ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 44 : หลังเพลิงมอดดับ

            สิ้นเสียง เปลวเพลิงสายเล็ก ๆ พลันลุกขึ้นจากร่างของเหวินซาน

            ฟู่มมมม!

            เปลวเพลิงสีทองแดงพวยพุ่งออกทุกทิศทาง อากาศบิดเบี้ยวเพราะความร้อน

            "อ๊ากกก!" เซียวอวิ๋นกรีดร้อง เขารีบโคจรพลังวิญญาณป้องกัน แต่เปลวเพลิงกลับเผาทะลุเกราะพลังราวกับไม่มีตัวตน แขนขวาถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าในพริบตา "ช่วยด้วย!" เขาหันหลังวิ่งสุดชีวิต แต่เปลวเพลิงกลับไล่ตามราวกับมีชีวิต

            ฟู่ม!

            ร่างของเซียวอวิ๋นถูกกลืนหายไปในทะเลเพลิง เสียงกรีดร้องค่อย ๆ แผ่วลง ก่อนจะเงียบสนิท ร่างของเขาถูกเผาผลาญจนไม่หลงเหลือให้เห็น

            เปลวเพลิงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น มันแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งถ้ำ กวาดกลืนทุกสิ่งที่ขวางหน้า ผนังและพื้นหินถูกเผาจนดำไหม้

            ภายในชายเสื้อ ต้วนต้วนหดตัวแน่นด้วยความหวาดกลัว “อึ๊บ...”

            เปลวเพลิงสีแดงที่ไหลผ่านร่างของเหวินซานกลับไม่แตะต้องมันแม้แต่น้อย ความร้อนมหาศาลที่สามารถเผาผลาญเซียวอวิ๋นจนไม่เหลือร่าง กลับอ่อนสงบลงอย่างประหลาดเมื่อเคลื่อนผ่านบริเวณที่เจ้าตัวเล็กซ่อนอยู่

            แม้แต่ร่างของเหวินซานเองก็ถูกเปลวไฟโอบล้อมเอาไว้ แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความร้อน ตรงกันข้าม เขารู้สึกเหมือนกำลังจมลงสู่ห้วงความมืดอันไร้จุดสิ้นสุด ในความมืดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกลแสนไกล "น้องเหวิน..."

            เหวินซานเงยหน้าขึ้น อาเหมียวยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มซื่อ ๆ ที่เขาคุ้นเคย "คราวหน้า... อย่าลืมเลี้ยงข้าวข้าล่ะ"

            เหวินซานอ้าปาก แต่กลับไม่มีเสียงใดหลุดออกมา อาเหมียวยกมือโบกให้เขา ก่อนร่างนั้นจะค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืด

            สติที่จมดิ่งอยู่ในความมืดค่อย ๆ หวนคืน เหวินซานจึงลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เขารับรู้กลับไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง

            เขาหลับตาลงเพื่อตรวจสอบภายในร่าง และพบว่าใจกลางตันเถียนมีเปลวเพลิงสีแดงลอยนิ่งอยู่ กระแสความร้อนสายหนึ่งแผ่ออกจากเปลวเพลิง ก่อนซึมเข้าสู่เส้นวิญญาณอย่างต่อเนื่อง

            ความประหลาดใจฉายผ่านแววตาของเหวินซาน บาดแผลที่ตามปกติอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการรักษา บัดนี้กลับฟื้นตัวไปเกือบทั้งหมด แม้ร่างกายยังหลงเหลือความอ่อนล้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรงอีกแล้ว

            เขาตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง ก่อนยันกายลุกขึ้น

            ภาพตรงหน้าทำให้ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก ผนังหินทั่วบริเวณเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว พื้นถ้ำที่เคยปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งกลับถูกเผาจนดำสนิท รอยไหม้เกรียมแผ่ขยายออกไปไกลหลายสิบจั้ง

            ไอเย็นที่เคยปกคลุมถ้ำเหมันต์แทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว มีเพียงความร้อนตกค้างที่ยังแผ่ออกมาจากพื้นหินเป็นระยะ

