เย่เทียน หลิวชิงอี้ และฉินจือซวนจากไปไม่นานพวกเขาก็กลับมาถึงเมืองฉินเฟิง
“บุตรแห่งสวรรค์พวกเราต้องกลับแล้ว ไว้พบกันใหม่ในครั้งหน้า!”
หลิวชิงอี้และฉินจือซวนกล่าวคำอำลากับเย่เทียน
“คนอื่นจะเรียกผมว่าบุตรแห่งสวรรค์ก็ไม่เป็นไรแต่พวกเราเป็นสหายกัน ต่อไปเรียกผมว่าเย่เทียนเฉยๆ เถอะ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เรียกผมว่าจักรพรรดิหมื่นสวรรค์ก็ได้”เย่เทียนกล่าว
ทันใดนั้น
หลิวชิงอี้ก็กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่จริงจัง“บุตรแห่งสวรรค์เย่เทียน ฉายาบุตรแห่งสวรรค์นั้นไม่อาจทำให้เสื่อมเสียได้ อย่าได้คิดว่ากฎแห่งสวรรค์เป็นเพียงแค่ฉายาน้ำหนักของมันนั้นไม่ธรรมดา”
“บุตรแห่งสวรรค์ไม่อาจทำให้เสื่อมเสียได้?น้ำหนักที่ไม่ธรรมดา?”
เย่เทียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำพูดเช่นนี้
“บุตรแห่งสวรรค์เย่เทียนคุณก็เห็นแล้วว่าก่อนหน้านี้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิทั้งหมดแสดงท่าทีเช่นไรต่อคุณคนเหล่านั้นมาจากกองกำลังที่แข็งแกร่งมากมายในเมืองฉินเฟิง สถานะพวกเขาต่างก็ไม่ธรรมดาทำไมพวกเขาถึงต้องสุภาพต่อคุณด้วย? คุณคิดว่าพวกเขาต่างเกรงกลัวความแข็งแกร่งของคุณอย่างนั้นหรือ?มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย พวกเขาหวาดกลัวฉายาบุตรแห่งสวรรค์ จักรพรรดิเหล่านั้นแม้แต่ระดับเทพพวกเขาก็ยังไม่เกรงกลัวเพราะถึงแม้ว่าระดับเทพจะแข็งแกร่งกว่าพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาต้องการ พวกเขาก็มีอำนาจมากพอที่จะฆ่าระดับเทพได้โดยแลกมาด้วยราคาที่เล็กน้อยเท่านั้นแต่ตอนนี้พวกเขากลับไม่กล้าล่วงเกินคุณ คุณรู้หรือไม่ว่ามันเป็นเพราะอะไร?”หลิวชิงอี้เอ่ยถาม
“เพราะอะไร?”
เย่เทียนเองก็อยากรู้เช่นกัน
“บุตรแห่งสวรรค์ไม่อาจดูหมิ่นได้!”หลิวชิงอี้เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะอธิบายออกมาต่อว่า “หากว่ามีคนล่วงเกินบุตรแห่งสวรรค์แล้วถูกสังหารโดยบุตรแห่งสวรรค์กองกำลังที่อยู่เบื้องหลังคนผู้นั้นยังไม่กล้าแม้แต่จะแก้แค้น เพราะบุตรแห่งสวรรค์ไม่อาจดูหมิ่นได้ไม่ใช่คำกล่าวล้อเล่นแต่มันเป็นกฎที่ยึดถือกันในสังคมมนุษย์ในจักรวาล ในอดีตมีกองกำลังขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งและยังมีระดับเทพอยู่มากมายแต่เพราะกองกำลังนั้นได้ส่งระดับเทพที่แท้จริงไปสังหารบุตรแห่งสวรรค์คนหนึ่ง และนั่นทำให้กองกำลังนั้นได้ถูกทำลายลงภายในชั่วข้ามคืนแม้แต่ตัวตนระดับเทพหรือระดับเทพที่แท้จริงยังถูกสังหารไปจนหมด”
“อะไรนะ!” เย่เทียนอุทานด้วยความประหลาดใจ
เมื่อบุตรแห่งสวรรค์คนหนึ่งถูกสังหารกลับต้องมีตัวตนระดับเทพและระดับเทพที่แท้จริงมากมายที่ต้องเซ่นสังเวย แม้แต่กองกำลังของพวกเขาก็ยังถูกทำลายจนหมดสิ้น!
