“ทั้งๆที่รู้ดีอยู่แก่ใจแต่ฉันกลับทำอะไรเพื่อเธอไม่ได้เลย”
เสียงฝีเท้าวิ่งกระทบพื้นหินอ่อนในโรงพยาบาลใหญ่ยามค่ำร่างของเด็กหนุ่มที่วิ่งนำหน้าอยู่นั้นมีสีหน้าไม่ต่างไปจากเด็กสาวที่กำลังวิ่งตามเขามาทั้งคู่เหนื่อยหอบ ใบหน้าขาวซีดในแววตาหม่นแสงนั้นมีร่องรอยแห่งความตื่นตระหนกฉายอยู่ชัดบนใบหน้าโดยเฉพาะเด็กสาวที่ตอนนี้นัยน์ตามีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่ด้วย
เด็กหนุ่มกระชับข้อมือเด็กสาวแน่นก่อนจะพาเธอเลี้ยวมุมหนึ่งของชั้นสูงสุดในโรงพยาบาลที่ทั้งชั้นถูกจองให้เป็นห้องพักของคนในตระกูลฮิวาตาริเด็กสาวด้านหลังเขาป้ายน้ำตาออกอีกครั้งเมื่อทั้งคู่มาถึงจุดหมาย
ร่างบางของเด็กสาวอีกคนยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องพักฟื้นที่ดูหรูหราที่สุดในโรงพยาบาลนัยน์ตาสีมรกตของเธอเบิกโพลงกว้างขณะที่เอาแต่จ้องลูกบิดประตูอย่างไม่วางตาทั้งคู่เดินเข้าไปหาเธอนานทีเดียวกว่าเด็กสาวจะรับรู้ได้ว่าคนที่เธอเพิ่งโทรไปหาเมื่อสิบห้านาทีก่อนนั้นบัดนี้มาปรากฏตัวอยู่ข้างๆแล้วไม่รอช้า เด็กสาวโผเข้ากอดคนมาใหม่ในทันใด
“โทวะเป็นยังไงบ้าง?” ชินเอ่ยถามเด็กสาวคุ้นหน้าทว่าไม่ได้สนิทกับเธอเท่าคนข้างๆที่โผเข้ากอดกันแน่นทันทีที่เห็นหน้า
“ยังไม่รู้เหมือนกัน” นานาโกะตอบแม้จะมั่นใจว่าคนที่อยู่หลังประตูบานนั้นไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตเพราะเธอเพิ่งใช้พลังของเธอช่วยเขาไว้แต่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่และแพทย์ประจำโรงพยาบาลสี่ห้าคนกลับวิ่งเข้าไปข้างในห้องจนป่านนี้ยังไม่ออกมาทำให้ความมั่นใจของเธอลดฮวบลงไปมากกว่าครึ่ง
“นานะจัง เกิดอะไรขึ้นกับโทวะ?” มินาโยะถามนัยน์ตาแดงก่ำขณะจ้องมองเพื่อนสาว
นานาโกะสบตาเธอมีสีหน้าลำบากใจก่อนจะเผลอสบตาเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้อย่างไม่รู้ตัว
“บอกมาเถอะนะฉันรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว” เด็กสาวในอ้อมแขนอ้อนวอน
นานาโกะเผลอกัดริมฝีปากตัวเองขณะที่หลบสายตาคนทั้งคู่“เจอนักรบอเวจี”
อ้อมแขนของเด็กสาวคลายออกก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมด้วยเสียงที่แหบพร่า
“เจอกับพิงค์เป็นคนที่โทวะเคยสู้ด้วยที่เอิร์ธวอเทอร์เมื่อตอนสงครามวันสิ้นโลก”เด็กสาวสูดลมหายใจลึกเข้าปอดอย่างเรียกกำลังใจฝ่ามือชื้นสองข้างกุมกันแน่นอยู่ตรงหน้า เธอไม่ยอมสบตากับใคร“เธอเคยเป็นเพื่อนของพวกเรา เคยเป็นคนที่โทวะรักเมื่อตอนที่อยู่โลกนั้น”