            เหวินซานกวาดสายตามองไปยังตำแหน่งที่เซียวอวิ๋นเคยยืน มีเพียงซากหินไหม้ดำและร่องรอยของเปลวเพลิง

            เหวินซานลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า สายตาหยุดอยู่ที่ตำแหน่งซึ่งอาเหมียวเคยนอนอยู่ เหลือเพียง เศษเชือกที่ถูกเผาขาดและรอยไหม้บนพื้นหิน เขากำหมัดแน่น ก่อนก้มศีรษะลง น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนพื้นสีดำที่ยังอุ่นจากเปลวเพลิง

            ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ ภายในตำหนักสีดำอันมืดมิด เปลวเทียนหลายร้อยเล่มกำลังลุกไหม้อย่างเงียบงัน แต่ละเล่ม ล้วนแทนชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง

            ทันใดนั้น เปลวเทียนเล่มหนึ่งพลันดับลง

            ฟู่…

            ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากสีดำค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาราวกับไร้ความรู้สึก เขามองเทียนที่ดับไป ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ "เซียวอวิ๋นตายแล้ว"

            ชายชุดดำอีกหลายคนรีบคุกเข่าลง "นายท่าน จะส่งคนไปตรวจสอบหรือไม่"

            ชายหนุ่มส่ายหน้า "ไม่จำเป็น" เขายกมือขึ้น เศษเถ้าของเทียนลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนแตกสลายกลายเป็นผง "ผู้ที่สังหารเขา อีกไม่นานก็ต้องปรากฏตัว" เขาหลับตาลงอีกครั้ง

            ขณะเดียวกัน ภายในถ้ำที่ถูกเพลิงเผาจนดำเป็นตอตะโก ทุกสิ่งรอบตัวกลายเป็นเถ้าถ่าน แม้แต่หินวิญญาณยังหลอมละลาย เขาเดินอย่างเชื่องช้า สายตากวาดมองไปทั่ว ทันใดนั้น ประกายสีฟ้าอ่อนสายหนึ่ง สะท้อนเข้ามาในดวงตา

            "นั่นคือ..." เหวินซานก้มลงเก็บ เป็นแผ่นหยกโบราณขนาดเท่าฝ่ามือ ทั้งที่ทุกสิ่งถูกเผาจนมอดไหม้ แต่แผ่นหยกกลับไร้แม้แต่รอยดำ เมื่อสัมผัสมัน กระแสพลังเย็นสายหนึ่งพลันไหลเข้าสู่จิตสำนึก ตัวอักษรโบราณค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

            คัมภีร์จิตเทวะ

            เหวินซานเบิกตาเล็กน้อย ด้านล่างยังมีข้อความอีกบรรทัด "หนึ่งจิตร้อยความคิด ผันแปรเป็นเจตจำนง " เหวินซานกำแผ่นหยกแน่น เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนเก็บแผ่นหยกลงในมิติ ตอนนั้นเอง ขณะที่เขากำลังจะละสายตาจากกองเถ้า ประกายสีดำวาวจากอีกด้านหนึ่งกลับสะดุดสายตาเข้า

            บริเวณนั้นคือจุดที่เซียวอวิ๋นถูกเพลิงเผาจนร่างสลาย และท่ามกลางพื้นหินที่ไหม้เกรียม มีวัตถุชิ้นหนึ่งตกอยู่

            ป้ายเหล็กสีดำ

            เหวินซานเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา พลิกสำรวจทั้งสองด้าน แม้ขอบป้ายจะมีร่องรอยถูกเพลิงเผา แต่ตัวป้ายกลับไม่หลอมละลาย ลวดลายประหลาดที่สลักอยู่บนผิวโลหะยังคงมองเห็นได้ชัดเจน

            แววตาของเขาหยุดอยู่บนลวดลายนั้นชั่วขณะ เขาเก็บป้ายเหล็กเข้าไปในมิติ ก่อนกวาดสายตามองไปรอบถ้ำอีกครั้ง หลังจากตรวจดูบริเวณโดยรอบจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออีก เหวินซานจึงหมุนตัวกลับไปยังส่วนลึกของถ้ำ

