โทมัสหันไปมองหน้าอาจารย์พบว่าอีกฝ่ายยังคงแสดงความเยือกเย็นออกมา ผิดกับตัวเขาซึ่งทันทีที่เห็นการมาของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็รู้สึกใจเต้นด้วยความหวาดกลัวจนแทบคิดอะไรไม่ออก
ทันทีที่พวกคาทาริน่าย่างกายมาเหล่าคนภายในแก๊งของเจคก็พากันมองเธอตาค้างด้วยความหลงใหล ถ้ามองไกลๆ จะเห็นว่ามีผู้คนในสลัมบางคนแอบมองมาทางนี้ ลูซี่ที่เห็นการมาของเธอก็ขมวดคิ้วหันไปถามคู่ฝึกของเธอ
“คุณเรเวนคะ” แม้ว่าเรเวนจะพูดอยู่เสมอว่าไม่ต้องเรียกเธอว่าคุณ แต่ลูซี่ก็มักจะเรียกเธอว่าคุณอยู่เสมอเส้นสุดท้ายแล้วเรเวนก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ลูซี่พบว่าตอนนี้เรเวนก็มองไปที่ผู้หญิงคนนั้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดไปต่างกัน
ทางด้านเดซี่กับเนียที่กำลังฝึกกันอยู่นั้นเป็นเดซี่ที่ทุ่มเนียลงพื้น แต่เมื่อเธอทุ่มลงตัวเสร็จแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีกจนเนียสงสัยเลยถามว่า
“นี่เดซี่มัวเหม่ออะไรอยู่” พอเธอลุกขึ้นหันไปมองก็พบว่าสายตาของเดซี่นั้นมองไปที่ทางหน้าบ้านของเธอ พอเนียหันไปมองก็ถึงกับตาลุกวาวเพราะเธอไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนที่สวยขนาดนี้มาก่อน ไม่สิก่อนหน้านี้ก็มีอยู่คนนึงนั่นก็คือพี่สาวของเจ้าชายที่เธอเรียกว่าไอ้ปีศาจ เพียงแต่ว่าพี่สาวคนนั้นยังตกเป็นรองผู้หญิงคนนี้อยู่มากแต่ก็เดาได้ไม่ยากกว่าเพื่อเมื่อโตเป็นสาวเท่าไหร่ ความสวยของเธอก็คงไม่ด้อยไปกว่าผู้หญิงคนนี้
คาทาริน่าเดินคู่กับอาบิเกลต้องมาที่บ้านของพวกเจค ความจริงแล้วเมื่อมีคนมาที่บ้านของลูกพี่พวกคนในแก๊งก็จะขัดขวางไว้เพราะไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู แต่ตอนนี้ทุกคนมัวแต่ตะลึงในความสวยของเธอจึงได้แต่พากันยืนนิ่ง จนพวกคาทาริน่าเดินเข้าไปในสวนหน้าบ้านเจคที่ได้สติก่อนให้เพื่อนก็รีบเดินมายืนขวางหน้าเธอแล้วถามเธอว่า
“ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครครับแล้วมีธุระอะไรกับที่นี่” เจคถามไปอย่างสุภาพ
เจมส์ที่เดินตามหลังคาทาริน่ารับรู้ได้ถึงพลังเวทย์ของเจคก็แสดงความดูแคลนทางสีหน้าออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง กลับเป็นคาทาริน่าที่ตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า
“พอดีเด็กคนนี้อยากเล่นเกมกับเจ้าชายน่ะค่ะแล้วฉันได้ยินว่าเจ้าชายมักมาที่นี่บ่อยๆ ก็เลยลองพาเธอมาที่นี่ดู”
