นับจากวันที่ไปดูหนังด้วยกันก็ผ่านมาสามวันแล้วที่ธัญรดาปฏิเสธจะออกไปเที่ยวข้างนอกกับนพกรเธอรับโทรศัพท์และยินดีต้อนรับเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสยามที่ชายหนุ่มมาหาถึงบ้านแต่ก็ไม่ยอมออกไปไหนมาไหนด้วยสักครั้งจนนพกรต้องกลับไปด้วยความหงุดหงิดตลอด
หญิงสาวไม่ได้โกรธเกลียดอะไรอีกฝ่ายเลยแต่ที่ไม่ยอมรับนัดก็เพราะทำตามความรู้สึกของตนเองเป็หลักเธอไม่อยากออกไปเที่ยวกับใครก็จะไม่ไป โดยไม่สนใจเลยว่าอีกฝ่ายจะโกรธและเลิกคบหากันไปเลยหรือไม่ก็ตามนั่นไม่ใช่เพราะว่าเธอมีผู้ชายมาให้เลือกเยอะเลยไม่ต้องแคร์ใครแต่เป็เพราะเธอให้ความสำคัญเพียงแค่เพื่อนคนหนึ่งเท่านั้นต่างหาก ซึ่งถ้าใครคิดจะถอยห่างก็เป็สิทธิ์ของคนๆนั้น
วันนี้ธัญรดาเข้าไปดูแลร้านทองเหมือนเช่นทุกวันและขนเอาเสื้อผ้าของตนเองที่ไม่ใส่แล้วซึ่งจะขายเป็เสื้อผ้ามือสองทางเว็บออนไลน์ไปเพิ่มด้วยหญิงสาวขับรถมาถึงหน้าร้านก็ต้องหน้ายู่อย่างเซ็งๆ นิดหน่อยเพราะไม่มีที่จอดรถหน้าร้านเหลืออยู่เลยครั้นจะไปจอดที่อื่นก็ไม่อยากเดินไกลเธอจึงตัดสินใจขับรถเข้าไปจอดที่หน้าร้านหนังสือมุมสบายเสียเลยโดยคิดว่าจอดแค่ไม่ถึงชั่วโมงก็ไม่น่าจะเป็ไร
พอจอดรถเสร็จธัญรดาก็หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเดินเข้าร้านทองไปซึ่งมียามผู้ชายวัยกลางคนที่บิดาเธอจ้างมาเฝ้าหน้าร้านลุกมาเปิดประตูให้ ภายในร้านมีลูกค้าสามรายกำลังเลือกซื้อทองกันอยู่ใหม่กับจินช่วยกันดูแลอย่างระมัดระวังมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ปล้นทองในคราวก่อนหญิงสาวไขกุญแจเปิดประตูเหล็กเข้าไปด้านในของเคาน์เตอร์เธอวางกระเป๋าลงแล้วเดินเข้าไปช่วยลูกจ้างทั้งสองดูแลลูกค้าอย่างคล่องแคล่วและเมื่อลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้ว สามสาวก็พากันเดินเข้าไปด้านในของร้านทิ้งให้ยามเฝ้าอยู่เพียงลำพัง
“เสื้อผ้าในกระเป๋านี้ฉันถ่ายรูปเอาลงเว็บหมดแล้วนะถ้ามีออเดอร์สั่งเข้ามาพวกเธอก็จัดการส่งให้ลูกค้าได้เลย”ธัญรดาบอกพลางรูดซิปกระเป๋าออกแล้วหยิบเสื้อผ้า้าออกมาสองชุดส่งให้ลูกจ้างสาวทั้งสองคน“เอ้านี่...สองตัวนี้ฉันยกให้เธอสองคนเดรสสีเขียวอ่อนตัวนี้ฉันคิดว่าเหมาะกับใหม่มากนะส่วนเดรสสีเหลืองตัวนี้ฉันว่าเหมาะกับจิน”
“ขอบคุณค่ะคุณรดา” สองสาวยกมือไหว้พร้อมกล่าวขอบคุณ แล้วรับเสื้อผ้าที่นายจ้างสาวยื่นให้อย่างดีใจเพราะถึงแม้เสื้อผ้าที่ธัญรดาให้จะเป็ของที่ใช้แล้วแต่ก็เป็ของดีมียี่ห้อ ที่ลูกจ้างธรรมดาอย่างพวกเธอไม่มีวันซื้อมาใส่ได้อีกทั้งของที่อีกฝ่ายให้ก็อยู่ในสภาพที่ดีมากจนเหมือนใหม่เลยทีเดียว เนื่องจากบางชุดที่หญิงสาวเอามาให้นั้นใส่ไปได้แค่ครั้งเดียวเอง
“ชอบไหม ฉันคิดว่าฉันเลือกให้เข้ากับพวกเธอที่สุดแล้วนะ”
“พวกเราชอบมากค่ะคุณรดา” ใหม่ตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางยกชุดขึ้นทาบลำตัวด้วยความพอใจจินเองก็ทำตามบ้างและบอกเสียงใสด้วยความเชื่อมั่น
“พวกเราเชื่อมั่นในรสนิยมของคุณรดาค่ะชุดไหนที่คุณรดาบอกว่าเหมาะกับพวกเราก็ต้องเหมาะอย่างแน่นอน”
“แหม...ขอบใจนะที่เชื่อมั่นในสายตาของฉัน” ธัญรดาลูบแก้มตัวเองด้วยความปลื้มใจ เมื่อชื่นชมเสื้อผ้ากันจนพอใจแล้วหญิงสาวก็ถามถึงเื่งานภายในร้านว่ามีอะไรติดขัดหรือบกพร่องบ้างหรือเปล่าก่อนจะขึ้นไปทำงานที่ชั้นสองซึ่งงานของเธอก็ไม่มีอะไรมากนอกจากทำบัญชีนั่งเฝ้าจอมอนิเตอร์ที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้หน้าร้านเท่านั้น
ธัญรดาอยู่ที่ร้านจนกระทั่งถึงเวลาปิดร้านเมื่อยามที่พิชิตจ้างมากลับบ้านไปแล้ว ใหม่ก็เดินไปล็อกประตูกระจกทันทีและแขวนป้ายคำว่าปิดโชว์เอาไว้ที่หน้าร้านจากนั้นทั้งสามสาวก็ช่วยกันเก็บทองทั้งหมดในตู้โชว์เอาขึ้นไปเก็บไว้ในตู้เซฟในห้องทำงานของธัญรดาบนชั้นสองเพื่อความปลอดภัยหญิงสาวเดินออกจากห้องมาเป็คนสุดท้ายก็จัดการปิดประตูและล็อกไว้อย่างแ่าก่อนจะหันมาบอกกับสองสาว
“ฉันกลับก่อนนะถ้ามีเื่อะไรเกิดขึ้นก็โทรหาฉันได้ตลอดเวลาเลยนะ”
“ค่ะคุณรดา” ใหม่กับจินรับคำพร้อมกันเสียงใส
ธัญรดาเดินออกมาจากร้านทองก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นศันลิตาเ้าของร้านหนังสือมุมสบายบุ๊คเซ็นเตอร์ยืนกอดอกหน้าตูมอยู่ใกล้ๆกับหน้ากระโปรงรถของเธอ สองสาวจ้องตากันก่อนหญิงสาวจะเดินเข้าไปใกล้แล้วถามเสียงห้วนนิดๆ
“มีอะไร”
“คุณมาจอดรถในเขตพื้นที่หน้าร้านของฉันอีกแล้วนะคุณรดา”
“ฉันรู้ไม่ได้ตาบอดนี่” เธอตอบรวนๆ กลับไป เพราะไม่กินเส้นกับเ้าของร้านหนังสืออยู่แล้วจึงไม่คิดจะพูดดีด้วยสักเท่าไรนัก
“รู้แล้วยังมาจอดแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ”
“นี่...คิดจะหาเื่กันหรือไง” เธอถามอย่างไม่พอใจ
“ฉันไม่เคยคิดจะหาเื่คุณหรอกนะคะคุณรดาถ้าคุณจะไม่เอาเปรียบฉันบ่อยๆ”
“ฉันเอาเปรียบคุณตรงไหนไม่ทราบ”
“ก็คุณมาจอดรถหน้าร้านฉันบ่อยๆน่ะสิ คุณทำแบบนี้แล้วลูกค้าที่เข้ามาซื้อหนังสือของฉันจะมีที่จอดพอได้ยังไงกันที่จอดยิ่งน้อยๆ อยู่ด้วย ถ้าฉันไปจอดรถของฉันที่หน้าร้านคุณบ้างคุณจะพอใจไหมล่ะ”
