ณ ดินแดนภูตสวรรค์ ดวงอาทิตย์เริ่มจะลาลับจากขอบฟ้า แสงสีทองที่ทอประกายในยามเย็นเป็นการย้ำเตือนว่าเวลาของราตรีใกล้จะบรรจบเข้ามาแล้ว หมู่วิหคน้อยใหญ่โผบินกลับรังนอน อากาศที่เคยอบอุ่นเริ่มค่อยๆลดลงอย่างช้าๆ
ในที่สุดความมืดของยามราตรีก็เข้ามาปกคลุมทั่วผืนป่า จันทร์เสี้ยวส่องประกายสีเหลืองนวลออกมาเพียงจางๆเท่านั้น หมู่ดาวต่างแข่งขันกันส่องแสงประกายระยิบระยับอยู่ทั่วท้องฟ้าอันมืดมิด หมู่สัตว์ป่าและสัตว์อสูรบางสายพันธุ์ก็เริ่มถึงเวลาที่จะออกหากิน เสียงของหมาป่าเห่าหอนดังกังวานไปไกลหลายกิโลเมตร เมื่อตัวแรกเริ่มเห่าหอนตัวที่สองก็เริ่มเห่าหอนขานรับ จนในที่สุดเสียงเห่าหอนของมันก็ดังส่งต่อกันเป็นทอดๆ
แอเรียสนั่งอยู่บนกิ่งไม้ขนาดใหญ่กิ่งหนึ่งด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ แม้บนต้นไม้จะรู้สึกเหน็บหนาวอยู่บ้างแต่มันก็คงดีกว่าไปนั่งเสี่ยงอันตรายอยู่กับพื้นดินเบื้องล่าง ยามที่เขาหลับใหลไปเขาไม่อาจจะรับรู้ได้เลยว่ามีสัตว์อสูรตัวไหนผ่านทางมาบริเวณนี้บ้าง การก่อกองไฟเอาไว้แม้จะเป็นการขับไล่สัตว์ป่าให้ออกห่างจากบริเวณที่เขาอยู่ได้ แต่กองไฟเหล่านั้นไม่สามารถขับไล่สัตว์อสูรได้
แอเรียสหาได้มีความสะทกสะท้านหรือเกรงกลัวต่อเสียงเห่าหอนของหมาป่าพวกนั้นไม่ ฟังจากเสียงของมันแล้วคงไม่ใช่เพียงฝูงหมาป่าธรรมดาเป็นแน่ มันคงเป็นเสียงของสัตว์อสูรประเภทหมาป่าบางชนิดที่มีอาณาเขตหากินอยู่บริเวณไม่ห่างไปจากที่นี่มากนัก
เขาเลิกให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างก่อนจะนำอาหารออกมาจากแหวนมิติ แม้จะเป็นนักเวทแต่ก็ใช่ว่าจะอยู่ได้โดยไม่ต้องดื่มกินอะไร มีเพียงพวกนักเวทระดับสูงเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการอาศัยการดูดซับไอเวทเพียงอย่างเดียว แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ส่วนใหญ่แล้วนักเวทระดับสูงก็ยังคงดื่มและกินอาหารเหมือนกับนักเวททั่วไปอยู่ดี
อาหารที่แอเรียสนำออกมาคือน่องไก่ย่างกลิ่นหอมชวนยั่วน้ำลายน่องหนึ่ง มันเป็นอาหารที่มาเรียทำไว้ให้กับเขาก่อนที่จะเข้ามายังดินแดนภูตสวรรค์แห่งนี้ เขากัดไปที่น่องไก่ในมือด้วยความหิว นี่นับเป็นอาหารมื้อแรกตั้งแต่เขาเข้ามายังดินแดนภูตสวรรค์แห่งนี้ก็ว่าได้ รสชาติของเนื้อไก่ที่ถูกปรุงรสมาเป็นอย่างดีแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของลิ้น รสชาติของมันกลมกล่อมไม่ต่างจากอาหารที่เขาได้กินยามที่อยู่ในตระกูลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนลง ถึงแม้จะแข็งแกร่งแต่เขาก็เองก็ต้องการเวลาพักผ่อนเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป แอเรียสหาวออกมาก่อนจะหลับตาลงอย่างช้าๆ