เจมส์ที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายรู้ถึงสถานะของเออร์วินขณะที่เขากำลังจะหันไปพูด ก็ได้ยินเสียงของเออร์วินจากทางด้านหลังว่า
“คุณมีธุระกับผมเหรอครับ”
เจมส์เบี่ยงตัวหลบออกข้างทำให้เออร์วินยืนเผชิญหน้ากับคาทาริน่า อาบิเกลที่ยืนข้างๆ เธอรีบทำการถอนสายบัวให้เออร์วินทันที
“เอ่อ สะสะสวัสดีเพคะเจ้าชายเออร์วิน” อาบิเกลพูดอย่างตะกุกตะกัก
คาทาริน่าก็ทำการถอนสายบัวให้เออร์วินด้วยเช่นกัน
“สวัสดีแล้วก็ยินดีที่ได้พบกันอีกเจ้าชายเออร์วิน”
เออร์วินก็ทาบฝ่ามือกับอกซ้ายแล้วค้อมกายลง
“สวัสดีเช่นกันครับแล้วก็ยินดีที่ได้พบพวกคุณอีกครับคุณคาทาริน่า คุณแอบบี้”
คาทาริน่าที่ได้ยินเออร์วินเลือกอาบิเกลว่าแอบบี้ก็หัดให้มองด้วยความแปลกใจ เพราะเธอไม่นึกว่าทั้งคู่จะสนิทกันถึงขนาดเรียกชื่อเล่นกันแบบนี้ ก่อนที่เธอจะนึกถึงความย้อนแย้งแปลกๆ เมื่อเธอได้เห็นท่าทีที่เอียงอายของเด็กผู้หญิงคนนี้ทันทีที่รู้ว่าเธอมองมา
เออร์วินยิ้มให้พวกเธอก่อนจะถามว่า
“ไม่ทราบว่าพวกคุณมาหาผมมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”
คาทาริน่าก็ยิ้มตอบและพูดว่า
“พอดีเด็กคนนี้เขาอยากจะเล่นเกมกับเจ้าชายน่ะเพคะแต่ว่าเธอคิดว่าเจ้าชายทรงอยู่ในปราสาทมาโดยตลอด แล้วบังเอิญฉันไม่ได้ยินว่ามีเด็กที่ลักษณะเหมือนเจ้าชายมาเที่ยวเล่นกับผู้คนในสลัมนี่ฉันก็เลยพาเธอมาเพคะ”
เออร์วินพยักหน้าเข้าใจก่อนจะมองไปที่ผู้ชายหลายคนที่ด้านหลังสาวใช้ของอาบิเกล ก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นคนที่พ่อของเธอส่งให้มาคุ้มกันลูกสาวของตน
“อย่างนี้นี่เองความจริงแล้วถ้าคุณแอบบี้อยากเล่นเกมกับผมก็บอกได้นี่ครับเพราะผมสามารถไปเล่นกับคุณเล่นกับคุณที่คฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์ ไม่ต้องลำบากคุณมาหาผมเลยนี่ครับ”
อาบิเกลที่ได้ยินก็หน้าแดงรีบพูดว่า
“มะมะมะไม่ลำบากเลยแม้แต่นิดค่ะ”
จากท่าทางการพูดของเธอทำให้เออร์วินเริ่มสงสัยแล้วว่าทั้งสองคนรู้จักและสนิทกันได้ยังไง คาทาริน่ารู้เรื่องจากอาบิเกลไปมากน้อยขนาดไหน และคาทาริน่าสามารถเชื่อมโยงเรื่องที่เธอรู้มากับตัวเขาได้ถึงระดับไหน
‘คงต้องลองคุยกับเธอดูก่อนไม่สิไม่ใช่แค่เราหรอกที่ต้องการคุย บางทีเธอเองก็อาจจะต้องการคุยกับเราก็เป็นได้’
เออร์วินทำสีหน้าแปลกใจ
“ว่าแต่พวกคุณรู้จักและสนิทสนมกันได้ยังไงครับ”
ทันทีที่ได้ยินคำถามอาบิเกลก็นึกถึงเรื่องที่เธอได้คุยกับคาทาริน่าเมื่อวานก็รีบก้มหน้าแล้วหน้าแดงทันที เป็นคาทาริน่าที่ตอบแทนเธอว่า
