“เจ้านาย ยายผู้หญิงหน้าตายนี่พูดกวนโอ๊ยเกินไปแล้ว หล่อนคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงวางแผนร้ายกับเจ้านาย แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ ผมจะต้องกำราบเธอซะ ด้วยการให้เธอเป็นผู้หญิงอุ่นเตียง!”
คำพูดของเจ้าเด็กหนุ่มหน้าขาวตอนแรกก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ไหงช่วงหลังถึงได้ฟังดูคุกคาม หื่นกามแบบนั้นล่ะ
รับรู้ถึงแรงอาฆาตดังกล่าว เอสพูดประดักประเดิด
“เจ้านาย ผู้หญิงคนนี้เปรียบเหมือนกับม้าพยศ เราจำเป็นต้องทำให้เธอจำนนแทบเท้า เมื่อนั้นเราก็จะเป็นใหญ่ ชี้มือไปทางไหนเธอก็จะหันไปทางนั้น เป็นไงครับ ฟังดูไม่เลวเลยใช่ไหม กับข้อเสนอของผม”
สุดท้ายก็ไม่พ้นเรื่องอย่างว่า...เจมส์ถอนหายใจ หยิบ'กล้องกาลเวลา'ออกมา โดยกล้องตัวนี้ถูกใช้แล้วสองเหตุการณ์ด้วยกัน ครั้งหนึ่งคือตอนอยู่ที่สัตหีบ เหตุการณ์มาเฟียอยากได้ที่ทางของเส้นดาย สุดท้ายจึงจบลงด้วยเรื่องราวอันน่าสลด
สองคือเหตุการณ์ในพัทยา หุ้นส่วนร้านอาหารมิชลินไม่พอใจต่อปลายฝน จึงจ้างคนมาลงมือ สุดท้ายพลาดท่าไป อย่างหนึ่งก็เพราะหลักฐานจาก'กล้องกาลเวลา'
เคยมีคำกล่าวว่าความเป็นอมตะมีแต่ในเทพนิยาย ทว่าใครจะคิดด้วยผลเสียด้านลบของอุปกรณ์ขนาดเท่าฝ่ามือ 'กล้องกาลเวลา' ยิ่งถ่ายมากเท่าไหร่ ราวกับว่าใกล้ความเป็นอมตะยิ่งขึ้น
“คอยจับตาดูรอบๆ ไว้ ยืนอยู่ตรงนี้ห้ามไปไหน รอผมเก็บหลักฐานเสร็จ จากนั้นเราจะถอนตัวจากที่นี่” เจมส์กระซิบบอกเอส
ตอนนี้ทั้งคู่ล่องหนด้วยหมวกโบราณ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่บอดี้การ์ดสองคนด้านนอกก็สลบไปแล้ว ขืนยังอยู่ที่นี่นานกว่านี้แล้วมีคนมาพบสองคนนั้น คาดว่าการปิดล้อมสถานที่จะหนาแน่น ดังนั้นจึงต้องรีบปฏิบัติการ ก่อนที่เหตุการณ์จะเดินไปในทางที่ยากลำบาก
เอสพยักหน้ารับ ยืนนิ่งๆ ไม่ขยับไปไหน หากแต่สายตากำลังจดจ้องหญิงสาวดูไบ นามคูร์เมียร่า ราวกับว่าอยากลิ้มรสของความเป็นชาวต่างชาติจากกายอันเย้ายวน
เจมส์เริ่มถ่ายรูป บันทึกวิดีโอ ตามเวลาคร่าวๆ ที่อาคมได้บอกกล่าว อาศัยอุปกรณ์ที่อยู่ในมือ การหาเอกสารแผ่นนั้นดูจะเป็นการเสียเวลา นอกจากนั้นยังไม่สามารถกระทำได้สะดวก
เป็นต้นว่าสองพี่น้องอยู่ในห้อง หากมีการรื้อค้นขึ้นมา ต้องเสียเวลาและอาจทำให้เกิดเสียงดังโครมคราม นอกจากนั้นโอกาสที่จะไม่เจอหลักฐานยังมีอยู่ค่อนข้างมาก
จากนิสัยคร่าวๆ ของคูร์เมียร่า เป็นคนที่ค่อนข้างระมัดระวังตัว บางทีเอกสารฉบับนั้นที่ให้อาคมดูอาจถูกเผาทำลายไปแล้ว ดังนั้นวิธีฉับไวที่สุดในการหาหลักฐานคือ'กล้องกาลเวลา'
ใช้เวลาไม่นานเจมส์เก็บหลักฐานทั้งหมดมาไว้ในมือ ริมฝีปากของเขายกกว้างขึ้น ขณะมองคูร์เมียร่าและนัวร์กำลังคุยกัน
“นี่คือหลักฐานชั้นดี แต่ว่าการจะเอาผิดเธอคงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนที่ใช้เงินซื้อกฏหมายได้ ต้องเล่นงานให้จนตรอกถึงที่สุด!” เจมส์พึมพำกับตัวเอง
เมื่อหมดธุระได้ของที่ต้องการ เขาก็สะกิดไหล่เอสเบาๆ เจ้าเด็กหน้าขาวรู้ตัว กำลังจะเดินไปเปิดประตูออกไปจากที่นี่ แต่แล้วประตูดันถูกเคาะจากด้านนอก ทั้งสองจึงหลบฉากไปอยู่ข้างๆ เตรียมเผชิญสถานการณ์ไม่คาดคิด
คูร์เมียร่าที่กำลังคุยกับน้องชายเลิกคิ้วสูง ไม่ชอบถูกรบกวนเวลาคุยส่วนตัว
“เดี๋ยวผมจัดการเอง” นัวร์แตะมือพี่สาวให้ใจเย็นลง หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นยืน เดินไปที่ประตูแล้วถามคนข้างนอกว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า
“ตอนนี้คนของเราสองคนนอนสลบอยู่หน้าห้อง พวกเรากำลังตรวจสอบหาสาเหตุกันอยู่ หวังว่าท่านทั้งสองจะไม่ออกไปไหน ข้างนอกสถานการณ์ไม่ปกติ รบกวนอยู่ในความสงบ อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย”
“คนสลบหน้าห้อง...” นัวร์ทวนคำ ก่อนจะพูดออกไปว่า “รีบจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เรื่องนี้มาถึงพวกเรา”
“ทราบ!”
