ในจังหวะที่อากาศในปอดกำลังจะหมดไป มู่อันหรานก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายกระชากกอพืชนั้นสุดแรงจนมันหลุดออกติดมือมาพร้อมกับความรู้สึกหนักๆ บางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วรีบพุ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อหาอากาศอย่างรวดเร็ว
"ช้าก่อน!! แค่กๆๆ ข้า...ข้าได้มาแล้ว!"
นางชูกอพืชน้ำในมือขึ้นสูงก่อนที่ผู้ติดตามจะทันใช้ท่อนไม้กระแทกนางกลับลงไปอีกครั้ง ร่างผะเกียกตะกายขึ้นสู่ฝั่งอย่างยากลำบาก ทันทีที่ััพื้นดิน นางก็ทรุดตัวลงไอโขลกจนตัวโยน ร่างกายสั่นระริกจากความหนาวเย็นจนควบคุมไม่ได้
“อย่ามัวสำออย! หากเ้าโกหก ข้าจะฟันคอให้ขาดเดี๋ยวนี้เลย รีบเอาป้ายหยกออกมาให้ข้าเห็นเดี๋ยวนี้ อย่าชักช้า!”
เด็กสาวพยายามฝืนตัวลุกขึ้นนั่ง ในใจภาวนาขอให้ดวงิญญาของบิดามารดาช่วยเหลือนาง นางรู้สึกได้ว่าในกอพืชมีบางอย่างอยู่ในนั้น แต่ไม่รู้ว่ามันจะเป็ป้ายหยกอย่างที่นางหวังไว้หรือไม่
เมื่อนางแบมือที่ยังกำกอพืชเน่าๆ นั้นออก... หยกชิ้นหนึ่งก็ร่วงลงมาบนพื้น
มันซ่อนอยู่ในกอพืชนั่นเอง!
“นังเด็กนี่โชคดีชะมัด!” ผู้ติดตามร่างใหญ่สบถอย่างเสียดาย
“นั่งรออยู่ตรงนี้ก่อน!”
มู่อันหรานพยายามประคองสติที่เลือนรางมองหาอาฝู นางเห็นมือเหี่ยวแห้งข้างหนึ่งที่ชูหยกขึ้นมา แต่ผู้รอดชีวิตคนต่อไปกลับไม่ใช่เขา...
ผ่านไปอีกครู่เดียว สตรีใบหน้างามจากตระกูลพ่อค้าก็ได้หยกมาอีกชิ้น
เด็กสาวกวาดมองไปทั่วผิวน้ำที่เริ่มนิ่งสนิทเป็ครั้งสุดท้าย ความเป็จริงที่แสนเ็ปพุ่งเข้าชนกลางอก บัดนี้ร่างของอาฝูคงจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบไปแล้ว
…
ในรอบสุดท้ายนี้มีผู้รอดชีวิตถึงสามคน คุณชายทั้งหลายพากันตื่นเต้นเพราะคาดไม่ถึง พวกเขารีบเรียกคนทั้งสามให้เข้าไปใกล้
"ไหนดูสิ ว่าใครได้หนูสามตัวนี้ไปเลี้ยงบ้าง"
บุรุษวัยกลางคนได้ป้ายหยกที่มีอักษร 'จ้าว' ของจ้าวเฟยหรง อีกคนเป็หญิงสาวอายุราวยี่สิบกว่าปีได้ป้ายหยกอักษร 'ฉี' ของฉีเฉินซี และคนสุดท้ายคือมู่อันหราน
โจวเหยียนหรี่ตามองพลางลุ้นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ทว่าเมื่อนางแบมือออก อักษรบนป้ายหยกกลับเป็คำว่า 'หวง'
"เ้าเด็กผอมนี่น่ะรึได้หยกข้า!" หวงซงซวน บุรุษร่างกายกำยำก้าวเข้ามาถีบเข้าที่หัวไหล่นางจนล้มคว่ำ
"ซากศพอย่างเ้า จะเอาไปเล่นสนุกอะไรได้! เฉินซี! ข้าขอแลกหนูของเ้ากับนังเด็กนี่ได้หรือไม่!"
"ไม่มีทาง!" ฉีเฉินซีหัวเราะ
"หนูของข้าหน้าตาดีกว่านางตั้งเยอะ ใครจะไปเอาเด็กผอมแห้งนั่นกัน"
หวงซงซวนสบถอย่างรำคาญใจ เขาหยิบธนูออกมาพลางชี้ไปที่ทุ่งโล่ง
"ข้าไม่อยากพาเ้ากลับเมืองหลวงให้เปลืองข้าวสุก! ข้าจะนับหนึ่งถึงสิบ หากเ้าวิ่งหนีไปได้ข้าจะปล่อยเ้าให้รอดชีวิตไป ไม่งั้นก็จงตายอยู่ที่นี่เสีย!"