“พอดีเมื่อวานฉันไปเดินเล่นที่หน้าโรงเรียนแล้วบังเอิญเจอกับเธอเข้าน่ะ เราก็เลยได้ลองคุยกันนิดหน่อยซึ่งก็ถูกคอกันอย่างไม่น่าเชื่อ”
‘คุยเล่นกันนิดหน่อย’ เออร์วินทวนคำนี้ในใจซึ่งเขาไม่รู้ว่าที่คุยเล่นกันนิดหน่อยคือนิดหน่อยจริงหรือเปล่าหรือนิดหน่อยแค่ไหน เขาจึงหันไปพูดกับเจคว่า
“คุณเจคเดี๋ยวรบกวนขอใช้บ้านของคุณหน่อยนะครับ”
เจคที่เข้าใจว่าคนพวกนี้คงเป็นแขกของอาจารย์ก็พยักหน้าทันทีก่อนจะเดินพาทุกคนตรงไปที่บ้านของเขา ขณะที่เดินอยู่นั้นเออร์วินก็พูดว่า
“จะว่าไปแล้วพวกคุณคาทาริน่าเคยบอกว่าเป็นนักเดินทางใช่ไหมครับ”
คาทาริน่ายิ้มและพยักหน้าพร้อมกับตอบว่า
“ใช่แล้วล่ะพวกเราเป็นนักเดินทาง”
“แล้วระหว่างที่พวกคุณเดินทางนี่คุณประทับใจอะไรมากที่สุดครับวิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่างกันไปแต่ละเมืองหรือว่าดนตรีพื้นบ้านที่ไม่เหมือนใคร หรือจะเป็นภูมิประเทศที่แตกต่างกันและมีเอกลักษณ์ล่ะครับ”
เมื่อได้ยินคำถามคาทาริน่าก็นิ่งไปทันทีพอหันไปมองก็พบว่าเด็กผู้ชายมองมาที่เธอด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ ทั่วไป เธอใช้ความคิดในหัวก่อนจะตอบว่า
“ฉันชอบดนตรีพื้นบ้าน” ความจริงแล้วเธอตั้งใจจะตอบว่าเวทย์มนต์แต่ด้วยความที่เด็กคนนี้เป็นผู้มีพลังเวทอ่อนด้อย เธอกลัวว่าถ้าตอบไปเช่นนั้นอาจจะเป็นการที่ผมเด็กคนนี้ก็ได้ เธอจึงตอบไปว่าดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งเมื่อเด็กชายที่ได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าสนใจก่อนจะถามว่า
“แล้วดนตรีที่พี่สาวชอบเป็นดนตรีแบบไหนเหรอครับ”
“เอ๊ะ?” คาทาริน่าอุทานทันทีที่ได้ยินคำถาม
เออร์วินที่ยังคงมีรอยยิ้มใสซื่อแบบเด็กๆ บนใบหน้าก็ถามว่า
“เพราะดนตรีในแต่ละพื้นที่คงจะต่างกันใช่ไหมครับพอดีผมเคยอ่านเจอในหนังสือ แล้วก็พบว่ามีดนตรีไม่น้อยที่สาบสูญไปจากการล่มสลายของอาณาจักร ผมเลยให้ความสนใจดนตรีอยู่บ้างน่ะครับ”
คาทาริน่าที่ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเพราะเธอไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องดนตรีเลย กลับเป็นแบรดซึ่งเดินตามด้านหลังรีบพูดว่า
“คาทาริน่าเธอชอบดนตรีที่ฟังสนุกสนานน่ะครับเพียงแต่ว่าเมื่อได้ฟังเสียงดนตรีเธอกลับไม่เคยเต้นเลย เพราะเธอเต้นไม่เป็นเป็นเรื่องแปลกดีนะครับที่คนชอบดนตรีแบบนี้กลับเป็นคนที่เต้นไม่เป็น”