นี่...
เย่เทียนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
หลิวชิงอี้กล่าวต่อว่า “คุณอาจจะคิดว่าบุตรแห่งสวรรค์ผู้นั้นอาจจะมีอาจารย์ที่แข็งแกร่งหรือไม่ก็มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาแต่ฉันจะบอกคุณว่าบุตรแห่งสวรรค์ผู้นั้นไม่ได้มีเบื้องหลังอะไรเลย เขาเป็นเพียงคนที่เติบโตบนดาวเคราะห์มนุษย์ทั่วไปเท่านั้นแต่หลังจากเขาออกจากดาวเคราะห์บ้านเกิดได้ไม่นานก็ถูกยั่วยุโดยอันธพาลคนหนึ่ง เป็นเหตุให้เขาต้องจบชีวิตลงและเพราะเหตุนี้เอง ขุมกำลังใหญ่นั้นจึงต้องล่มสลาย ทำให้ผู้คนรู้กันดีว่าฉายาบุตรแห่งสวรรค์นั้นไม่อาจดูหมิ่นได้ดังนั้นจึงไม่มีกองกำลังใดที่กล้าโจมตีบุตรแห่งสวรรค์ มีเพียงแต่บุตรแห่งสวรรค์ด้วยกันเท่านั้นที่สามารถเข่นฆ่ากันเองได้แม้แต่ยอดฝีมือระดับเทพ หากลงมือกับบุตรแห่งสวรรค์ แน่นอนว่าจุดจบของพวกเขาคือความตายเพียงอย่างเดียว”
“ผมไม่เคยรู้เลยว่าฉายาบุตรแห่งสวรรค์มีประโยชน์เช่นนี้อยู่ด้วย”
เย่เทียนรู้สึกประหลาดใจและรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
จากมุมมองนี้ ดูเหมือนว่าตราบใดที่เขาไม่รนหาที่ตายด้วยตนเองเขาก็จะปลอดภัย
แน่นอนว่าสิ่งนี้ใช้ได้แต่เพียงแค่ในเหล่ามนุษย์ด้วยกันเท่านั้นเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในจักรวาลไม่ได้สนว่าเขาจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์หรือไม่
แต่ด้วยฉายาบุตรแห่งสวรรค์นี้เย่เทียนก็ไม่ต้องกังวลว่าขุมกำลังในเมืองฉินเฟิงจะสร้างปัญหาให้แก่เขา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ลำพองใจจนเกินไป
สิทธิ์ของบุตรแห่งสวรรค์นี้ใช้ได้เฉพาะตอนที่เขายังอยู่ในระดับจักรพรรดิเท่านั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาก้าวไปสู่ระดับเทพ เขาก็ไม่ใช่บุตรแห่งสวรรค์อีกต่อไป
มนุษย์เพียงต้องการปกป้องอัจฉริยะพวกเขาไม่ต้องการที่จะให้อัจฉริยะต้องมาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่เมื่ออัจฉริยะเหล่านั้นเติบโตขึ้นแน่นอนว่ามนุษย์ย่อมไม่อาจปกป้องเขาได้ตลอดไป
เพื่อเป็นเกียรติแก่ฉายาบุตรแห่งสวรรค์ฉินจือซวนและหลิวชิงอี้จึงได้เรียกเย่เทียนว่าบุตรแห่งสวรรค์ แต่ภายใต้คำขอของเย่เทียนพวกเธอจึงเปลี่ยนคำเรียกขานและเรียกเย่เทียนด้วยชื่อของเขาแทน
ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเย่เทียนกับสองสาวจึงใกล้ชิดกันมากขึ้นพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอย่างแท้จริง แม้ในความเป็นจริงนั้น ทั้งสองฝ่ายจะยังคงกระอักกระอ่วนกันอยู่เล็กน้อยก็ตาม
หลังจากที่หลิวชิงอี้และฉินจือซวนจากไปเย่เทียนก็กลับไปยังบ้านของเขา
ไม่กี่วันต่อมา กองกำลังจำนวนมากก็ส่งคนมามอบคำเชิญให้แก่เย่เทียนแต่เขาก็ตอบกลับแบบขอไปที
เห็นได้ชัดว่ากองกำลังเหล่านี้ต่างก็หวังว่าเย่เทียนจะเข้าร่วมกับกองกำลังของพวกเขาเพราะเมื่อเย่เทียนเข้าร่วมกับกองกำลังของพวกเขา นั่นก็หมายความว่ามีบุตรแห่งสวรรค์เกิดขึ้นในกองกำลังของพวกเขามันจะทำให้เกิดประโยชน์ที่ตามมามากมาย
ด้วยชื่อเสียงของบุตรแห่งสวรรค์ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับขุมอำนาจของพวกเขา
น่าเสียดายที่เย่เทียนไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อยเขาไม่คิดที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังใดๆ
วันต่อมา
ขณะที่เย่เทียนกำลังเก็บตัวบ่มเพาะฉินจือซวนก็มาหาเขาที่บ้าน
ในห้องโถง
“จือซวน คุณมาหาผมด้วยเรื่องอะไร?”