มู่อันหรานใจสลาย พุทราผลนั้นทำให้นางมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ตอนนี้แม้แต่จะขยับนิ้วก็ยังทำไม่ได้ การจะให้วิ่งหนีลูกธนูในสภาพนี้ย่อมหมายถึงความตายเพียงสถานเดียว
ในเสี้ยวอึดใจที่นางหลับตาลงยอมรับชะตากรรม เสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจก็ดังขึ้น
"ข้าชอบเลี้ยงหนู" โจวเหยียนที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น
"คุณชายหวงหากเ้าไม่อยากได้ ข้าจะเอานางกลับไปเอง"
เหล่าคุณชายต่างนิ่งอึ้งก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
"หวังเย่! ความโปรดปรานของท่านช่างคาดเดาได้ยากนัก! ในจวนของท่านมีโฉมงามนับร้อย แต่ท่านกลับเลือกเด็กผอมสกปรกนี่น่ะรึ?"
โจวเหยียนไม่สนคำถากถางของสหาย เขาเดินลงจากพลับพลามาหยุดตรงหน้ามู่อันหรานที่นอนตัวสั่นอยู่บนพื้น แล้วใช้ปลายนิ้วแข็งแกร่งเชยคางนางขึ้นมาสบตา
"หากข้าเลี้ยงหนูให้กลายเป็หงส์ได้เล่า? พวกเ้าจะให้รางวัลอะไรกับข้า?"
มู่อันหรานฝืนลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นมองบุรุษที่อยู่ตรงหน้า แต่แล้วเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลือจากการดำน้ำเมื่อครู่ของนางก็มอดดับลงฉับพลัน สติของนางหลุดลอยไปอย่างอ่อนล้า ใบหน้าซูบตอบฟุบลงไปบนฝ่ามือแข็งแกร่งของโจวเหยียนที่ยังเชยคางนางไว้อยู่
ชายหนุ่มวาดแขนโอบรั้งร่างนั้นเข้าหาตัว ทันทีที่ิัของนางัักับร่างกายของเขา ความร้อนระอุราวกับไฟสุมพุ่งผ่านอาภรณ์ที่เปียกชุ่มจนเขาต้องชะงัก
"หวังเย่! เด็กนี่ตัวเปียกสกปรกนัก ส่งนางมาให้กระหม่อมจัดการเถิดพ่ะย่ะค่ะ" กู้ซานรีบก้าวเข้ามาเพื่อจะรับตัวมู่อันหรานออกไป
ทว่าโจวเหยียนกลับเมินเฉยต่อคำพูดนั้น เขาช้อนร่างที่ร้อนจัดของเด็กสาวขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนโดยไม่สนว่าคราบโคลนจะเปรอะเปื้อนชุดคลุมขนสัตว์ราคาแพงของตนหรือไม่
ภาพอ๋องหนุ่มผู้สูงศักดิ์อุ้มทาสเด็กสภาพซอมซ่อขึ้นแนบอก สร้างความตกตะลึงให้เหล่าคุณชายและผู้ติดตาม ทุกคนต่างนิ่งค้างไปตามๆ กัน เสียงหัวเราะเยาะหยันเมื่อครู่เงียบหายไป เปลี่ยนเป็ความฉงนสนเท่ห์ที่ยากจะหาคำตอบ
โจวเหยียนไม่ได้อธิบายสิ่งใด เขาเหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้าสีดำสนิทอย่างคล่องแคล่วโดยมีร่างของมู่อันหรานซบอยู่ในอ้อมอก
"กลับเมืองหลวง!"
เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจเพียงครั้งเดียว ก่อนจะสะบัดบังเหียนนำขบวนม้าพุ่งทะยานออกจากทะเลสาบ ทิ้งความตายและความใของคนที่เห็นภาพนั้นไว้เื้ั
……….
เรือนพักทาส จวนเหวินอ๋อง
ท่ามกลางแสงสลัวมืดมิดภายในเรือนพักทาสที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น มู่อันหรานรู้สึกได้ถึงััอันคุ้นเคย มือของหลินฮุย ทาสหญิงรุ่นพี่ที่แก่กว่านางสี่ปีทาบทับลงบนเปลือกตา
“อย่าเพิ่งลืมตานะ ข้ามีของขวัญมาให้เ้าด้วยล่ะ”
“ของขวัญหรือเ้าคะ?” มู่อันหรานถามกลับอย่างไม่แน่ใจ
ในเขตเรือนพักทาสที่ต่ำต้อยและน่าอดสูแห่งนี้ พี่สาวหลินฮุยจะหาของขวัญวันครบรอบอายุสิบสามปีของนางมาจากที่ใด?