เออร์วินหันไปมองแบรดเมื่อวานนี้ก็เป็นคนๆ นี้ที่ใช้คลี่คลายสถานการณ์ที่ตอนที่พวกเขาพบกันไปได้ สำหรับเออร์วินแล้วเขายอมรับว่าคนคนนี้เป็นตัวปัญหามากกว่าอีกคนที่เอาแต่แสดงสีหน้าดูแคลนมากนัก ดนตรีที่สนุกสนานนั้นมีความหลากหลายและเน้นไปที่ความครึกครื้น การที่บอกว่าคาทาริน่าชอบดนตรีที่ฟังสนุกสนานก็เหมือนกับเป็นการบอกว่าเธอชอบดนตรีได้หลายอย่างโดยที่ไม่มีการแบ่งแยก ขอแค่ฟังแล้วสนุกก็พอและการที่เธอบอกว่าเธอเต้นไม่เป็นนั้นก็เป็นการดักทางไว้เผื่อเขาถามเธอเรื่องว่าเธอถนัดเต้นรำแบบไหน เธอจะได้ไม่ปล่อยไก่ออกมา
อัศวินศักดิ์สิทธิ์เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และมักมีการเข้าสังคมบ่อยการเต้นรำจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนพวกนี้ทำเป็น เพียงแต่ว่าการเต้นรำของคนพวกนี้จะเป็นการเต้นรำในงานเลี้ยง การที่นักเดินทางเต้นรำเป็นนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เพื่อไม่ให้พวกเขาเชื่อมโยงฐานะของเธอออกดังนั้นเรื่องความสามารถในการเต้นรำจึงต้องถูกบิดเหมือนไปว่าเต้นและไม่เป็น เพื่อให้เออร์วินคิดว่าชาติกำเนิดของเธอนั้นดูพื้นเพ
เออร์วินก็หันไปถามอาบิเกลว่า
“ว่าแต่คนพวกนี้เป็นคนของพ่อคุณใช่ไหมครับผมรู้สึกคุ้นหน้าของพวกเขาอยู่เหมือนเคยเจอกันมาก่อน”
อาบิเกลรู้ว่าเออร์วินหมายถึงผู้ชายหลายคนที่ตามหลังเธอมาจึงพยักหน้าอย่างเอียงอายแล้วไม่พูดอะไรอีก เออร์วินพยักหน้าตอบเพราะเขาเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องปกติที่ลูกสาวจะไปไหนมาไหนกับคนแปลกหน้า และที่สำคัญยังเป็นสถานที่ที่เรียกว่าสลัมอีกจะเป็นห่วงก็ไม่แปลก ก่อนจะเดินไปที่บ้านแต่ขณะที่เขากำลังจะถึงประตูบ้านอยู่นั้น เขากลับหยุดฝีเท้าแล้วหันมาพูดกับคาทาริน่าว่า
“ว่าแต่คุณคาทาริน่าถนัดการใช้ดาบเหรอครับ”
คาทาริน่าก้มมองไม่เอาราคาถูกมันจะพยักหน้าและพูดว่า
“ใช่แล้วเพคะเจ้าชายออกเดินทางในโลกกว้างก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องหาทางป้องกันตัวไว้บ้าง”
เออร์วินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า
“น่าอิจฉาจังเลยนะครับได้ออกผจญภัยในโลกกว้างผมเองก็อยากทำแบบนี้บ้างจัง เสียดายที่ด้วยปริมาณพลังเวทย์ของผมนั้น” เออร์วินพูดเพียงเท่านี้แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
อาบิเกลเงยหน้ามองเออร์วินเธอเองก็เคยได้ยินเรื่องราวของเจ้าชาย ทำให้เธอรู้เรื่องที่คนทั่วไปหากันเรียกเขาว่าเจ้าชายขยะ คาทาริน่าเองก็เช่นกันเธอรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของเด็กคนนี้ก่อนจะเหลียวมองรอบข้างแล้วถามว่า
“คนพวกนี้เป็นเพื่อนของเธอเหรอ”