นัยน์ตาสีมรกตของนานาโกะมีร่องรอยของความปวดร้าวพอๆกับแววตาของมินาโยะที่จ้องมองเธออยู่ในวินาทีหนึ่งต่อจากนั้นร่างของเด็กสาวทั้งคู่ก็โผเข้ากอดกันแน่นด้วยความรู้สึกที่เข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้งชินมองดูทั้งคู่ เริ่มมองเห็นปัญหาขึ้นมาลางๆ เขากังวลใจอะไรบางอย่างแต่ก่อนที่จะได้เอ่ยถามอะไรออกไปนั้น ประตูห้องพักฟื้นก็เปิดออกมาเสียก่อน
ร่างของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลสามคนเดินนำหน้าออกมาพร้อมกับรถเข็นใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์มากมาย ทั้งหมดเดินผ่านหน้าพวกเขาไปก่อนที่แพทย์ประจำตัวของโทวะจะเดินออกมาจากห้องด้วยสภาพอิดโรยพร้อมกับเด็กหนุ่มอีกคนที่วัยไล่เลี่ยกับพวกเขาทั้งคู่หยุดยืนอยู่ตรงหน้านานาโกะกับมินาโยะที่เพิ่งคลายอ้อมแขนออกจากกันก่อนคนที่สูงวัยกว่าจะเป็นฝ่ายเอ่ย
“ให้ดูอาการไปอีกสักระยะเดี๋ยวจะบอกทางครอบครัวไว้ให้”
นานาโกะโค้งตัวลงต่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าและพึมพำขอบคุณเขา
แล้วชายหนุ่มก็เดินจากไปก่อนที่เด็กหนุ่มอีกคนจะเดินเข้ามาหาเด็กสาวทั้งคู่
“คราวหน้าระวังอย่าให้เป็นแบบนี้อีกเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?”
“ค่ะ!”
นานาโกะเอ่ยรับคำก่อนที่เด็กหนุ่มจะพยักหน้าอย่างรับรู้เขาหันมาสบตาชินด้วยสายตาที่เหมือนกับจะประเมินค่าก่อนจะเดินเลี่ยงหนีไป
มินาโยะเป็นคนแรกที่ถลาเข้าไปข้างในห้องเด็กสาวยืนคว้างจับลูกบิดประตูแน่นตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นร่างของคนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายน้ำเกลือพันระโยงระยางใบหน้าขาวซีดของโทวะกว่าครึ่งถูกปิดไว้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ เครื่องมือทางการแพทย์มากมายวางเรียงอยู่ข้างเตียงคนไข้แสดงผลเป็นเส้นกราฟที่เธอไม่เข้าใจและส่งเสียงร้องปิ๊บๆทุกๆสองสามวินาที
ชินขมวดหัวคิ้วเมื่อเห็นสภาพของคนตรงหน้า
นี่เหรอไม่เป็นอะไร...?
“มินาโยะจัง” นานาโกะเอามือแตะไหล่คนที่สติหลุดลอยจากร่างแม้จะตื่นตระหนกไม่แพ้กันแต่ดูเหมือนนานาโกะจะตั้งสติได้ดีกว่ามินาโยะมากชินคิดในใจ เอาเถอะ... วันนี้มินาโยะก็ผ่านอะไรมามากเกินกว่าที่เธอจะรับไหวแล้วเหมือนกัน
เด็กหนุ่มพาร่างอ่อนปวกเปียกของทั้งคู่ไปยังโซฟารับแขกที่มุมห้องแต่มินาโยะยืนกรานที่จะนั่งตรงเก้าอี้ว่างข้างเตียงให้ได้ชินจึงต้องปล่อยเธอไปก่อนจะหันมาหาใครอีกคนที่กำลังพยายามกำจัดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองอยู่อย่างเงียบๆ
“เห็นอีกสองคนบ้างไหม?”