แต่ยังไม่ทันถึงสิบนาทีที่แอเรียสเริ่มเข้าสู่ห้วงนิทราเขาก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงของฝูงหมาป่าดังมาจากทิศทางที่ไม่ห่างไกลไปจากจุดที่เขาอยู่มากนัก แอเรียสนั้นเป็นคนที่มักจะระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาแม้แต่ในยามที่เข้าสู่ห้วงนิทรา โดยเฉพาะการหลับอยู่ใจกลางป่าเช่นนี้จะต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษเพราะเขาไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีศัตรูเข้ามาโจมตีตอนไหนบ้าง
หากคาดเดามันคงจะเป็นหมาป่าฝูงเดียวกันกับฝูงที่พึ่งเห่าหอนดังก้องไปทั่วผืนป่าเมื่อครู่ ฟังจากเสียงของพวกมันแล้วหากไม่เจอศัตรูที่กำลังคุกคามฝูงก็คงจะพบเจอเหยื่อของพวกมันในคืนนี้แล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปตามการคาดเดาเพราะเพียงไม่นานก็มีเสียงปะทะระหว่างฝูงหมาป่ากับบางสิ่งขึ้น แอเรียสเกือบจะเลิกให้ความสนใจพวกมันแล้วหากไม่ใช่เป็นเพราะว่าเสียงการต่อสู้ของฝูงหมาป่าฝูงนั้นกลับเข้าใกล้เขามาเรื่อยๆ
“ ทำไมพวกมันถึงมุ่งหน้ามาทางนี้กัน? “
แม้ความมืดจะทำให้เขาไม่อาจจะมองเห็นเหตุการณ์แต่หูของเขาก็ยังคงสดับรับฟังเสียงรอบข้างได้เป็นอย่างดี
เสียงฝีเท้าของฝูงหมาป่าเข้าเริ่มเข้าใกล้ทิศทางที่แอเรียสอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่เหมือนจะอยู่หน้าสุดของฝูงหมาป่า มันคงจะเป็นเหยื่อที่ฝูงหมาป่ากำลังไล่ล่าอยู่ในเวลานี้ เสียงปะทะของฝูงหมาป่ากับเหยื่อของมันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าเหยื่อของมันอาจจะเป็นสัตว์อสูรระดับสูงพลัดถิ่นสักตัวหนึ่งที่หลงมาในถิ่นของหมาป่าฝูงนี้เพราะหากเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำหรือระดับกลางมันคงจะต้องตกตายภายใต้คมเขี้ยวของฝูงสัตว์อสูรสายพันธุ์หมาป่าพวกนี้ไปแล้ว
“ บ้าเอ๊ย !! นี่มันจะชักนำฝูงหมาป่ามาหาข้าหรืออย่างไรกัน “
แอเรียสขมวดคิ้วจ้องมองไปยังทิศทางของเสียงการไล่ล่าที่เริ่มใกล้เข้ายังทิศทางที่เขาอยู่เรื่อยๆ ฟังจากเสียงของมันแล้วมันอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตรด้วยซ้ำไป ทักษะมังกรซ่อนเมฆาถูกใช้ออกมาในทันที แม้ปกติแอเรียสจะใช้ทักษะมังกรซ่อนเมฆาเพียงเพื่อปกปิดระดับพลังเวทแต่ความจริงแล้วอาจจะพูดได้เต็มปากเลยว่านั่นเป็นการใช้ทักษะระดับปฐพีไปอย่างเสียเปล่า ทักษะมังกรซ่อนเมฆานั้นมันมีประโยชน์มากที่สุดคือการซ่อนตัวและการลอบสังหาร มันนับเป็นทักษะชั้นยอดของเหล่านักฆ่าเลยก็ว่าได้ เพียงแต่แอเรียสกลับใช้มันเพียงแค่ความสามารถเล็กๆน้อยๆในการปกปิดระดับพลังเท่านั้น ทันทีที่ทักษะมังกรซ่อนเมฆาถูกเรียกใช้ออกมากลิ่นอายและตัวตนของแอเรียสก็ค่อยๆจางหายไปในทันที มันราวกับตัวตนของแอเรียสถูกลบหายไปจากที่แห่งนี้เลยก็ว่าได้