เออร์วินยิ้มแล้วตอบว่า
“จะว่าเพื่อนก็ใช่ครับ”
“จะว่าเพื่อน?” คาทาริน่าทวนคำด้วยความสงสัยเธอไม่เข้าใจว่าความสัมพันธ์แบบนี้มันคืออะไร ทำไมถึงไม่บอกไปตรงๆ เลยว่าเป็นเพื่อนหรือไม่ใช่
เออร์วินยิ้มและอธิบายให้เธอฟังว่า
“เพราะผมกำลังฝึกพวกเขาให้เป็นทหารของผมอยู่ครับ และการที่พวกเขาเป็นทหารของผมนั่นหมายความว่าพวกเขาก็จะเป็นสหายร่วมรบของผมด้วยเช่นกัน”
อาเบิเกลสะดุดใจตรงคำว่าสหายร่วมรบ เพราะเธอไม่เคยได้ยินที่เรียกทหารแบบนี้มาก่อน แต่คาทาริน่าที่ได้ฟังกลับสะดุดใจตรงคำว่าฝึกพวกเขาให้เป็นทหารมากกว่า มันทำให้เธอนึกถึงข้อสันนิษฐานที่คนแคระนักล่าค่าหัวสั่งทำปืนจำนวนมากว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คนคนนี้กำลังจะสร้างกองทัพ จึงถามออกไปว่า
“เธอกำลังฝึกพวกเขาให้เป็นทหารงั้นเหรอ” คาทาริน่าพยายามปั้นน้ำเสียงให้ดูเหมือนคนไม่เชื่อ
เออร์วินก็ตอบเธอไปว่า
“ใช่ครับพวกเขาจะเป็นทหารให้ผมและจะเป็นกำลังให้ผมด้วย”
คาทาริน่าเหลียวมองรอบด้านเพราะว่าหลายคนต่างพากันมองมายังตัวเธอ และมีคนไม่น้อยที่แสดงสีหน้าเหม่อลอยด้วยความหลงใหล แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ปฏิบัติกับคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยเหมือนเป็นเศษขยะ แต่ในโลกที่เวทย์มนตร์คือทุกสิ่งนี้เธอก็ไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะทำอะไรได้ คาทาริน่าเผลอคิดไปว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะเด็กคนนี้อยากจะทำตัวเป็นนักรบผู้กล้าก็เป็นได้ ซึ่งเธอยังไม่ปักใจเชื่อว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับคนแค่นักล่าค่าหัวคนนั้น เพราะเรายังไม่มีหลักฐานและมันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้นอกจากแค่ว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีหญิงสาวเผ่ามารเป็นสาวใช้ส่วนตัว เออร์วินก็ยิ้มให้แล้วพูดว่า
“อย่ามัวแต่รีบคุยกันอยู่เลยครับเข้าไปข้างในกันเถอะ ทุกคนมาเพื่อเล่นเกมกับคุณอาบิเกลไม่ใช่หรอครับ”
คาทาริน่ามองเด็กชายแล้วก็หันไปยิ้มให้กับเด็กผู้หญิงข้างๆ เธอ แล้วทำการหยอกล้อไปว่า
“นั่นสินะการปล่อยให้สุภาพสตรีรอนานเป็นเรื่องที่สุภาพบุรุษไม่ควรจะทำให้เนาะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่มีใจให้ตน”
อาบิเกลที่ได้ยินคำหยอกล้อของคาทาริน่าก็ยิ่งหน้าแดง เธอรีบก้มหน้างุุดด้วยความเอียงอาย ในขณะที่สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังเธอก็แสดงอาการของคุณหนูของเธอด้วยความรู้สึกเอาใจช่วย เออร์วินที่มักเป็นคนหัวไวมาโดยตลอดกลับแสดงความหัวทึบออกมาในเวลานี้ เขาถามออกไปพร้อมกับทำสีหน้าไม่เข้าใจว่า