เด็กหนุ่มถามหาเท็ตสึยะและมาโมรุแต่ทว่าในวินาทีต่อจากนั้น ประตูห้องก็ถูกเคาะเสียงแผ่วแล้วมาโมรุก็เปิดประตูเข้ามา ใบหน้าของเด็กหนุ่มอิดโรยและซีดเซียวมีร่องรอยที่เห็นได้ชัดว่าผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักแสดงอยู่ทั่วร่างกาย
มาโมรุหลีกเลี่ยงที่จะสบตากับคนทั้งห้องเด็กหนุ่มพึมพำเสียงแผ่ว เหมือนต้องการแค่ให้ชินได้ยินแค่คนเดียว
“เท็ตสึยะอยู่ห้องข้างๆ”
พอมาโมรุพูดจบ ชินก็ยืนนิ่งไปชั่วอึดใจระบบประมวลสถานการณ์ในสมองเขาดูเหมือนจะติดขัดไปชั่วครู่ก่อนที่จะทันได้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
เท็ตสึยะอยู่ห้องข้างๆ.... เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่น?
“ฉันขอโทษ....” มาโมรุพึมพำ“ฉันขอโทษจริงๆที่ปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ ขอโทษจริงๆ...”
เหมือนความอดกลั้นจะสิ้นสุดลงมาโมรุเอนร่างพิงกำแพงห้อง ฝ่ามือสองข้างเกร็งอยู่ข้างลำตัว เด็กหนุ่มก้มหน้า ปล่อยให้เรือนผมสีดำสนิทลู่ตกลงมาปิดบังนัยน์ตาที่ขอบตากำลังเอ่อล้นไปด้วยของเหลวใสอยู่ไม่มีใครในห้องเอ่ยอะไรขึ้นเลยต่อจากนั้น แม้แต่จะขยับร่างกายก็ไม่มีใครกล้าทำในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งได้ยินแต่เสียงของเครื่องมือทางการแพทย์ที่ร้องดังขนาดชินที่ดูเหมือนจะมีสติมากกว่าใครเพื่อนยังทำอะไรไม่ถูกในสถานการณ์แบบนี้
“ไม่ใช่! นั่นมันไม่ใช่ความผิดของใคร!”ดูเหมือนชินจะควานหาสติของตัวเองเจอในที่สุด เด็กหนุ่มเดินตรงไปหามาโมรุตบบ่าเบาๆอย่างให้กำลังใจ “ถ้านายคิดว่าตัวเองผิดฉันเองก็ผิดด้วยที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันกับนายในสถานการณ์แบบนี้”
มาโมรุเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ชินห้ามไว้
“ฉันขอไปดูเท็ตสึยะให้แน่ใจหน่อยเดี๋ยวจะกลับมา ระหว่างนั้นนายก็อย่าคิดโทษตัวเองอีกเลย ไม่อย่างนั้น...”
ชินหยุดพูดเหลือบมองมินาโยะที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเตียงโทวะเธอได้ยินทุกถ้อยคำที่พวกเขาพูด
ชินถอนหายใจ ขยับเข้าไปใกล้มาโมรุ
“จะมีใครบางคนที่เจ็บปวดกับเรื่องนี้มากกว่านาย”
แล้วชินก็เดินออกไปจากห้องประตูห้องปิดลงเบาๆ เกิดความเงียบขึ้นในช่วงสองสามวินาทีที่ชินจากไป
นานาโกะลุกขึ้นจากที่นั่งถ้าชินจากไปแล้วคนเดียวในห้องนี้ที่จะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ก็คือเธอเด็กสาวเดินไปหามาโมรุ วางฝ่ามือลงบนหลังมือของเด็กหนุ่มเบาๆ มาโมรุเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวส่งรอยยิ้มอ่อนที่บ่งบอกว่าเธอเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างมาให้
“อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยนะ”
เด็กสาวพึมพำเบาๆอย่างให้กำลังใจ
“พวกเราเจ็บปวดกันมามากเกินพอแล้วอย่าขังตัวเองไว้ในอดีตอีกต่อไปเลย มาโมรุ”
เด็กหนุ่มสะดุ้งนานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ยินคนตรงหน้าเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบนี้มาโมรุสบตาเธออีกครั้งรอยยิ้มของเธอที่ส่งมาให้เขานั้นบ่งบอกดีว่าเธอเข้าใจทุกอย่างทั้งความเศร้าและความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในแววตาของเขารวมถึงความคิดคำนึงหาของเขาที่มีต่อใครบางคนด้วย