            ฝีเท้าของเขาช้าลง ตรงนั้น... คือที่ที่อาเหมียวจากไป

            บัดนี้กลับเหลือเพียงพื้นหินไหม้ดำกับเศษเชือกที่ขาดกระจาย ร่างของเด็กหนุ่มจอมพูดมากที่เคยวิ่งตามเขาไปทั่วสำนัก ไม่ได้หลงเหลืออยู่แล้ว

            เหวินซานยืนนิ่งอยู่ตรง สายตาของเด็กหนุ่มเลื่อนลงไปยังรอยไหม้บนพื้น ก่อนจะพบเศษบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินที่แตกร้าว

            เขาชะงัก ก่อนย่อตัวลงหยิบมันขึ้นมา

            มันคือเศษป้ายประจำตัวของศิษย์สำนักชิ้นหนึ่ง ขอบป้ายถูกเพลิงเผาจนบิดเบี้ยว ตัวอักษรส่วนใหญ่เลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงอักษรคำว่า “เหมียว” ที่ยังพอมองเห็นราง ๆ

            นิ้วของเหวินซานหยุดนิ่งอยู่บนตัวอักษรนั้น

            ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงกำเศษป้ายเอาไว้ในมือ ก่อนเก็บมันเข้าอกเสื้อ “กลับกันเถอะ...” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน

            เหวินซานหันหลังให้กับส่วนลึกของถ้ำ แล้วเดินออกไปทีละก้าว เมื่อผ่านปากถ้ำ แสงแรกของรุ่งอรุณกำลังปรากฏขึ้นเหนือแนวเขา เขาหยุดมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกำเศษป้ายภายในอกเสื้อแน่นขึ้น

            ณ ตำหนักโอสถอันเงียบสงบ กู้หยวนชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่เพียงลำพัง เบื้องหน้ามีกาน้ำชาหนึ่งใบ ถ้วยชาหนึ่งถ้วย และจดหมายสองฉบับวางอยู่เคียงกัน

            เมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากด้านนอก ชายชราก็เอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าจากจดหมายในมือ

            “เข้ามาเถิด”

            ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก เหวินซานก้าวเข้ามาภายในตำหนัก ก่อนประสานมือคารวะ “อาจารย์”

            กู้หยวนชิงยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมอง เขาเพียงวางจดหมายในมือลงบนโต๊ะ แล้วใช้นิ้วเคาะลงบนกระดาษ

            กึก... กึก…

            "อย่างน้อยในครั้งนี้" ชายชราเหลือบสายตาขึ้นมองศิษย์หนุ่ม "เจ้าก็ยังรู้จักทิ้งจดหมายบอกกล่าวไว้บ้าง"

            เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำเพื่อหลบสายตา "ครั้งก่อนศิษย์บุ่มบ่าม จนเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง ครั้งนี้จึงทิ้งจดหมายไว้ให้อาจารย์ขอรับ "

            "หึ" กู้หยวนชิงแค่นเสียงในลำคอ "รู้ว่าผิด แต่สุดท้ายก็ยังดึงดันจะไปคนเดียว"

            "นี่หรือสิ่งที่เจ้าเรียนรู้จากครั้งก่อน? "

            “อย่างน้อย หากศิษย์ไม่อาจกลับมาได้ จดหมายฉบับนั้นก็ยังพอให้อาจารย์ตามไปช่วยขอรับ”

            กู้หยวนชิงถลึงตามองเขาทันที “ยังกล้าพูดออกมาได้เต็มปากอีก!”

            ชายชราถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอื้อมมือดันจดหมายทั้งสองแผ่นนั้นไปไว้ด้านข้าง "เรื่องราวทั้งหมดที่เขียนไว้ในจดหมาย ข้ารู้หมดแล้ว" สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น "สิ่งที่ข้าอยากรู้ในตอนนี้ คือเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

            บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ภายใต้ความเงียบงันอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "อาเหมียว... ตายแล้วขอรับ"

            “อาเหมียว?” ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายชราจึงนึกขึ้นได้ “เด็กตัวเล็ก ๆ ที่คอยตามเจ้าไปไหนมาไหนผู้นั้นน่ะหรือ?”