“สุภาพสตรีที่มีใจให้? ใครเหรอครับ”
คาทาริน่ายืนตัวแข็งท่ือเจ้ามองเด็กผู้ชายตรงหน้า แล้วก็หันไปมองอาบิเกลก่อนจะยิ้มและส่ายหน้าเล็กน้อย เธอคิดว่าการที่เด็กผู้ชายคนนี้จะหัวทึบและไม่เข้าใจก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถึงยังไงเพศชายก็เป็นเพศที่ประสาทช้าสำหรับเรื่องแบบนี้อยู่แล้วโดยเฉพาะเด็กผู้ชาย
“ไปเล่นเกมกันเถอะ”
เออร์วินที่ยังงงๆ จึงขานรับว่า
“ครับ” แล้วก็นำพาทุกคนเข้าไปในบ้านโดยทิ้งไว้ให้แค่คนที่เรียกทำหน้าที่ติดตามที่วานเชสโก้ให้มาทำหน้าที่คุ้มกันลูกสาวคนให้รออยู่ข้างนอก
ไม่ไกลจากตรงนั้นเรเวนกลับลูซี่ยืนคู่กันทั้งสองคนมองไล่หลังกลุ่มคนที่เข้าไปในบ้าน ลูซี่ก็ถามว่า
“คุณเรเวนคะคือว่าคนพวกนั้น…”
เรเวนพยักหน้าก่อนจะถามว่า
“ถ้ายังจำเรื่องที่เขาบอกเธอได้ไหมว่าต้องระวังเรื่องอะไรในวันที่คนของศาสนาจากมาที่เมืองนี้”
ลูซี่ทำท่านึกก่อนจะตอบในทันทีว่า
“ไม่ควรพูดเรื่องดินขับและหุ่นไม้ให้คนพวกนี้ได้ยิน” ซึ่งลูซี่จำได้ดีว่าดินขับที่ถูกสร้างอยู่ในถ้ำใต้หน้าผานั้นคืออะไรและมีอานุภาพรุนแรงขนาดไหน แม้ว่าเธอจะไม่ได้เห็นอนุภาคของมันกับตาแต่ด้วยสัญชาตญาณของเธอก็รับรู้ได้ว่าไม่ควรไปยุ่งกับมัน แต่กับหุ่นไม้ลูซี่แม้รับคำและจำเรื่องนี้ได้แต่เธอยังไม่เข้าใจว่าหุ่นไม้ที่เขาพูดถึงมันคืออะไร กลับเป็นเรเวนที่จำได้ดีเพราะเคยแพ้ให้กับมันอย่างหมดรูปมาแล้ว และตอนนี้หุ่นไม้นั่นก็ไหม้เป็นขี้เถ้าจากการใช้มันเป็นเหยื่อล่อนาคราชสามเศียร
ซึ่งตอนนี้หลังจากที่ได้ลองฝึกกลางทุ่มและการฝึกอื่นๆ ที่แม้แต่เพียงน้อยนิด แต่เธอได้เข้าใจแล้วว่าการเคลื่อนไหวของเธอที่ต่อสู้กับหุ่นไม้ในวันนั้นทั้งหยาบและทื่อด้านขนาดไหน จึงไม่แปลกที่เออร์วินจากร่ายข้อบกพร่องของเธอเอามายาวเหยียด และอย่างที่เขาบอกว่าถ้าไม่มีเวทย์เคลื่อนย้ายผ่านเงาเธอก็ไม่มีอะไรเลย
เรเวนหันไปมองเจคพบว่าเขาเองก็หันมามองเธอเช่นกัน เจคกับพวกเองก็ได้รับการกำชับว่าอย่าพูดเรื่องหุ่นไม้ออกมา ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังสงสัยว่ามันเรื่องอะไร เจคกับสังหรณ์ใจว่าบางทีอาจารย์ของเขาคงไปก่อเรื่องอะไรเข้า แต่เขาก็กำชับกับทุกคนเรื่องนี้ จะว่าไปตัวเขาเองก็สงสัยมาพักหนึ่งแล้วว่าทำไมตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่เห็นอาจารย์เอาหุ่นไม้ออกมาอีกเลย