แอเรียสนั่งนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ไร้ซึ่งการไหวติงใดๆ ในที่สุดเขาก็เริ่มมองเห็นรูปร่างของฝูงหมาป่าได้บ้างแล้ว แม้จะเป็นร่างของมันจะเป็นเพียงเงาเลือนรางท่ามกลางความมืดแต่แอเรียสก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือฝูงของหมาป่าเท้าอัคคี ขนสีขาวอันโดดเด่นของมันตัดกับสีดำของยามราตรีเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้แอเรียสรับรู้ได้ทันทีว่าพวกมันคือหมาป่าเท้าอัคคีหาใช่เพราะขนสีขาวของมันแต่กลับเป็นเปลวเพลิงสีแดงที่กำลังลุกโชนอยู่ที่อุ้งเท้าทั้งสี่ข้างของมัน
“ นั่นมัน..หรือว่าจะเป็นมนุษย์“
แอเรียสเพ่งมองไปยังร่างที่ตกเป็นเหยื่อของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีในเวลานี้ แสงสว่างจากเปลวเพลิงที่ลุกโชนมาจากเท้าของหมาป่าเท้าอัคคีส่องให้เห็นถึงรูปร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยเลือดและบาดแผล แม้บาดแผลเหล่านั้นอาจจะไม่ถึงกับเรียกได้ว่าสาหัสแต่สภาพของคนผู้นั้นก็เรียกได้ว่าย่ำแย่นัก
หมาป่าเท้าอัคคีตัวหนึ่งกระโจนเข้าโจมตีมนุษย์ผู้นั้นพร้อมกับคำรามออกมา ปากของมันเผยให้เห็นคมเขี้ยวอันแหลมคมราวกับใบมีดที่พร้อมจะปลิดชีพร่างของเหยื่อผู้นั้นลงในทันที แรงกัดของมันนั้นมีมากพอที่จะสามารถสังหารมนุษย์คนหนึ่งลงได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
กำแพงวายุ !!
แม้ร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ปฏิกิริยาในการต่อสู้ของมนุษย์ผู้นั้นก็ยังคงเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เขารีดเค้นพลังเวททั้งหมดที่มีอยู่ภายในร่างออกมาพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ร่ายเวทออกมาอย่างรวดเร็ว ไอเวทสีเขียวแผ่รัศมีจางๆออกมาจากฝ่ามือนั้น มันก่อตัวกลายเป็นสายลมที่ทำหน้าที่คล้ายเกราะกำบังเพื่อป้องกันร่างของเขาจากการโจมตีของหมาป่าเท้าอัคคีตัวนั้นเป็นอย่างดี
คมเขี้ยวของหมาป่าเท้าอัคคีไม่สามารถโจมตีฝ่ากำแพงวายุมาได้ มันถูกแรงลมกระแทกให้กระเด็นกลับไปด้านหลังในทันที ร่างของหมาป่าเท้าอัคคีตัวนั้นเซลงไปที่พื้นเล็กน้อย มีโลหิตบางส่วนที่ไหลออกมาจากปากของมัน เมื่อนักเวทมีพลังที่แข็งแกร่งมากพอและเชี่ยวชาญในธาตุวายุมากพอ กำแพงวายุจะไม่ใช่ทักษะที่ทำหน้าที่เพียงป้องกันเท่านั้นแต่มันยังสามารถสะท้อนการโจมตีกลับไปได้ด้วย