เย่เทียนถามอย่างตรงไปตรงมา
“เย่เทียน พ่อของฉันต้องการเชิญคุณไปที่คฤหาสน์เจ้าเมือง”ฉินจือซวนกล่าว
“พ่อของคุณ?”เย่เทียนขมวดคิ้ว พ่อของฉินจือซวนเป็นลูกชายของเจ้าเมือง เขาดูแลจัดการกิจกรรมต่างๆภายในเมือง ว่ากันว่าตอนนี้เขาอยู่ในระดับเทพและไม่ได้ไกลจากระดับเทพที่แท้จริงมากนักความแข็งแกร่งของเขาถือว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ทำไมคนใหญ่คนโตเช่นนี้ถึงเชิญเขาไปพบหรือว่า...
“จือซวน นี่พ่อของคุณต้องการให้ผมเข้าร่วมกับตระกูลฉินหรือคฤหาสน์เจ้าเมืองอย่างนั้นหรือ?ถ้าเป็นเช่นนั้นเกรงว่าผมคงต้องปฏิเสธ”
เย่เทียนกล่าวออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาเขาไม่อยากทำให้ฉินจือซวนอึดอัดใจ
“ไม่ใช่!” ฉินจือซวนอธิบาย“ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องอื่น คุณไม่ต้องกังวล ถ้าคุณได้รับเชิญให้เข้าร่วมคฤหาสน์เจ้าเมืองหรือตระกูลฉินคุณสามารถปฏิเสธได้โดยตรง! อย่างไรก็ตาม ก่อนมาที่นี่ฉันได้ถามพ่อคร่าวๆ แล้ว พ่อพูดถึงเรื่องคำสั่งของบุตรแห่งสวรรค์แต่ฉันก็ไม่ทราบรายละเอียดมากนัก”
เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบทันทีว่า“ตกลง งั้นผมจะไปที่คฤหาสน์เจ้าเมือง!”
ฉินจือซวนนำทางโดยมีเย่เทียนเดินตามหลังไปและมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์เจ้าเมือง
คฤหาสน์เจ้าเมือง
เย่เทียนตามฉินจือซวนมาที่นี่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาที่คฤหาสน์เจ้าเมือง
คฤหาสน์เจ้าเมืองมีลักษณะเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยค่ายกลที่ทรงพลังมากมาย แม้แต่พรสวรรค์ด้านค่ายกลของเย่เทียนก็ยังยากที่จะเข้าใจค่ายกลนี้ได้
เห็นได้ชัดว่าค่ายกลนี้มีระดับสูงกว่าความสามารถของเขา
นอกจากค่ายกลแล้ว กองทัพของคฤหาสน์เจ้าเมืองยังประกอบไปด้วยยอดฝีมือระดับจักรพรรดิจำนวนมากเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายระดับเทพที่แผ่กระจายออกมา เห็นได้ชัดว่าภายในคฤหาสน์เจ้าเมืองมีตัวตนระดับเทพอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
อีกทั้งภายในส่วนลึกของคฤหาสน์เจ้าเมืองยังปรากฏกลิ่นอายที่แข็งแกร่งแผ่ออกมาซึ่งมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับเทพมาก แน่นอนว่าเป็นตัวตนระดับเทพที่แท้จริงหรือสูงกว่านั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“คารวะคุณหนูใหญ่!”
