ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

ตอนที่ 232 เจ็ดอาณานิคม

เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ดวงตะวันขึ้นทอแสงสะท้อนความจริงของชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป เมืองใหญ่ค่อยๆ กลับมาสู่ความเป็นปกติผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตามท้องถนน สถานที่สำคัญต่างๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของประชาชนที่กลับมาสู่วิถีชีวิตตามเดิมแม้เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นยังฝังลึกในใจของใครหลายคน แต่เวลาไม่เคยหยุดเดิน

กว่าครึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นความสงบสุขในเมืองฝั่งตะวันตกได้กลับคืนมาผู้คนในอาณานิคมต่างปรับตัวและเรียนรู้ที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งหัวใจของประชาชนยังคงเต็มไปด้วยความหวัง

แต่ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในความทรงจำหนทางข้างหน้ายังมีอุปสรรคอีกมากมายที่ต้องฝ่าฟัน ท่ามกลางความสงบสุขที่เกิดขึ้นมีบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความเงียบ

 

เวลาผ่านไปมากกว่าครึ่งปีเมืองที่เคยเงียบสงบกลับมาตื่นตัวอีกครั้งในเช้าวันนี้ เมื่อมีการแจ้งเตือนและคาดการณ์ว่าการตกของลูกไฟยักษ์ขนาดมหึมา จะตกลงมายังทิศทางฝั่งตะวันตก อยู่ในตำแหน่งห่างออกไปจากนอกกำแพงอาณานิคมไปประมาณ100 กิโลเมตร

 ข่าวการมาถึงของลูกไฟนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองตะวันตก

 ผู้คนต่างรู้สึกกังวลแต่ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ภัยพิบัติที่ครั้งนี้มาใกล้เมืองของพวกเขามากที่สุด

ชาวเมืองตะวันตกจำนวนมากออกมารวมตัวกันตามหอคอยสูงเพื่อเฝ้าดูเหตุการณ์นี้จากระยะไกลแต่ละคนล้วนมีกล้องที่ใช้ส่องผ่านจากระยะไกล

จากท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัดและความคาดหวัง

ในที่สุดภาพของแสงไฟสีแดงที่ลุกไหม้จากฟากฟ้าแสนไกลภาพของลูกไฟยักษ์เริ่มปรากฏขึ้นจากขอบฟ้า ทำให้ท้องฟ้าทางฝั่งตะวันตกค่อยๆถูกย้อมด้วยแสงสีส้มแดง ราวกับมีพระอาทิตย์ดวงที่สองลอยขึ้นมา

ความร้อนและพลังอันมหาศาลแผ่ขยายไปทั่วทะลุผ่านชั้นบรรยากาศ ทำให้เมืองทั้งเมืองรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ

จากหอคอยสูง ประชาชนต่างส่องกล้องจับจ้องไปที่ท้องฟ้า

ชาวเมืองบางคนกลัว บางคนมองด้วยความตื่นเต้นโดยเฉพาะเด็กๆ ที่ได้เห็นปรากฏการณ์นี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเสียงซุบซิบและเสียงหายใจหนักเบาของผู้คนผสมปนเปกันไปในอากาศ

ผู้คนเก่าแก่ในเมืองต่างตระหนักดีว่าลูกไฟยักษ์นี้จะตกลงมาในระยะที่ไม่ห่างจากเขตอาณานิคมมากนักแต่ยังคงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่มันความหวาดกลัวและความหวังที่ยังคงรอให้เหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไปอย่างไร้อันตราย

 

นาฟเองก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้คนเหล่านี้ เขายืนอยู่บนหอคอยสูงใจกลางเมืองฝั่งตะวันตกสายตาจ้องมองลูกไฟยักษ์ที่กำลังตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างสงบแต่เต็มไปด้วยความคิดลึกซึ้งรอบกายของนาฟมีชาวเมืองจำนวนมากที่ตื่นเต้นและกระสับกระส่ายไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัยหรือเด็ก ๆ ต่างจ้องมองลูกไฟยักษ์ที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า

อย่างน่าเกรงขาม การรอคอยปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นทั้งความตื่นตาตื่นใจและความกังวลในเวลาเดียวกัน

