ตอนที่หนึ่งร้อยสอง แก่นปราณจักรวาล
ตามหลักการแล้วแก่นลมปราณนั้นเปรียบเสมือนไข่ที่จะฟักเป็นร่างวิญญาณของเราผ่านจากขั้นตอนนี้ไปก็จะเรียกได้ว่าเข้าสู่ขั้นผู้บ่มเพาะพลังที่แท้จริง
ที่คนที่ระดับต่ำกว่าหรือคนที่ทั่วไปจะไม่มีวันแตะต้องเราได้อีกต่อไป
ซึ่งผมพยายามให้โรเบิร์ตนั้นวิเคราะห์อยู่ว่าจุดอ่อนมีตรงไหนบ้างโดยการวิเคราะห์จากเคล็ดวิชาที่ทำให้คนฝึกเสียชีวิตก็อยู่ระหว่างการทำการทดลองหลังจากเก็บข้อมูลพร้อมแล้ว
บางครั้งก็เหมือนรีบเกินในการฝึกวิชา
แต่ครั้งนี้อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องของการเลือกคนที่เราอยากจะเป็นเมื่อฝึกลมปราณการบ่มเพาะพลัง
“เป็นตัวเราที่ดีกว่าเดิม”นั่นคือแนวคิดของผมในเรื่องของการฝึกลมปราณ
ผมคงจะคิดมากเรื่องการฝึกลมปราณจะทำให้ผมเปลี่ยนไป
แต่เนื่องจากมีนายน้อยอยู่บนทุกมิติที่เรากำลังจะเดินทางไปทำให้ผมไม่คิดมากนัก
มาตรฐานของการฝึกบ่มเพาะพลังคือต้องก้าวหน้าไปตลอดอาจจะผิดผพลาดล้มลุกบ้าง
แล้วจะเป็นไร?ระบบเศรษฐกิจยังเดินไปได้เสมอ ตตราบใดที่คนเรายังมีความโลภและความต้องการอาจจะซบเซาอยู่ช่วงหนึ่ง
แต่ความโลภของมนุษย์ก็จะปลุกมันขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป
ตราบใดที่คนเรายังมีความโลภตราบนั้นทุนนิยมก็ยังคงเป็นระบบที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะมันตอบสนองความต้องการของมนุษย์
ตราบใดที่เรายังมีความต้องการ
เต๋าของเราก็จะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆไร้ที่สิ้นสุด
แต่คำถามสำคัญคือ
“เราอยากจะเป็นอะไร?”
ที่เราต้องตอบจากการฝึกการบ่มเพาะพลังนี้
แก่นปราณคือสิ่งที่บ่มเพาะร่างวิญญาณของเราหากสำเร็จจากขั้นแก่นปราณวิญญาณเราก็จะเป็นอิสระคือขั้นตอนที่สำคัญยิ่งต่อการเตรียมรากฐานไปสู่ร่างวิญญาณที่จะยกระดับตัวตนของเราไปอีกขั้นและยังมีระดับพลังที่ยังสูงยิ่งๆขึ้นไปกว่านั้นไม่มีที่สิ้นสุด
และตามสูตรยิ่งพัฒนาพลังระดับร่างกายสูงเท่าไรก็ยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น
โสมร้อยปีกว่าสิบต้นนั้นใช้เพื่อให้ผมผ่านขั้นปรับพื้นฐานFoundation Establishment มาที่ขั้นสร้างแก่นปราณ CoreFormation นี้ได้คือการใช้อย่างฟุ่มเฟือย
สร้างจักรวาลหนึ่งที่เป็นตัวตนและวิญญาณของเราขึ้นมากลางร่างกาย
ต่อไปนี้ผมสามารถเดินลมปราณจากความมีและความไม่มีได้ด้วยตนเองจากแก่นปราณในร่างของผม
ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งปราณหรอืพลงัจากภายนอกในการบ่มเพาะพลัง
ต่อให้โดนขังอยู่ในมิติลับก็ยังสามารถเดินลมปราณได้เรื่อยๆแม้จะไม่มีทรัพยากร
แต่แน่นอนก็ยอ่างที่คิด
โดยทฤษฎีนั้นทำได้ที่จะเดินลมปราณจากขอบเขตของความมีและความไม่มีด้วยตนเองไม่ต้องพึ่งทรัพยากร
แต่หากทำอย่างนั้นคงใช้เวลาเป็นหลายร้อยปีแน่นอน
คนที่บรรลุขั้นสูงได้คือได้ของหายากทรัพยากรเหลือเฟือและเคล็ดวิชาชั้นสูงเท่านั้น
หากเราเดินแนวทางฝีมือตามแบบคนธรรมดาเราก็จะได้แค่ระดับคนธรรมดา
แน่นอน
ทางเทคนิคระดับพลังสร้างแก่นปราณนี้ไม่มีใครที่สามารถเรียกว่าคนธรรมดาได้
ถึงในโลกที่สูงๆขึ้นไปจะมีคนระดับร่างเซียนเดินกันไปมาก็ตามแต่นั่นก็เรียกว่าอยู่กันคนละมิติ
คนที่ระดับสร้างแก่นปราณนี้เรียกว่าในสำนักที่อยู่เบื้องหลังก็เป็นระดับครูฝึกหรือพวกหัวหน้าแล้ว
ที่จะสามารถออกแอคชั่นมาทำงานตัดสินใจเรื่องต่างๆได้
ตั้งแต่ต้นนั้นเริ่มจากแสงสว่าง
ลมปราณสิบสามมิติก่อตัวเป็นมิติและแก่นปราณของการกำเนิดจักรวาล
มิติที่อยู่ในร่างกายและแยกออกจากโลกภายนอก
การคงอยู่ของแก่นปราณจะทำให้สามารถสูบพลังได้จากความมีและความไม่มี
ก้าวเข้าไปสู่อีกขีดขั้นหนึ่งของการฝึกวิชาฝีมือ
เปรียบดั่งดอกบัวบานเมื่อได้น้ำค้างยามเช้า
สร้างแก่นปราณอย่างเรียบง่ายด้วยพื้นฐานที่หนักแน่นในด้านความเข้าใจด้านมิติ
แก่นปราณสีทองที่รวบรวมพลังในการสร้างมิติที่แยกจากกันขึ้นมาและภายในแก่นปราณนั้นคือตัวตนของเราอย่างแท้จขริงในวิญญาณที่หากวิชาชั้นสูงขึ้นๆไปจะสามารถสร้างจักรวาลหรือมิติที่ตัวเองคิดขึ้นได้แต่ตอนนี้ทำเพียงแค่เดินได้ไปทีละก้าว ไม่อย่างนั้นจะเกิดมารในใจขึ้น
เหมือนกับการกำเนิดของดวงดาวในจักรวาล
แก่นของลมปราณค่อยๆดูดพลังงานจากโสมร้อยปีจำนวนมากสร้างแก่นที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
แก้วผลึกจากเตียงหยกก็โดนสูบเข้าไปในร่างกายของผม
พลังของจักรวาลจากก้อนพลังจักรวาลที่อยู่ในเตียงหยก
ก็ส่งเสริมให้ผมก้าวขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง
บนเส้นทางที่ยาวไกลผมบรรลุขั้นสร้างแก่นปราณแล้ว