จากนั้นนัวร์เดินเข้าไปหาพี่สาว รายงานสถานการณ์ข้างนอก
คูร์เมียร่าดื่มไวน์ ไม่ออกความคิดเห็น คล้ายกับว่าเหตุการณ์เช่นนี้คือเรื่องปกติ
“พี่ครับ เรื่องนี้สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับเจมส์...” นัวร์พูดเสียงเบา
“ประเมินเขาสูงเกินไปแล้ว” คูร์เมียร่าส่ายหน้า
“พี่ไม่เห็นด้วย? แล้วถ้างั้นจะเป็นใคร มันจะต้องเป็นเจมส์สิ เพราะตั้งแต่มาที่นี่ เราก็มีศัตรูเป็นเขาคนเดียว แล้วจะเป็นคนอื่นไปได้ยังไง” เขายังเชื่อมั่นข้อสันนิษฐานของตัวเอง
“เจมส์เป็นคนรวยในสายตานักธุรกิจชาวไทย แต่เขาไม่มีปัญญาทำแบบนี้หรอก ต้องไม่ลืมสิว่าการป้องกันของเราแน่นหนามาก บอดี้การ์ดมากกว่า 20 คนปกป้องชั้นนี้ อีกทั้งทางเข้าออกยังมีอยู่ทางเดียวนั่นก็คือลิฟต์ ส่วนบันไดหนีไฟถูกปิดตายไว้ หากพบการเคลื่อนไหวบริเวณนั้นจะถูกทีมสังหารทันที...”
เว้นเล็กน้อย กล่าวเสริมว่า
“จากความเห็นของพี่ คิดว่าอาจจะเป็น 'ซัลมา' ส่งคนมาดูเรา เพียงแต่ไม่รู้ว่าใช้วิธีไหนเท่านั้นเอง”
“ซัลมา...”
นี่คือชื่อของเศรษฐีน้ำมันจากดูไบ เป็นหุ้นส่วนในบริษัท พวกเขาอยู่ในองค์กรเดียวกัน เรียกได้ว่าเหมือนน้ำกับไฟ
เจมส์และเอสรับฟังเงียบๆ เมื่อข้างนอกวุ่นวาย การซ่อนตัวอยู่ในห้องที่อันตรายที่สุด ก็คือที่ซ่อนที่ปลอดภัยที่สุดนั่นเอง
บอดี้การ์ดพวกนั้นไม่มีทางเดินเข้ามาในห้องนี้เด็ดขาด ไม่งั้นชีวิตของพวกเขาคงต้องจบลง ดังนั้นกล่าวสำหรับเจมส์ ตอนนี้เพียงแค่ต้องรอ
จะว่าไปแล้วการยืนนิ่งๆ นานๆ ก็ดีเหมือนกัน เสื้อที่สวมอยู่รัดแน่นจนแทบบดขยี้กระดูกด้วยผลของ'หมวกล่องหน'เริ่มคลายออก พอให้เขาได้มีเวลาได้พักหายใจ
หลังจากนั้นไม่นานด้านนอกกล่าวว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ และที่สองคนนั้นหลับไปเฉยๆ ไม่พบเข็มยาสลบ หรือสารที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีต่อร่างกาย
“ที่แท้สองคนนั้นง่วงนอนเลยหลับเนี่ยนะ บ้าหรือเปล่า มันคือเรื่องจริงเหรอ ให้ตายสิกลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่มันตายแน่!” พอทราบความจริง นัวร์กัดฟันด้วยความโกรธเพราะลูกน้องไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ต้องอับอายขายหน้า
“เมื่อไม่มีอะไรแล้ว ก็ออกไปข้างนอกเถอะ พี่จะพักผ่อน”
“ครับ”
นัวร์ล่าถอยออกไป
ข้างนอกยังมีบรรยากาศอึมครึม บอดี้การ์ดเดินตรวจตราให้ควั่ก พอเห็นชายหนุ่มรูปงามเดินออกมาจากห้อง พลันจัดระเบียบ เข้าไปอารักษ์ขาประดุจดังเจ้าชายคนหนึ่ง
ภายในห้อง…
“เจ้านาย เธอกำลังจะถอดเสื้อผ้าออก ดูเหมือนว่ากำลังจะเข้าไปอาบน้ำ นี่เป็นโอกาสผมว่าเราอย่าเพิ่งออกไปดีกว่าครับ”
เจมส์อยากจะห้ามเจ้าเด็กหน้าขาวสุดหื่น แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว
คูร์เมียร่าอยู่ในสภาพเปลือยกาย ร่างกายอันสมบูรณ์แบบปรากฏแก่คลองจักษุ ประดุจอัญมณีล้ำค่า พร่างพราวด้วยความเย้ายวน หากแต่ภายในมืดบอด เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูแคลน เรียกได้ว่าเป็นความงามจอมปลอม
รับชมได้ครู่หนึ่ง อาศัยจังหวะที่เธอเข้าไปอาบน้ำเจมส์ลากเอสออกมาจากห้อง แล้วปิดประตูไว้ ค่อยย่องออกมา กลับไปตามโถงเดิมที่เดินเข้า
เอสไม่พอใจอยู่ก็จริง แต่จิตใจของเขาตอนนี้ได้สงบลงเล็กน้อย
การเดินทางวันนี้ได้เปลือยกายตามถนน ได้แอบมองผู้หญิงอาบน้ำ ถามผู้ชายทั่วโลกดูว่าคุณอยากทำไหม เอสสามารถบอกได้ว่าพวกเขาเองก็อยากทำแบบผมนี่แหละครับ ฮี่ฮี่
ประตูลิฟต์คราวนี้มีบอดี้การ์ดยืนอยู่ด้วยกันสองคน ท่าทางขมักเขม้น ดูท่าคงถูกหัวหน้าดุมา การรับผิดชอบจึงกระตือรือร้น อยู่ในอารมณ์เคร่งขรึม
แต่สุดท้ายด้วย'ขลุ่ย'ในมือเจมส์ พวกเขาก็สลบลงไปที่พื้น ไม่หลงเหลือคราบองอาจ ปราศจากการป้องกันอย่างสิ้นเชิง
ประตูลิฟต์ถูกเปิดแล้ว หากแต่ลิฟท์ดันไม่ว่างเปล่า มีคนอยู่ข้างใน สวมชุดบอดี้การ์ด
ทันทีที่ประตูเปิดออก เขาก็พบกับชายสองคนที่สลบเหมือดบนพื้น จึงหยิบวิทยุสื่อสารข้างเอวขึ้นมาเรียกกำลังเสริม
เจมส์ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว จึงล่าถอยเข้าไปในลิฟต์ กระทั่งประตูปิดลงบอดี้การ์ดคนนั้นจึงรู้สึกว่าบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร ครั้นหันไปทางประตูลิฟต์ ก็พบว่ามันได้ปิดลงแล้ว
...........
'ธันเดอร์โบ๊ท' ยามค่ำคืนแสงจันทร์และแสงไฟจากเรือส่องสว่าง ราวกับว่าทั้งคู่กำลังประชันความงาม ดูว่าใครจะสวยเลิศล้ำไปกว่ากัน
กลับขึ้นมาบนเรือ เจมส์ยังรู้สึกตื่นเต้นไม่หาย แม้ร่างกายจะถูก'ล่องหน'แต่เขาไม่ใช่นักล่ามือสังหาร ปฏิบัติการครั้งนี้ย่อมอาจเกิดข้อผิดพลาด ดังนั้นตลอดการลอบเข้าไป เขาจึงทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ
บัดนี้แช่ร่างกายอยู่ในอ่างจากุซซี่ รับรู้ได้ถึงกล้ามเนื้อบอบช้ำจากการบดขยี้ของเสื้อผ้า ยิ่งล่องหนนานเท่าไหร่มันก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้น และเขาไม่รู้เลยว่าหากช้ากว่านี้ไปครึ่งชั่วโมง สภาพร่างกายจะทนรับไหวหรือไม่
หลับตาลงไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินย่ำเข้ามา ลืมตาขึ้นพบกับเนตร อยู่ในชุดชั้นในสีดำลายลูกไม้ ขับเน้นให้ผิวขาวราวหิมะสว่าง กอปรกับลายสักสวยงาม เธอจึงดูน่าค้นหาเป็นพิเศษ
นั่งอยู่ที่ขอบอ่าง เริ่มปลดชุดชั้นในตัวบนและแพนตี้ตัวล่าง หย่อนเท้าลงไปในอ่าง นิ้วเรียวยาวเริ่มลูบไล้อกผึ่งผายของเขา
“เป็นยังไงบ้างคะ ได้เรื่องอะไรหรือเปล่า” พอรู้ว่าเขากลับขึ้นมาบนเรือแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ออกมา เนตรจึงเข้ามาถามไถ่ พลางมอบความอบอุ่นแก่ร่างกายให้ เพราะกลัวว่าเขาจะคิดมาก