“ใช่สิข้ามีของขวัญมาให้เ้าจริงๆ เอาล่ะลืมตาได้แล้ว”
ใบหน้ามอมแมมของหลินฮุยพร่าเลือนอยู่ในสายตาของเด็กสาว สตรีร่างผอมสูงผู้นี้เป็ทาสที่ส่งตัวเข้ามาอยู่ในจวนเหวินอ๋องก่อนหน้านางเพียงสามเดือน และมักจะทำให้นางเผลอนึกถึงพี่สาวคนรองผู้ล่วงลับไปเสมอ เพราะสตรีผู้นี้คือคนผู้เดียวที่อ่อนโยนและคอยช่วยเหลือนางมาตลอด
หลินฮุยยิ้มกว้างไปถึงดวงตา พร้อมกับส่งหวีไม้หักครึ่งชิ้นหนึ่งมาให้นาง
“ชอบหรือไม่”
มู่อันหรานรีบพยักหน้ารัวๆ สำหรับทาสผู้ต่ำต้อยเช่นพวกนางแล้ว หวีไม้หักชิ้นหนึ่งก็มีค่าไม่ต่างจากสมบัติล้ำค่า
“ข้าคิดแล้วว่าเ้าต้องชอบ! มาสิข้าจะหวีผมให้เ้าเอง” หญิงสาวดีใจจนะโตัวลอย รีบคว้าหวีไปสางผมยาวที่ยุ่งเหยิงของเด็กสาวให้อย่างเบามือ
มู่อันหรานยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งอย่างอดสู นางจำคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินจากปากของเหวินอ๋องได้แจ่มแจ้ง เขาบอกว่าจะเลี้ยงดูหนูอย่างนางให้เป็หงส์มิใช่หรือ?
ั้แ่เดินทางออกจากลู่โจวมาถึงเมืองหลวง นางก็ไม่เคยได้เห็นหน้าบุรุษผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นอีกเลย ในยามที่นางเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักจนแทบจะขาดใจ นางเคยคิดเอาไว้ว่าวันหนึ่งท่านอ๋องคงจะนึกถึงหนูตัวนี้ของเขาขึ้นมาได้
แต่เปล่าเลย นางอยู่ในเรือนพักทาสมาเจ็ดเดือนแล้ว แต่กลับไม่เคยได้รับแม้กระทั่งคำสั่งใดๆ จากเหวินอ๋องเลยสักประโยค
นี่นางหวังอะไรอยู่หรือ?
มู่อันหรานหลับตาลงนิ่ง ปล่อยให้ซี่หวีไม้หักที่หยาบกระด้างค่อยๆ ขูดผ่านหนังศีรษะอย่างเชื่องช้า ความอุ่นซ่านสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
“พี่หลินฮุย...ท่านรู้หรือไม่ โบราณกล่าวไว้ว่า หากสตรีผู้ใดสางผมให้กัน ย่อมเท่ากับการยอมรับว่าเราจะเป็พี่น้องกันไปชั่วชีวิต”
มือที่กำลังสางผมชะงักกึก หลินฮุยะโพรวดมาข้างหน้าเด็กสาวทันที ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“จริงหรือ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!” หญิงสาวรุ่นพี่อุทานพลางลูบหวีไม้ในมืออย่างทะนุถนอม
“ข้ารู้เพียงว่าหากบุรุษมอบหวีให้สตรี นั่นคือการจับจองไว้เป็ภรรยา แต่ข้ามันยากจนนัก หาของดีกว่านี้มาให้เ้าไม่ได้จริงๆ ไม่คิดเลยว่ามันจะมีคำสัญญาที่ลึกซึ้งเช่นนั้นอยู่ด้วย”
*หมายเหตุ หวังเย่ (王爷): ท่านอ๋อง คำสรรพนามใช้เรียกพระราชวงศ์ชายชั้นสูง หรือบรรดาศักดิ์เชื้อพระวงศ์ชายขั้นสูงสุด (อ๋อง) มีศักดิ์เทียบเท่าเ้าชาย โดยคำว่า "เย่" เป็คำยกย่องแปลว่าท่านหรือนายท่าน