แสงไฟสีแดงที่ร้อนแรงพุ่งทะลุท้องฟ้าเป็นวงกว้างสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของมัน ความทรงจำเก่า ๆ ของชายหนุ่มที่เคยใช้ชีวิตในแดนนอกพลันผุดขึ้นในหัวใจเขารู้ดีว่าการตกของลูกไฟแต่ละครั้งนั้น คือความหายนะอันร้ายแรงที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งในพริบตาทั้งพื้นดิน ทุ่งหญ้า และชีวิตของผู้คนมากมายที่อาจโดนกลืนหายไปกับ     ภัยพิบัตินี้

ช่วงเวลาที่ผู้คนต้องหนีตายจากหายนะเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นพายุ ฝนกรดดำ หรือแผ่นดินที่สั่นสะเทือนจากพลังงานมหาศาลที่ปะทะกับผืนโลกใบหน้าของผู้คนเพื่อน และผู้คนที่เขาเคยรู้จักพลันผุดขึ้นมาในความคิด

แต่ในวันนี้ นาฟยืนอยู่ท่ามกลางเมืองที่มีการป้องกันอย่างเข้มแข็งแม้ว่าภัยพิบัติจะใกล้เข้ามา แต่กำแพงอาณานิคมก็ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงพร้อมด้วยระบบป้องกันที่สามารถรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

เสียงฮือฮาจากชาวเมืองดังขึ้นเป็นระยะเมื่อลูกไฟยักษ์หลุดผ่านจากฟากฟ้าเข้าชนพื้นดินอย่างรุนแรง นาฟยืนนิ่ง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความสงบความคิดเกี่ยวกับอนาคตและสิ่งที่ยังรออยู่เบื้องหน้ากลับมาในหัวใจเขาไม่สามารถละสายตาจากภัยพิบัติที่อยู่เบื้องนี้ได้

 

ภายในโลกมิติส่วนตัวของนาฟที่เงียบสงบ ชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่กลางห้องโถงที่เต็มไปด้วยตำราโบราณซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในความทรงจำอันไร้ที่สิ้นสุดนาฟเปิดตำราเล่มหนา สีหม่นซีดที่มีร่องรอยของกาลเวลาในขณะที่หน้ากระดาษถูกพลิกเปิดนาฟพยายามค้นหาคำตอบเกี่ยวกับปรากฏการณ์ลูกไฟยักษ์ที่เขาได้เห็นจากตำราเล่มนี้แต่ไม่มีคำตอบใดปรากฏชัดเจนความลับเกี่ยวกับต้นกำเนิดของลูกไฟนั้นยังคงถูกปกปิดจากสายตาของผู้รู้

ความทรงจำของเขาย้อนกลับไปในช่วงที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่พึ่งตื่นจากแดนนอกห้วงเวลาที่ลูกไฟยักษ์ตกแต่ละครั้งสร้างความหายนะให้กับพื้นที่

เศษซากและฝุ่นละอองจากการระเบิดและความร้อนอันรุนแรงที่ปล่อยออกมาทำให้ดินแดนรอบข้างกลายเป็นซากปรักหักพังและหลายครั้งที่ผู้คนถูกลบเลือนหายไปในเพียงพริบตา

แม้ว่าตำราเล่มนี้จะไม่ให้คำตอบที่นาฟต้องการเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของการตกของลูกไฟยักษ์และทำไมมันไม่เคยพุ่งชนตรงจุดอาณานิคมเลย

แต่สิ่งที่เขาได้รู้จากตำรากลับเปิดเผยเรื่องที่ใหญ่ยิ่งกว่านาฟพบว่าพื้นที่ ที่เขาอาศัยอยู่นี้คือทวีปใหญ่ที่ประกอบไปด้วยเจ็ดอาณานิคมที่แยกจากกัน

แต่ละอาณานิคมต่างปกครองตนเอง มีเทคโนโลยีและวัฒนธรรมเฉพาะตัวแต่พวกเขากลับมีปริศนาร่วมกันอยู่นั่นก็คือทำไมลูกไฟยักษ์ไม่เคยตกใส่อาณานิคมเหล่านี้โดยตรง

นาฟมองหน้ากระดาษในตำราคำอธิบายเกี่ยวกับเจ็ดอาณานิคมยังคงแฝงด้วยปริศนา