นานาโกะพามาโมรุเดินไปหามินาโยะที่ข้างเตียงขณะที่มินาโยะเอาแต่นิ่งเงียบนับตั้งแต่ตอนที่มาโมรุปรากฏตัวเข้ามาในห้องเธอนั่งนิ่งฝ่ามือสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่พลุ้งพล่านเอาไว้นานาโกะถอดเสื้อคลุมของตัวเองวางทาบเบาๆลงบนบ่าของมินาโยะ ประคองไหล่เธอให้ค่อยๆหันมาหามาโมรุที่ยืนรออยู่
มาโมรุเอ่ยปากพูด
“เธอไม่จำเป็นต้อง--”
“ฉันขอโทษ!” มินาโยะตะโกนขัดฝ่ามือสองข้างกุมเสื้อคลุมของนานาโกะไว้นั่น “ขอร้องล่ะ! ให้ฉันได้พูดเถอะนะฉันขอโทษจริงๆ ขอโทษที่ลืมมันไปจริงๆ ฉันทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน ทำให้ทุกคนต้องแยกจากกันทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง!”
“ถ้ามินาโยะจังเอาแต่โทษตัวเองแบบนี้แล้วเมื่อไหร่ที่มาโมรุจะอภัยให้ตัวเองได้เสียทีล่ะ?”
นานาโกะถามเสียงแผ่ว ทว่าเสียงของเธอกลับไม่ได้ฟังแล้วอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนเคย
“ถ้าอยากให้มาโมรุสบายใจอยากให้โทวะหายดี ก็อย่าเอาแต่โทษตัวเองอีกเลยเรื่องแบบนี้ต่อให้ใครเป็นฝ่ายผิด สุดท้ายแล้วผลกระทบก็ตกอยู่ที่พวกเราทุกคนอยู่ดี”
นานาโกะบอก
“คนนอกอย่างฉันมาพูดแบบนี้ฟังแล้วมันอาจจะขัดๆแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่าการโยนเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้เป็นความผิดของใครน่ะมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอกนะ”
มินาโยะนิ่งเงียบไปเหมือนพยายามทำความเข้าใจในถ้อยคำนั้น ขณะที่มาโมรุยืนนิ่งตัวเกร็งอย่างอึดอัดใจ นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเฝ้ามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างทุกข์ทรมาน
“แต่การที่ฉันเป็นแบบนี้มันก็เป็นความผิดของฉันอยู่ดี” มินาโยะเอ่ย มาโมรุทำท่าจะขัดแต่นานาโกะยกมือขึ้นห้าม
“ตัวฉันและสิ่งที่ฉันเป็นทำให้ผู้คนรอบข้างต้องหวาดผวาแม้แต่พวกนานะจังเองก็ต้องพลอยมารับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะฉันด้วย ถ้าฉัน...ถ้าฉันเข้มแข็งกว่านี้ เป็นตัวของตัวเองให้มากกว่านี้ก็คงจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน”
“ถ้าเธอคิดแบบนั้นคนที่ผิดก็ไม่ใช่เธอคนเดียวหรอก”มาโมรุแย้ง “ฉันเองก็ด้วย เป็นเพราะฉันเองที่ทำให้อาการของเธอมันเลวร้ายลงถ้าฉันไม่ไปเจอเธอในวันนั้นล่ะก็--”
“พวกเธอสองคนก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลยน่ะสิ!”นานาโกะว่า “มินาโยะจังก็จะนั่งอยู่มุมห้องตรงนั้นตลอดไปมาโมรุก็คงจะอาละวาดหาเรื่องคนอื่นไปทั่วแล้วโทวะก็คงจะไม่ยิ้มอย่างมีความสุขได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ ถ้าพวกเธอคิดว่าการพบกันในครั้งนั้นมันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดก็หมายความว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเธอนั้นกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาดไปด้วยน่ะสิจะดีเหรอ... ทั้งที่อยู่ด้วยกันก็มีความสุขแล้วแท้ๆนะ!”