            เหวินซานหลุบตาลง “ขอรับ”

            มือของกู้หยวนชิงที่กำลังเอื้อมไปหยิบถ้วยชาชะงักค้างกลางอากาศ ผ่านไปหลายอึดใจ ชายชราจึงค่อย ๆ วางถ้วยชาลง "แล้วผู้ใดเป็นคนลงมือ?"

            "เซียวอวิ๋นขอรับ"

            คราวนี้แววตาของกู้หยวนชิงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน "เซียวอวิ๋นงั้นรึ?"

            "ขอรับ"

            เหวินซานจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในถ้ำ และท้ายที่สุด

            "เซียวอวิ๋น... ตายแล้วขอรับ"

            บรรยากาศภายในตำหนักโอสถพลันตกอยู่ในความเงียบสนิทชั่วขณะ กู้หยวนชิงจ้องมองหน้าศิษย์ของตนอยู่นานสองนาน "เจ้าเป็นคนฆ่าเขาอย่างนั้นหรือ?"

            "ขอรับ" เหวินซานตอบรับอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีท่าทีลังเลหรือคิดจะปฏิเสธ

            กู้หยวนชิงไม่ได้รีบร้อนตำหนิสิ่งใด เพียงแต่ถามต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม "เหตุใดเขาจึงต้องการเอาชีวิตเจ้า?"

            คำถามนี้ทำให้เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย "เซียวอวิ๋นมีความเกี่ยวข้องกับคนของลัทธินอกรีตขอรับ"

            กู้หยวนชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย "เจ้าแน่ใจแล้วรึ?"

            เหวินซานล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนนำวัตถุสีดำชิ้นหนึ่งวางลงบนโต๊ะ "ศิษย์พบสิ่งนี้อยู่ในถ้ำขอรับ"

            กู้หยวนชิงหยิบมันขึ้นมาตรวจดู เพียงเห็นลวดลายบนผิวโลหะ สีหน้าของชายชราก็เปลี่ยนไปทันที

            "เซียวอวิ๋น..." ผู้อาวุโสกู้พึมพำชื่อนี้ออกมาเบา ๆ "เป็นถึงศิษย์สำนักแท้ ๆ แต่กลับกล้าลักลอบไปข้องเกี่ยวกับลัทธินอกรีต" เขาวางป้ายในมือลง

            กู้หยวนชิงเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่ม ในขณะที่สายตากวาดผ่านร่างของเหวินซาน แววตาของชายชราก็พลันหยุดนิ่ง “เดี๋ยวก่อน...”

            กู้หยวนชิงขมวดคิ้ว ก่อนยื่นมือออกไป “ยื่นมือมา”

            เหวินซานชะงักเล็กน้อย แต่ก็ยื่นข้อมือออกไปโดยไม่ถามสิ่งใด

            สองนิ้วของกู้หยวนชิงแตะลงบนชีพจร กระแสพลังวิญญาณสายหนึ่งไหลเข้าสู่ร่างของเหวินซาน ก่อนสีหน้าของชายชราจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป

            จากสิ่งที่เหวินซานเล่ามา การต่อสู้ครั้งนี้ควรทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน

            แต่สิ่งที่ทำให้กู้หยวนชิงประหลาดใจยิ่งกว่านั้น กลับเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตันเถียน

            เพลิงวิญญาณที่พร้อมแผดเผาร่างของเด็กหนุ่มอยู่ทุกเมื่อ บัดนี้กลับสงบนิ่ง ผิดจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็คล้ายกำลังตอบสนองต่อพลังของเหวินซาน

            กู้หยวนชิงถอนนิ้วออกจากข้อมือของเขาช้า ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น “เจ้า...” แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “หลอมเพลิงวิญญาณสำเร็จแล้วหรือ?”