ผู้คุ้มกันและคนรับใช้ของคฤหาสน์เจ้าเมืองต่างกล่าวทักทายฉินจือซวนแต่เนื่องจากพวกเขาไม่รู้จักเย่เทียน พวกเขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจเย่เทียน
ไม่นานเย่เทียนก็มาถึงบ้านที่อยู่ด้านข้างของคฤหาสน์เจ้าเมือง
“เย่เทียน นั่งรออยู่ที่นี่ก่อนฉันจะไปแจ้งพ่อ!”
ฉินจือซวนพูดขึ้น
ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น“ไม่จำเป็น ฉันมาแล้ว!”
ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีเขียวเดินเข้ามาเขาก็คือพ่อของฉินจือซวน
เนื่องด้วยพ่อของฉินจือซวนน่าจะมีอายุมากแล้วแต่พ่อของฉินจือซวนจึงยังคงดูอ่อนเยาว์มาก ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เย่เทียนจินตนาการไว้
“คารวะเทพวงล้อม่วง!”
เย่เทียนยืนขึ้นและกล่าวด้วยความเคารพ
ระดับจักรพรรดิมีฉายาระดับจักรพรรดิระดับเทพถูกเรียกว่าเทพ และเทพวงล้อม่วงเมื่ออยู่ระดับจักรพรรดิก็ถูกเรียกว่าจักรพรรดิวงล้อม่วง
“บุตรแห่งสวรรค์ไม่ต้องเกรงใจไปนั่งลงเถอะ”
เทพวงล้อม่วงกล่าวด้วยยิ้ม
จากนั้นเทพวงล้อม่วงก็หันไปพูดกับฉินจือซวน“ซวนเอ๋อร์ ไปทำธุระของลูกเถอะ!”
เจตนาของเขานั้นชัดเจนมากเขาต้องการให้บุตรสาวของเขาออกไปก่อน
“พ่อ ฉันขอนั่งฟังอยู่ข้างๆนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่สร้างปัญหา!”
ฉินจือซวนอยากรู้อยากเห็นมากดังนั้นเธอต้องการที่จะอยู่ฟังด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินดังนั้นเทพวงล้อม่วงก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง“ซวนเอ๋อร์ มีบางเรื่องที่มีเพียงบุตรแห่งสวรรค์หรือยอดฝีมือระดับเทพขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถรับรู้ได้ลูกยังไม่เหมาะที่จะรู้เรื่องนี้ในตอนนี้ ลูกเข้าใจหรือไม่?”
เมื่อฉินจือซวนได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อเธอก็รู้ได้ทันทีว่าการสนทนาระหว่างพ่อของเธอและเย่เทียนนั้นต้องเป็นความลับบางอย่างและอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเธอรู้จักพ่อของตัวเองดี ดังนั้นเธอจึงไม่กล้าที่จะอยู่ต่อและรีบออกไปอย่างว่าง่าย
เมื่อฉินจือซวนจากไป เทพวงล้อม่วงก็เอ่ยขึ้นว่า“บุตรแห่งสวรรค์เย่เทียน ฉันต้องการพบคุณไม่ใช่ว่าฉันจะชักชวนคุณเข้าร่วมกับตระกูลฉินหรือคฤหาสน์เจ้าเมืองที่จริงฉันมีบางอย่างที่อยากจะขอความร่วมมือจากคุณ และสิ่งนี้ก็เป็นเรื่องดีกับคุณเช่นกัน”
“ท่านเทพวงล้อม่วงโปรดกล่าวให้ชัดเจน!”
เย่เทียนเองก็สนใจสิ่งที่เทพวงล้อม่วงจะพูดขอเพียงมีประโยชน์ต่อเขาและไม่มีปัญหาที่จะตามมา เขาก็ไม่รังเกียจที่จะตอบตกลง