ไม่จำเป็นที่จะต้องก่อศึกยืดยื้อที่ไม่มีหนทางชนะ ทันทีที่ป้องกันการโจมตีจากหมาป่าเท้าอัคคีได้เขาก็เริ่มหลบหนีต่อในทันที การเคลื่อนไหวของเขาดูไม่มีความมั่นคงสักเท่าไหร่นัก บาดแผลทั่วร่างเริ่มสร้างความเจ็บปวดให้กับเขามากขึ้นไปทุกที ยิ่งเคลื่อนไหวมันก็ยิ่งมีบาดแผลบางส่วนที่ฉีกออก เสียงหอบหายใจดังถี่ขึ้นทุกขณะที่เขาออกกำลัง พลังเวทภายในร่างของเขาตอนนี้เหือดแห้งไปจนเกือบจะหมดสิ้น การต่อสู้กับฝูงหมาป่าเท้าอัคคีเจ็ดตัวที่มีสมาชิกในฝูงสี่ตัวเป็นสัตว์อสูรระดับสูงและอีกสามตัวเป็นสัตว์อสูรระดับกลางหาใช่เรื่องที่เขาจะสามารถทำได้ง่ายๆเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือเจ้าตัวจ่าฝูงที่ระดับพลังของมันใกล้เคียงกับสัตว์อสูรระดับปีศาจ เพียงแค่การเอาชีวิตรอดมาได้ถึงตอนนี้ก็นับว่าดีมากแค่ไหนแล้ว
หมาป่าเท้าอัคคีตัวที่ถูกกำแพงวายุผลักให้กระเด็นออกไปคำรามด้วยความโกรธทันที สายตาของมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือด มันคำรามออกมาเสียงดังก้องไปทั่วทั่วผืนป่า
ทันใดนั้นหมาป่าเท้าอัคคีตัวจ่าฝูงก็วิ่งออกไปด้วยความเร็วที่มากกว่าหมาป่าเท้าอัคคีตัวไหนๆ มันกางกรงเล็บอันแหลมคมออกมาพร้อมกับโจมตีไปที่แผ่นหลังของมนุษย์ผู้นั้นในทันที
ไม่มีเวลาแม้แต่จะรีดเค้นเอาพลังเวทที่แสนเหือดแห้งภายในร่างออกมาใช้ ความเร็วของหมาป่าเท้าอัคคีที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจทำให้มนุษย์ผู้นั้นรับได้ทันทีว่าที่ผ่านมาพวกมันเพียงเล่นสนุกกับการไล่ล่าเขาเท่านั้น ความเร็วระดับนี้มันน่าจะสังหารเขาไปได้ตั้งนานแล้ว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขาแต่มันไม่อาจจะเท่ากับความเจ็บปวดในจิตใจของเขาเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าเขาแบกภาระที่หนักอึ้งของตระกูลไว้มากเพียงใด หากเขาต้องมาตกตายอย่างไร้ค่าเช่นนี้เขาก็ไม่รู้เลยว่าอนาคตของตระกูลจะเป็นเช่นไรต่อไป ตระกูลของเขามีทายาทคือเขาคนเดียวเท่านั้น แล้วหากทายาทเพียงคนเดียวนั้นต้องมาตกตายยังต่างแดนเช่นนี้มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจนัก
“ ท่านปู่ข้าขอโทษ.. “
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่มีอยู่ในจิตใจ เขารู้ดีว่าเหล่ามัจจุราชที่กำลังล้อมรอบร่างของเขามันพร้อมที่จะปลิดชีพเขาได้ทุกเมื่อ เขาหลับตาลงอย่างช้าๆพร้อมกับหยดน้ำตาเล็กๆที่ไม่รู้มันไหลออกมาจากดวงตาของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้นานเท่าไหร่แล้วที่หยดน้ำตาแห่งความเสียใจนี้ไม่เคยไหลมาจากดวงตาของเขา มันเป็นความเสียใจที่ต้องจากไปจากผู้ที่เขารักตลอดกาล หากเลือกได้เขาคงไม่อยากจะมีจุดจบเช่นนี้
“ ไม่เป็นไรหรอกหลานชายคิกๆๆ “
เสียงพูดคุยอย่างอารมณ์ดีของแอเรียสที่แทรกขึ้นมาช่างไม่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย เมื่อแอเรียสมาถึงสมรภูมิการต่อสู้หัวของหมาป่าเท้าอัคคีตัวหนึ่งถูกแยกส่วนออกจากร่างกายของมันในทันที มันไม่ทันจะได้รับรู้ด้วยซ้ำว่ามัจจุราชที่พรากเอาชีวิตไปจากมันคือผู้ใด