“ต.. แต่ว่า... ตัวนานะจัง--”
“ฉันขอแค่ให้โทวะมีความสุขก็พอแล้ว”นานาโกะพูดนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเธอเรียบนิ่งเสียจนทำให้คนที่เฝ้ามองอ่านความรู้สึกไม่ออก“เพราะนั่นเป็นสิ่งที่โทวะเลือกที่จะทำเองฉันจะมามัวเสียใจหรือเศร้าใจกับสิ่งที่โทวะตัดสินใจไปแล้วไม่ได้หรอก อีกอย่าง...ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเศร้าด้วย เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่พวกเราที่เจ็บปวดฉันคิดว่าคนๆนั้นเองก็คงจะเจ็บปวดไม่แพ้กัน”
วูบหนึ่งที่หัวคิ้วของมาโมรุกระตุกเด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีสายตาของนานาโกะที่หันมาจ้องมองเขาขณะที่มินาโยะคลายมือที่กุมเสื้อคลุมของนานาโกะอยู่ออก เด็กสาวก้มหน้านิ่งเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ
“ฉันเจอเขาแล้ว...”
นัยน์ตาสีแดงสดของมาโมรุแข็งกร้าวขึ้นมาในทันใดส่วนนานาโกะไม่มีร่องรอยใดๆบนใบหน้าที่แสดงว่าเธอตกใจหรือประหลาดใจในสิ่งที่มินาโยะพูด
“เขา...ฉันไม่เข้าใจความคิดของเขาเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในตอนนี้เขารู้สึกยังไง ต... แต่ว่า...”
มินาโยะสะอึกมือสองข้างยกขึ้นมากอดตัวเองแน่น
“แต่ว่าสายตาของเขาไม่ได้มองมาที่ฉันอีกต่อไปแล้วพอเห็นอย่างนั้น ฉันก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว!”
แล้วเด็กสาวก็เริ่มต้นร้องไห้ขณะที่มาโมรุกำหมัดแน่น นัยน์ตาสีแดงสดวาวโรจน์อย่างโกรธแค้นเด็กหนุ่มจ้องมองเด็กสาว ปวดร้าวไม่แพ้เธอ
นานาโกะมองดูคนทั้งคู่ด้วยใบหน้าที่เรียบสนิทไม่มีรอยยิ้มอ่อนโยนหรือน้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยให้กำลังใจเหมือนเคย เธอเดินข้ามไปที่อีกฝั่งของเตียงมองดูใบหน้าของโทวะที่กว่าครึ่งถูกครอบด้วยเครื่องช่วยหายใจ วูบหนึ่งที่นัยน์ตาของเด็กสาวหม่นแสงก่อนที่เธอจะหันมาสารวนจัดแจงผ้าห่มคลุมร่างเขาเสียงมินาโยะสะอึกประสานเสียงกับเครื่องมือทางการแพทย์ขณะที่มาโมรุยังคงจ้องมองร่างที่สั่นเทาของมินาโยะโดยที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้
นานาโกะถอนหายใจ
“ถ้าโทวะฟื้นขึ้นมาเห็นพวกเธอเป็นแบบนี้เขาคงไม่ดีใจหรอก”
มินาโยะเช็ดน้ำตา พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้
“ฉันจะให้หมอนี่ออกจากการต่อสู้” จู่ๆมาโมรุก็เอ่ยขึ้น
เด็กสาวทั้งสองหันมาจ้องมองเขา
“ฉันให้หมอนี่สู้ต่อไปไม่ได้ฉันไม่อยากให้โทวะต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว”
