว่าเธอก็แล้วกัน!” มาโมรุบอกด้วยน้ำเสียงเดือดจัดไม่แพ้กัน“เธอน่ะแค่คอยอยู่ข้างๆหมอนี่เหมือนอย่างทุกทีก็พอแล้ว”

                 

            “เธอนี่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย”นานาโกะถอนหายใจอย่างระอา ส่ายหน้าไปมาอย่างยอมแพ้“คิดว่าตัวเองมีพลังมากแค่ไหนกันถึงกล้าที่จะแบกรับทุกอย่างเอาไว้เธอพร้อมที่จะเสียสละมากแค่ไหน ชีวิตเหรอ? ชีวิตของเธอสำคัญขนาดไหนกันขนาดพี่มาซารุเสียสละไปขนาดนั้นยังแก้ไขอะไรไม่ได้!”

                 

            “เพราะหมอนั่นมันทำพลาด!ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่เป็นเพราะความผิดพลาดของหมอนั่นต่างหาก!”

                 

            มาโมรุตะโกนลั่นกลบเสียงสะอึกของมินาโยะเสียจนมิด เธอสะดุ้งตัวสั่น พยายามจะห้ามมาโมรุแต่เด็กหนุ่มไม่สนใจอะไรอีกแล้วในเวลานี้นอกจากใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของนานาโกะ

                 

            “คนอย่างเธอจะมาเข้าใจอะไร หกปีที่ผ่านมาเธอไม่ได้เสียอะไรไปนี่โทวะมันก็ยังเลือกที่จะอยู่กับเธอ แต่ฉันกับมินาโยะล่ะ? ความรู้สึกของพวกฉันล่ะ!”

                 

            “มาโมรุ...”

                 

            มินาโยะพึมพำมือเล็กเกาะแขนเด็กหนุ่มพยายามปรามเขาแต่ไร้ผล

                 

            “คนนอกอย่างเธอจะไปเข้าใจอะไร!”

                 

            “งี่เง่า!” นานาโกะสะอื้นไห้“ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักนิด คิดว่าที่พี่มาซารุกับโทวะยอมสละตัวเองน่ะมันเพื่อใคร!”

                 

            “นานะ!”

                 

            มาโมรุตะเบ็งเสียงร้องดังลั่นขณะที่มินาโยะนั่งหน้าซีดตัวสั่น ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ทันเลยเด็กสาวเหลียวมองมาโมรุ แต่ดูเหมือนมาโมรุกำลังจ้องมองนานาโกะไม่ละสายตาส่วนเด็กสาวที่ถูกจ้องมองตอนนี้กำลังประสานสายตากับเด็กหนุ่มด้วยแววตาปวดร้าวนัยน์ตาคลอรื่นไปด้วยน้ำตา แล้วนานาโกะก็เชิดหน้าขึ้น สะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปเสียงประตูปิดลงดังปัง แล้วมาโมรุก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

                 

            “บ้าเอ๊ย!” เด็กหนุ่มสบถทุบกำปั้นลงบนพื้นพรมก่อนที่จะยกมือสองข้างขึ้นมาจิกศีรษะเสียจนเส้นผมพันยุ่งเหยิง

                 

             “โธ่เว้ย!”

                 

            เสียงของมาโมรุร้องตะโกนดังลั่น

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน