อาณาเขตของสุสานหลังเขานั้นกว้างใหญ่ มีหลุมศพมากมายเรียงรายนับร้อยหลุม ในแต่ละหลุมนั้นกลับดูใหญ่และหรูหรายิ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อน คงจะเป็ตระกูลใหญ่เลยทีเดียวที่สามารถฝังรวมกันได้ขนาดนี้
" โอ้โห นี่เขาไม่เรียกว่าสุสานหรอกนะ นี่มันขุมสมบัติชัดๆเลย พลังหยินก็มากขนาดนี้คงเป็พวก ผู้ดีตระกูลเก่าแก่นั่นแหละ พวกนี้น่ะชอบทำบุญทำทานเอาหน้า แต่จะทำบุญทำทานเอาหน้าขนาดไหนก็ยังเรียกว่าทำบุญทำทานสั่งสมบูรณ์บารมีอยู่ดีเขาเรียกว่าบุญกรรมคนละสวนกัน " ซ่งซิงเหลียนอธิบายให้กับลูกสมุนทั้งสองตัวที่มองกลิ่นอายพลังหยินน้ำลายไหลออกมาจากมุมจะงอยปากทั้งสอง
" จิ๊บๆๆ " กินสักคำได้ไหมเ้านาย ทำไมฉันรู้สึกว่ามันน่ากินกว่าพวกพลังิญญาจากสมบัติพวกนั้นล่ะ เสี่ยวเฟยพยักหน้าหงึกๆอยากเห็นด้วยกับเ้าเสี่ยวฝาน
" พวกเธอเคยได้ยินไหม ร้อยปักษาคำนับหงส์ พวกเธอก็อยู่ในตระกูลของสัตว์ปีก เรียกได้ว่าเป็ลูกหลานของหงส์ หงส์เป็สัตว์มงคลของ์ มีพลังหยาง พวกภูติผีต่างก็กลัว และพวกิญญานั้นน่ะเป็อาหารของหงส์ ไม่แปลกใจเลยที่พวกเธอจะไวต่อพลังหยินที่เป็อาหารชั้นยอด "
" กุ๊กกกๆ " จริงหรือเ้านายถ้าอย่างนั้นพวกผีก็เป็อาหารของพวกเราน่ะสิ
" จะว่าอย่างนั้นก็ได้แต่จะกินมั่วๆไม่ได้หรอกนะ ถ้าเกิดไปกินิญญาที่มีกรรมดีเข้าผลจะย้อนกลับเข้าตัวนะสิ เพราะอย่างนั้นพวกเธอก็ลองดูดีๆว่า ผีตัวไหนที่มีกรรมชั่ว ผีตัวไหนที่มีกรรมดี ฉันเคยสอนแล้วไม่ใช่หรือ "
" จิ๊บบๆ " อันนี้ไม่เห็นยากเลยเ้านาย แค่ัักลิ่นอายพลังก็รู้แล้ว พวกมันทั้งสองตัวแยกแยะกลิ่นอายความชั่วและความดีได้แล้ว กลิ่นอายของพลังที่ชั่วร้าย จะเชิญชวนให้พวกมันน้ำลายสออยู่เสมอ กลับกันกับิญญาที่มีความดีที่พวกมันเคยเจอกับส่งกลิ่นอายการปลอบประโลน เหมือนกับอยู่ความบริสุทธิ์
ของน่ากินขนาดนี้ไม่กินได้ยังไงกัน
" ไหนดูซิมีผีกี่ตัวกันที่นายกินได้ อั๊ยยหย๊าพวกเธอทั้ง 2 ตัวนี้โชคดีสุดๆ ผีทั้งหมดพวกนายกินได้ "
" กุ๊กๆๆๆ " พวกเราแบ่งให้เท่าๆกันนะ เสี่ยวฝาน
" จิ๊บๆๆๆๆ " จริงหรือรุ่นพี่ แต่ เ้ารุ่นพี่เป็คนเจอนะ เอาให้มากกว่าฉันเถอะ
" กุ๊กๆๆ " ไม่ได้หรอก ฉันยุติธรรมพอ แบ่งให้เท่ากันหรือดีที่สุดแล้ว ถ้าเกิดครั้งหน้าเป็เ้าเสี่ยวฝานที่เจอเดี๋ยวมันจะไม่ได้ส่วนแบ่งนะสิ ต้องแสดงความมีน้ำใจในการเป็รุ่นพี่ก่อน
" จิ๊บๆๆ " ขอบคุณรุ่นพี่ เสี่ยวฝาน ดีใจสุดๆดูเหมือนว่ามันจะได้การยอมรับจากรุ่นพี่แล้ว โดยไม่รู้เลยว่ามันเสียรู้รุ่นพี่ไก่ของมันแล้ว
ซ่งซิงเหลียนมองรุ่นพี่รุ่นน้องสองตัวที่แบ่งสรรปันส่วนพลังกันอย่างคึกคัก ก็นะ พลังหยินพวกนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรมากนักสำหรับเธอ แต่ว่าต้องรวบรวมเอาไว้สักหน่อยเผื่อได้ใช้ประโยชน์คราวหน้า แล้วเ้าผีตัวนั้นล่ะ ซ่งซิงเหลียนใช้จิตัั ตรวจบริเวณสุสานอันใหญ่โตกว้างขวางนี้ก็ไม่เจอิญญาดวงนั้นเลย แสดงให้เห็นว่าสุสานแห่งนี้เป็ที่รวบรวมผีร้ายไม่น้อยเลยเพราะสามารถกดขุมพลังิญญาภูตผีที่บริสุทธิ์ ดวงนั้นได้ จะเรียกว่า ิญญาดวงนั้น หาที่พึ่งหรือหาความตายรอบสองกันแน่
ิญญาที่บริสุทธิ์ขนาดนั้น ไม่ว่าอยู่ไหน ก็ไม่เป็อันตรายตุ่์ แต่ถ้าหากไปอยู่ใกล้ิญญาร้ายล่ะก็ มันอาจจะถูกิญญาร้ายกลืนกินเวลาไหนก็ได้ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าฉลาดหรือโง่ดี
" กุ๊กๆๆๆๆ " เอายังไงกันดีเ้านายเริ่มลงมือเลยไหม
" จะรออะไรอยู่ล่ะ "
ซ่งซิงเหลียนทำท่าวชิระ แล้วร่ายคาถาครอบคลุมกักขังดวงิญญาทั้งหมดในสุสาน โดยที่พวกิญญาภูติผีนั้นไม่รู้สึกเลยสักนิดว่ามีโจรเข้าปล้น บ้านตนเองแล้ว คนดีๆที่ไหนจะปล้นสุสานผี พวกิญญาภูติผีในสุสานตระกูลนี้ ไม่เคยชะล่าใจสักนิด ก็เพราะว่าที่แห่งนี้ ถูกสร้างโดยนักพรตที่เก่งกาจที่สุดในยุคสมัยนั้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทำให้ค่ายกลที่ทำงานอยู่ในสุสานแห่งนี้ ไม่ใช่แค่มีประโยชน์เสริมดวงให้ลูกหลานในภายภาคหน้า เจริญรุ่งเรือง แต่ก็ยังดูดกลืนพลังของฟ้าดิน ส่งเสริมพวกภูติผี ิญญาบรรพบุรุษในนี้ด้วย
อีกทั้งยังช่วยหลบหลีก กรรมที่พวกมันเคยทำไว้ในเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ทำให้นอกจากกลายเป็ิญญาบรรพบุรุษแล้วยังกลายเป็ภูติผีร้ายอีกด้วย ไม่เพียงแต่สามารถยังล่องลอยในโลกมนุษย์นี้ได้ ยังสามารถไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ คอยดูดกลืนพลังิญญามนุษย์หรือิญญาภูติผีที่ดีด้วย เพื่อส่งเสริมพลังของตัวเอง
ตาข่ายสีทองครอบคลุมทั่วหุบเขา แห่งนี้ เมื่อกระทบกับพื้นดิน ก่อเกิดเป็เส้นแสงสีทองตอกตรึงดวงิญญาหลายสิบตนในสุสานทำให้พวกมันรู้สึกตัวว่า ได้ถูกผู้มีอาคมแกร่งกล้า จับตัวไว้แล้ว
" ใคร ใครกล้านะ ถึงกับมีนักพรตที่อาคมแข็งกล้าขนาดนี้เข้ามาในสุสานตระกูลได้ "
" รีบหนีเร็วเข้าไปแจ้งหัวหน้าตระกูล "
" เป็นักพรตพวกมันอยู่ตรงไหนมีผู้บุกรุก "
เสียงแซงแซ่ของเหล่าิญญาภูติผีร้าย ที่พยายามหลบหนีแต่ก็ไม่สามารถทำได้พวกมันขยับตัวไม่ได้เลยสักนิด เพราะถูกพลังหยางกดข่มเอาไว้อย่างแ่ามีแต่เสียงกรีดร้องออกจากปากอย่างโหยหวนและทรมานเท่านั้น ทันทีที่ถูกพลังหยางบริสุทธิ์ดุจดวงตะวันกล้าตอกตรึงกดข่มเอาไว้พวกมันรู้สึกร้อนรุ่มจนดวงิญญาที่ถูกเผาไหม้แทบจะสลายไปแต่กลับไม่ถูกสลายไปซะอย่างนั้นนี่แสดงว่าพวกมันกำลังจะกลายเป็อาหารของ ใครบางคน
พวกมันเคยแต่ไปดูดกลืนพลังิญญาของมนุษย์หรือภูติผีตนอื่นวันนี้มันกลับกลายเป็ภูติผีที่กำลังจะกลายเป็อาหารของภูติผีอีกตัวซะเอง นี่ไม่ใช่กรรมหรือ กรรมสนองกรรม
" นั่นพวกมันอยู่นั่น "
" เ้ามนุษย์น้อยช่างกล้าบุกสุสานตระกูลข้า "
ิญญาภูติผีร้ายตนหนึ่งส่งเสียงกรีดร้องอย่างโมโหโกรธเปรี้ยว ทำให้ิญญาของมันที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวไปด้วยไอพลังชั่วร้ายเงาสีดำทะมึนกายกลายเป็รูปเป็ร่าง ที่มีแต่หัวกะโหลก และร่างกายเน่าเฟะ ไม่สามารถคงรูปร่าง ความเป็มนุษย์แต่เดิมได้
ภาพนั้นกลับทำให้ซ่งซิงเหลียนและเ้าเสี่ยวเฟยเสี่ยวฟาน มองอย่างงวย กับภาพที่ไม่สามารถคงรูปร่างความเป็มนุษย์แต่เดิมแต่กลับกลายเป็อสูรกายผีร้ายซะอย่างนั้น นี่แสดงภาพแบบนี้ให้มันเห็นทำไมมันไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดกลับกันยิ่งทำให้พวกมันน้ำลายไหลกว่าเดิมอีก
" จิ๊บๆๆๆ " น่ากินกว่าเดิมอีก เ้าพวกผีนี่ มีอายุมาหลายร้อยปีเปล่าๆทำไมไม่มีสมองซะเลย
" กุ๊กๆๆ " มันจะมีสมองได้ยังไงสมองก็ต้องอยู่กับร่างน่ะสิ เ้าไก่เสี่ยวเฟยแย้งอย่างไม่เห็นด้วยสมองก็ต้องตายไปกับร่างน่ะสิ แสดงให้เห็นว่าตอนที่พวกภูติผีร้ายพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่สมองก็คงไม่ดีสักเท่าไหร่ เหมือนสุภาษิตที่เ้านายตัวน้อยเคยพูดให้ฟังว่า ตายไปก็เอาอะไรตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่สมอง
ฉลาดเท่าไหร่ตายไปก็คงจะฉลาดเท่านั้นไม่มีทางฉลาดขึ้นมามากกว่าเดิมหรอก
สองรุ่นพี่รุ่นน้องได้แต่พยักหน้าด้วยความเข้าใจตรงกัน
มองรุ่นพี่รุ่นน้องสองตัวที่มีเข้าใจตรงกันทั้งสองแล้วมองดวงจันทร์ที่เฉิดฉายแสงในคืนนี้ ที่เริ่มถูกเมฆดำบดบัง ใช่เธอตั้งค่ายกลเอาไว้เองเพื่อให้ทั้งสองตัว ได้กินอาหารอันเลิศรส จานใหญ่นี้ การบดบังแสงจันทร์ก็เหมือนกับการบดบังพลังหยินและเมื่อบดบังพลังหยินจากฟ้าดินก็ย่อมทำให้พลังหยินที่ถูกรวบรวมไว้ในสุสานแห่งนี้ ไม่ให้ถูกพลังหยินที่อื่นดูดพลังออกไปอีก เรียกง่ายๆได้ว่าจะไม่ยอมให้ใครมาชุบมือเปิบอาหารเลิศรสของทั้ง สองตัวนี้แน่นอน
เป็เ้านายที่ดีขนาดนี้เลยนะเนี่ย
" กุ๊กๆๆ/จิ้บๆๆๆ " เริ่มกินเลยนะเ้านาย
เมื่อได้สัญญาณตอบรับจากเ้านายตัวน้อย เสี่ยวเฟยและเสี่ยวฝาน ก็กระโจนเข้าสุสานแห่งนั้นทันที รูปร่างจากทั้งที่เหมือนไก่และไม่เหมือนนกของทั้งสอง กลายร่างเป็จิติญญาสีแดงเพลิง จิกกินดวงิญญาเ่าั้ อย่างบ้าคลั่ง เรียกได้ว่าิญญาภูติผีร้ายพวกนั้นไม่สามารถต่อสู้กับพวกมันทั้งได้เลยแม้แต่นิดเดียว จวบจนจิติญญาสีแดงของทั้งสอง อิ่มจนไม่ขยันมากขยับตัวได้ ซ่งซิงเหลียนจึงได้ใช้ อาคม บีบสลายดวงิญญาเ่าั้ให้กลายเป็เพียงพลังหยิน แล้วกักขังเอาไว้ในมุกเม็ดงามสีดำสนิทเท่านั้น
เก็บไว้ให้พวกนายกินคราวหน้า
มองเ้า 2 ตัวที่ค่อยๆกลับเข้าสู่ร่างเนื้อ จิติญญาสีแดงเพลิงทั้งสอง ก็ค่อยๆ หลอมรวมเข้าสู่ร่างเนื้อของพวกมันเช่นเดิม
" เอื้อก/เอือก "
เสียงเร่อเพราะความอิ่มของเ้าลูกสมุนทั้งสอง ทำให้เ้านายแบบเธอมองพวกมันอย่างเอือมระอา กับความตกละที่ไม่รู้ใครสั่งใครสอนมา กินก็ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ
วี๊ด
" ออกมาได้แล้วจะซ่อนตัวไปถึงไหน "
" แฮ่ๆๆท่านเซียนน้อย " เงาสีแดงโปร่งใสที่หลบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้นั้น สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆแง้มออกมามอง เธออย่างกล้าๆกลัวๆ