“เธอกำลังดูถูกเขาในฐานะผู้พิทักษ์”นานาโกะเอ่ย “ไม่ว่าเธอหรือใครก็ไม่อาจห้ามการตัดสินใจของเขาได้ ถ้าโทวะต้องการที่จะเข้าร่วมการต่อสู้นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาตัดสินใจเลือกมันด้วยตัวเอง เธอเองก็รู้ดีนี่เพราะมีสิ่งที่ต้องปกป้องถึงได้ยอมรับที่จะเป็นผู้พิทักษ์นั่นคือปณิธานของพวกเธอไม่ใช่หรือไง”
“งั้นฉันจะรับไว้เอง!” มาโมรุบอกเสียงเดือด“ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง”
“เธอปกป้องสิ่งสำคัญสองสิ่งไว้พร้อมกันไม่ได้หรอกมาโมรุ” นานาโกะเอ่ยเตือนเด็กหนุ่มด้วยแววตาที่ขุ่นมัว
“ฉันทำอะไรได้มากกว่าเธอก็แล้วกัน!” มาโมรุบอกด้วยน้ำเสียงเดือดจัดไม่แพ้กัน“เธอน่ะแค่คอยอยู่ข้างๆหมอนี่เหมือนอย่างทุกทีก็พอแล้ว”
“เธอนี่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย”นานาโกะถอนหายใจอย่างระอา ส่ายหน้าไปมาอย่างยอมแพ้“คิดว่าตัวเองมีพลังมากแค่ไหนกันถึงกล้าที่จะแบกรับทุกอย่างเอาไว้เธอพร้อมที่จะเสียสละมากแค่ไหน ชีวิตเหรอ? ชีวิตของเธอสำคัญขนาดไหนกันขนาดพี่มาซารุเสียสละไปขนาดนั้นยังแก้ไขอะไรไม่ได้!”
“เพราะหมอนั่นมันทำพลาด!ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่เป็นเพราะความผิดพลาดของหมอนั่นต่างหาก!”
มาโมรุตะโกนลั่นกลบเสียงสะอึกของมินาโยะเสียจนมิด เธอสะดุ้งตัวสั่น พยายามจะห้ามมาโมรุแต่เด็กหนุ่มไม่สนใจอะไรอีกแล้วในเวลานี้นอกจากใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของนานาโกะ
“คนอย่างเธอจะมาเข้าใจอะไร หกปีที่ผ่านมาเธอไม่ได้เสียอะไรไปนี่โทวะมันก็ยังเลือกที่จะอยู่กับเธอ แต่ฉันกับมินาโยะล่ะ? ความรู้สึกของพวกฉันล่ะ!”
“มาโมรุ...”
มินาโยะพึมพำมือเล็กเกาะแขนเด็กหนุ่มพยายามปรามเขาแต่ไร้ผล
“คนนอกอย่างเธอจะไปเข้าใจอะไร!”
“งี่เง่า!” นานาโกะสะอื้นไห้“ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักนิด คิดว่าที่พี่มาซารุกับโทวะยอมสละตัวเองน่ะมันเพื่อใคร!”
“นานะ!”
มาโมรุตะเบ็งเสียงร้องดังลั่นขณะที่มินาโยะนั่งหน้าซีดตัวสั่น ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ทันเลยเด็กสาวเหลียวมองมาโมรุ แต่ดูเหมือนมาโมรุกำลังจ้องมองนานาโกะไม่ละสายตาส่วนเด็กสาวที่ถูกจ้องมองตอนนี้กำลังประสานสายตากับเด็กหนุ่มด้วยแววตาปวดร้าวนัยน์ตาคลอรื่นไปด้วยน้ำตา แล้วนานาโกะก็เชิดหน้าขึ้น สะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปเสียงประตูปิดลงดังปัง แล้วมาโมรุก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
“บ้าเอ๊ย!” เด็กหนุ่มสบถทุบกำปั้นลงบนพื้นพรมก่อนที่จะยกมือสองข้างขึ้นมาจิกศีรษะเสียจนเส้นผมพันยุ่งเหยิง
“โธ่เว้ย!”
เสียงของมาโมรุร้องตะโกนดังลั่น