            เหวินซานส่ายหน้า “ยังขอรับ”

            “เพลิงวิญญาณยอมรับข้าแล้ว แต่ยังไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างของข้า” เหวินซานยกฝ่ามือขึ้น เปลวเพลิงสีแดงสายหนึ่งพลันปรากฏเหนือปลายนิ้ว เปลวไฟไหวกระเพื่อมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสงบนิ่งลง

            “ตอนนี้ข้าสามารถควบคุมมันได้ มันไม่คิดต่อต้านข้าอีกแล้ว แต่ข้ายังสัมผัสได้ชัดเจนว่า ระหว่างข้ากับมันยังมีเส้นแบ่งบางอย่างหลงเหลืออยู่”

            กู้หยวนชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนสองนิ้วออกจากข้อมือและเก็บพลังวิญญาณกลับคืน สีหน้าประหลาดใจก่อนหน้าค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสุขุมดังเดิม

            ชายชราจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง ก่อนวางลงบนโต๊ะ “เอาล่ะ เรื่องเพลิงเอาไว้ค่อยว่ากันภายหลัง”

            สายตาของเขากลับมาจับจ้องเหวินซานอีกครั้ง "ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?"

            เหวินซานนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น "อาจารย์... ศิษย์อยากจะขออนุญาตออกเดินทางจากสำนักไปสักระยะหนึ่งขอรับ"

            "ออกจากสำนักงั้นรึ?" กู้หยวนชิงกวาดสายตามองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "เพิ่งจะกลับมาจากถ้ำเหมันต์ได้ไม่นาน เจ้าก็คิดจะออกเดินทางไปข้างนอกอีกแล้วรึ?"

            "ครั้งนี้ศิษย์เพียงต้องการออกไปหาประสบการณ์ ไม่ได้ตั้งใจจะไปเสี่ยงอันตรายขอรับ"

            กู้หยวนชิงแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ "เอาเถิด ว่ามา เหตุใดเจ้าจึงอยากออกจากสำนัก?"

            "ก่อนหน้านี้ศิษย์คิดว่า ขอเพียงเรียนรู้ให้มากพอวันหนึ่งย่อมสามารถรับมือกับทุกสิ่งได้" เหวินซานเงียบไปชั่วขณะ "แต่ที่หุบเขาหมื่นพิษ ศิษย์เกือบตาย ที่ถ้ำเหมันต์ อาเหมียวตายต่อหน้าศิษย์"

            มือที่ประสานอยู่กำแน่นขึ้น "ศิษย์จึงเพิ่งเข้าใจว่า ความรู้เป็นเพียงตัวอักษรบนกระดาษ"

            เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอาจารย์ "ศิษย์อยากออกไปเห็นโลกด้วยตาของตนเองมากขึ้น"

            กู้หยวนชิงนั่งฟังนิ่งเงียบ ไม่คิดเอ่ยปากแทรก

            เด็กหนุ่มประสานมือคารวะ "หากเอาแต่เก็บตัวฝึกฝนอยู่แต่ภายในสำนัก ศิษย์เกรงว่าสิ่งที่ข้ามองเห็น จะมีเพียงแค่กรอบความคิดที่ผู้อื่นขีดเขียนเอาไว้ให้เท่านั้น"

            แววตาคู่คมของกู้หยวนชิงเกิดความเปลี่ยนแปลงระรอกหนึ่ง ชายชรายังไม่ได้ตอบรับอนุญาตในทันที "แล้วเรื่องระดับพลังการบ่มเพาะเล่า?"

            "จะไม่หยุดพัฒนาขอรับ"

            "แล้วการหลอมโอสถล่ะ?"

            "ศิษย์จะฝึกฝนและทดลองระหว่างการเดินทาง"

            กู้หยวนชิงซักไซ้ไล่เลียงถามคำถามต่ออีกหลายข้อ แต่เหวินซานกลับสามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างฉะฉานทุกประการ

            ท้ายที่สุด ชายชราจึงวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะ "ดูท่าทางแล้ว เจ้าคงจะตัดสินใจไว้เรียบร้อยแล้วสินะ"

            "ขอรับ"

            "แล้วเจ้าวางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปที่ใด?"

            คราวนี้เหวินซานส่ายหน้าเบา ๆ "ข้ายังไม่ได้คิดขอรับ"

            กู้หยวนชิงขมวดคิ้วมุ่น "ไม่มีจุดหมายรึ?"