“ก็แค่ที่จอดรถจะหวงทำไมกันนักหนานะถ้าหน้าร้านของฉันที่จอดรถไม่เต็มละก็ฉันก็ไม่อยากมาจอดตรงนี้นักหรอก” หญิงสาวยังเชิดหน้าเถียง แม้จะรู้ตัวว่าตนเองผิดที่มาล้ำเส้นเขตแดนร้านอื่นก็ตามแต่มันก็แค่ที่จอดรถเท่านั้นและบางครั้งเธอก็ขอจอดเพียงไม่นานก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนักไม่ใช่เหรอ
ความจริงเื่ที่จอดรถนี่ตอนแรกก็ไม่มีปัญหาทะเลาะจนเหม็นขี้หน้ากันแบบนี้หรอกแต่มีอยู่่หนึ่งที่ราคาทองลดลงมากผู้คนจึงแห่กันมาซื้อทองเก็บไว้ใส่บ้างและเกร็งกำไรกันบ้างร้านทองของเธอจึงมีลูกค้าเข้าออกตลอดทั้งวันเกือบอาทิตย์เลยทีเดียวที่จอดรถหน้าร้านจึงไม่พอจอดจนต้องไปจอดที่หน้าร้านของคนอื่นๆ ที่อยู่แถบเดียวกัน จึงทำให้ลูกค้าที่จะมาซื้อหนังสือไม่มีที่จอดรถก็เลยเปลี่ยนใจไม่ลงมาซื้อจนกระทั่งวันหนึ่งมีลูกค้าคนหนึ่งไปบ่นกับศันลิตาเข้า คราวนี้ก็เลยเกิดการหวงที่จอดกันขึ้นมาพอคุยกันไปคุยกันมาก็เริ่มเถียงกันอย่างไม่พอใจ สุดท้ายเลยทะเลาะกันและไม่ชอบขี้หน้ากันในที่สุด
ซึ่งธัญรดาก็เป็คนที่รักแรงเกลียดแรงพอสมควรเสียด้วยดังนั้นเวลาเจอหน้ากันเมื่อไรก็มักจะเชิดใส่และไม่คิดเสวนาด้วยแม้แต่คำเดียวแถมบางครั้งเธอก็ยังไปแกล้งอีกฝ่ายด้วยการเอารถไปจอดหน้าร้านหนังสือเล่นๆอีกต่างหาก เลยยิ่งหมางใจกันเข้าไปใหญ่
“คุณก็ไปจอดที่อื่นสิ” เ้าของร้านหนังสือแนะนำเสียงห้วน อย่างพยายามอดกลั้นอารมณ์โกรธไว้เต็มที่
“ไม่มันไกลและฉันก็ไม่อยากเดินตากแดดร้อนๆ ด้วย เดี๋ยวผิวฉันเสียหมด” หญิงสาวลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่กลัวเกรง ซึ่งนิสัยตรงนี้ก็เป็จุดเสียของเธอที่แก้ไม่หายเสียทีไม่ว่าใครที่มีเื่ทะเลาะหรือตั้งตัวเป็ศัตรูกับเธอแล้วละก็ เธอจะไม่มีวันยอมญาติดีด้วยเป็อันเด็ดขาดแม้อีกฝ่ายจะพูดดีด้วยแค่ไหนก็ตาม ซึ่งนิสัยตรงนี้เองทำให้ธัญรดาถูกบิดามารดาเตือนอยู่บ่อยๆแต่ก็ไม่เคยระงับได้สักที เพราะอารมณ์ขึ้นเมื่อไรเธอมักจะลืมตัวตลอด
“คุณนี่มัน...”
“พอเลยพอ...” หญิงสาวยกมือขึ้นห้ามอย่างหงุดหงิด “ฉันไม่มีเวลามาทะเลาะกับคุณนานนักหรอกนะเพราะฉันมีธุระต้องไปทำต่อเอาเป็ว่าคิดค่าจอดรถเท่าไรว่ามาเลยดีกว่า พันหนึ่งพอไหมเอาค่าจอดรถไปแล้วก็เลิกบ่นได้แล้วนะ” ธัญรดาตัดปัญหาและคิดอยากจะยั่วโมโหเ้าของร้านหนังสือเล่นจึงหยิบธนบัตรใบละพันออกมาจากกระเป๋าสตางค์หนึ่งใบจากนั้นก็ยัดใส่มืออีกฝ่ายแล้วเดินลิ่วๆ ไปขึ้นรถของตัวเองก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้ศันลิตายืนอึ้งอยู่กับที่พักหนึ่ง มือบางกำธนบัตรในมือไว้แน่นแล้วเดินจ้ำอ้าวไปที่ร้านทองด้วยความโมโหจัดซึ่งก็เจอใหม่กำลังเปิดประตูออกมาพอดี
“น้องใหม่!”