            "ศิษย์คิดว่าจะมุ่งหน้าเดินทางไปทางทิศตะวันออกก่อน ระหว่างทางหากพบเมืองใหญ่หรือสถานที่น่าสนใจก็จะแวะพัก หากพบสมุนไพรล้ำค่าที่ไม่เคยเห็นก็จะศึกษาเรียนรู้ และหากบังเอิญพบเจอผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง..." เหวินซานหยุดเว้นจังหวะไปเล็กน้อย "...ศิษย์ก็จะพยายามหลีกเลี่ยง"

            กู้หยวนชิงจ้องมองหน้าศิษย์ของตนนิ่ง ๆ "คำพูดประโยคสุดท้ายนั่น... ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะทำมันได้จริง ๆ นะ"

            เหวินซานกระแอมไอออกมาเบา ๆ "ศิษย์จะพยายามขอรับ"

            "ไม่ใช่แค่พยายาม!" ชายชราถลึงตาดุใส่ "แต่เจ้าต้องทำมันให้ได้ต่างหาก!"

            "ขอรับ!"

            กู้หยวนชิงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังชั้นไม้ด้านหลัง เขาหยิบถุงใบหนึ่งออกมาแล้วโยนส่งให้เหวินซาน

            เหวินซานรับเอาไว้ด้วยความประหลาดใจ เมื่อเปิดออกตรวจสอบดูก็พบแผ่นหยกที่สลักตัวอักษรไว้สี่คำว่า 'เคล็ดวิชาปิดลมหายใจ' พร้อมกับโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณ ผงยาสมุนไพรและยันต์อาคมอีกหลายแผ่น

            เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นอาจารย์ทันที "อาจารย์ นี่คือ..."

            "อย่าได้ใจไป" กู้หยวนชิงหันหลังให้ "ข้าเพียงไม่อยากให้เจ้ากลับมาคราวหน้าในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายอีกเท่านั้น"

            เหวินซานมองแผ่นหลังของชายชราผู้อาวุโส ก่อนที่รอยยิ้มบาง ๆ จะระบายขึ้นบนใบหน้า "ขอบคุณท่านอาจารย์"

            กู้หยวนชิงหันกลับมาจ้องมอง "อีกสามเดือนข้างหน้า จะถึงกำหนดงานประลองยุทธ์ศิษย์สามสำนัก ในครั้งนี้สำนักโอสถจันทราของเราเป็นเจ้าภาพจัดงาน" น้ำเสียงของชายชราหนักแน่นขึ้น "ก่อนจะถึงวันประลองยุทธ์ เจ้าต้องกลับมาที่สำนักให้ทันเวลา"

            เหวินซานรีบประสานมือรับคำทันที "ศิษย์จะรีบกลับมาให้ทันเวลาอย่างแน่นอนขอรับ"

            "ดีมาก" กู้หยวนชิงพยักหน้ารับ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "โลกภายนอกสำนักนั้นไม่เหมือนกับที่นี่ ที่นั่นไม่มีผู้ใดมานั่งสนใจหรอกว่าเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักไหน"

            เขาสบตาตรง ๆ "หากเจอคนที่สู้ไม่ได้ก็จงหนี หากเจอสมบัติล้ำค่าที่ไม่ควรแตะต้องก็อย่าได้ไปโลภมาก และเรื่องราวใดที่ไม่เกี่ยวกับตัวเจ้า ก็จงอย่าได้เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด"

            เหวินซานตั้งใจฟังจนมาถึงประโยคสุดท้าย แต่สีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดไปเล็กน้อย

            กู้หยวนชิงเห็นอาการนั้นเข้าก็หรี่ตามอง "ทำไม ทำหน้าตาเช่นนั้น?"

            "ไม่มีสิ่งใดขอรับ"

            "สีหน้าของเจ้าฟ้องชัดเจนว่าไม่ได้คิดจะเชื่อฟังสักข้อเดียวเลยสินะ"

            "ศิษย์จะจดจำทุกคำสอนของอาจารย์ขึ้นใจขอรับ"

            "ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าแค่จดจำ แต่ข้าสั่งให้เจ้าต้องทำตามต่างหาก!"

            เหวินซานรีบประสานมือคำนับ "ขอรับ!"

            กู้หยวนชิงมองศิษย์ตัวดีตรงหน้า แล้วส่ายศีรษะออกมาอย่างระอาใจ แตาก่อนที่เหวินซานจะหมุนตัวเดินพ้นออกจากตำหนัก ชายชราก็เอ่ยปากเรียกเขาเอาไว้เสียก่อน

            "เหวินซาน"

            "ขอรับ?"

            กู้หยวนชิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "เรื่องของอาเหมียว... อย่าเพิ่งรีบลืมมันไปเสียล่ะ"

            คำพูดนั้นทำให้เหวินซานชะงักไป

            กู้หยวนชิงกล่าวต่อ "แต่ก็อย่าได้แบกรับความรู้สึกผิดนั้นไว้จนกลายเป็นโซ่ตรวนคอยพันธนาการตัวเจ้าเอง คนที่ตายก็ตายไปแล้ว แต่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ จำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป"

            เหวินซานนิ่งไปนาน ก่อนจะโค้งตัวคำนับ "ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ"

            กู้หยวนชิงโบกมือไล่ "เช่นนั้นก็... ไปเสียเถิด"

            รุ่งเช้าของวันถัดมา บนเนินเขาเล็กด้านหลังสำนักโอสถจันทรา

            เหวินซานยืนเงียบอยู่เพียงลำพัง ด้านหน้ามีเพียงหลุมศพว่างเปล่าหลุมหนึ่ง มีเพียงป้ายไม้เรียบง่ายที่เขาใช้มีดแกะสลักด้วยมือตนเอง 'อาเหมียว' ตัวอักษรทั้งสองไม่สวยงาม แต่ทุกขีดทุกเส้นเต็มไปด้วยความตั้งใจ

            ต้วนต้วนโผล่ศีรษะออกมาจากชายเสื้อ มันมองป้ายไม้ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลานลงมาตามแขนของเหวินซานอย่างเงียบ ๆ ผิดจากปกติที่มักส่งเสียงร้องอยู่เสมอ

            เหวินซานปักป้ายไม้ลงหน้าหลุม ก่อนวางห่อกระดาษน้ำมันลงเบื้องหน้า เมื่อคลี่มันออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของไก่อบก็ลอยออกมาตามสายลม

            เป็นไก่อบแบบเดียวกับที่เขาและอาเหมียวเคยนั่งแบ่งกันกิน

            เหวินซานมองมันอยู่นาน ราวกับภาพเด็กหนุ่มที่เคยนั่งหัวเราะอยู่ข้างกายยังคงปรากฏอยู่ตรงนั้น “ครั้งนั้นเจ้ากินเสียเกือบหมด...”

            มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว “คราวนี้ข้ายกให้เจ้าทั้งตัวแล้วกัน”

            ต้วนต้วนคลานเข้าไปใกล้ห่อไก่อบตามสัญชาตญาณ จมูกเล็ก ๆ ขยับสองสามครั้ง คราวนี้มันกลับไม่ได้งับกินเหมือนทุกที มันเพียงนั่งนิ่งอยู่ข้างห่อกระดาษน้ำมัน ก่อนเงยหน้ามองป้ายไม้

            เหวินซานเหลือบมองมัน แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงยื่นมือไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของมันเบา ๆ

            สายลมพัดผ่านยอดหญ้า ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนกล่าวเบา ๆ "ข้าไม่มีแม้แต่ร่างของเจ้าจะฝัง... ข้าทำได้เพียงสร้างหลุมเปล่าแห่งนี้"

            หนอนอ้วนคลานกลับมาหาเขา ก่อนเกาะชายเสื้อเอาไว้แน่น

            เหวินซานเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก "ครั้งหน้า ข้าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองไร้กำลังจนทำอะไรไม่ได้อีก" เขาคำนับหน้าหลุมศพสามครั้ง ก่อนหมุนตัวเดินจากไป โดยไม่หันกลับมาอีก

            เบื้องหลังของเขา ไก่อบทั้งตัวยังคงวางอยู่หน้าป้ายไม้ ท่ามกลางยอดหญ้าที่ไหวเอนตามสายลม