“คะ...พี่ต้า”ใหม่ส่งยิ้มหวานให้ แต่เ้าของร้านหนังสือไม่ยิ้มตอบแถมยังยัดเงินใส่ในมือเธอก่อนจะเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมา
“ช่วยเอาเงินนี่ไปคืนเ้านายน้องด้วยนะแล้วฝากบอกด้วยว่าอย่าคิดว่าเงินจะซื้อทุกอย่างได้”
“เอ่อ...ค่ะๆ” ใหม่รับคำเสียงตะกุกตะกักอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมองศันลิตาที่เดินหน้าบึ้งออกจากร้านไปจนลับสายตาแล้วรีบกลับเข้าไปโทรศัพท์หาธัญรดาเพื่อเล่าเื่นี้ให้ฟัง ซึ่งแทนที่นายจ้างสาวของเธอจะโกรธกลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีแถมยังพูดอีกว่า
“คงจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยสินะดี...ให้โกรธจนเป็บ้าไปเลย”
ใหม่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจว่านายสาวกำลังเล่นอะไรอยู่เพราะพอพูดจบก็ตัดสายไปเลย ลูกจ้างสาวถอนใจยาวแล้วเอาธนบัตรใบละพันไปเก็บไว้เพื่อคืนให้ธัญรดาในวันพรุ่งนี้
ภายในห้องทำงานของผู้จัดการแผนกประสานงานกับลูกค้าเกิดเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นเมื่อเลขาทำงานไม่ถูกใจเ้านาย
“คุณประสานงานกับลูกค้ายังไงถึงได้ผิดนัดแบบนี้ฮะ”
“แต่...แต่ว่าลูกค้ารายนี้คุณนพไม่ได้บอกดิฉันว่านัดไว้นะคะ” เพลินจิต เลขาสาวโสดที่หน้าตาแสนธรรมดาจึงไม่ตกเป็ของเล่นของเ้านายเอ่ยตอบเสียงตะกุกตะกักอย่างกล้าๆกลัวๆ ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อนพกรทุบโต๊ะเสียงดังปัง
“นี่คุณโทษว่าเป็ความผิดของผมอย่างนั้นเหรอคุณเป็เลขาประสาอะไรฮะ แบบนี้มันน่าไล่ออกนักเชียว”ชายหนุ่มตวาดใส่อย่างโมโห่นี้อารมณ์เขาเสียง่ายเป็พิเศษเพราะหงุดหงิดที่ธัญรดาไม่ยอมไปไหนมาไหนด้วยอีกจนทำให้เขาไม่มีโอกาสใกล้ชิดเธอได้เต็มที่แล้วนี่อะไร... หัวเสียเื่ส่วนตัวยังไม่พอยังต้องมาหัวเสียในเื่งานที่ผิดพลาดอีกซึ่งเขาเองเป็คนผิดที่ไม่บอกเลขาให้จดเตือนเอาไว้ แต่ก็อย่างว่าใครจะไปยอมรับว่าตัวเองผิดกันล่ะเมื่อมีเื่ผิดพลาดเกิดขึ้นก็ต้องโยนความผิดไปให้ลูกน้องรับผิดแทนไป
“ดิฉันขอโทษค่ะ”
“นี่ถ้าฉันไม่คิดว่าเธอทำงานดีมาตลอดละก็ฉันไล่เธอออกไปแล้วเพลินจิต”นพกรชี้หน้าคาดโทษก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมา แล้วสั่งเลขาเสียงเข้ม “เดี๋ยวฉันจะออกไปพบลูกค้าเพื่อขอโทษเขา แล้วจะไม่กลับเข้ามาที่บริษัทอีก มีเอกสารอะไรที่ต้องเซ็นก็เก็บเอาไว้ก่อน” กล่าวจบชายหนุ่มก็เดินออกจากห้องทำงานไประหว่างที่กำลังเดินไปที่ลิฟต์นั้นก็เจอเข้ากับญาติผู้พี่พอดี
“จะออกไปไหนเหรอนายนพ” ปวัตน์ถามเสียงเรียบ
“ไปพบลูกค้าครับเผอิญผมผิดนัดเขาเพราะเลขาดันลืมบอกผมก็เลยจะไปขอโทษเขาครับ”
“ทำไมถึงได้สะเพร่าแบบนี้ได้คุณเพลินจิตไม่น่าจะลืมได้นี่น่า” ปวัตน์พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อว่าเลขาที่ทรงประสิทธิภาพอย่างเพลินจิตซึ่งทำงานมาหลายปีแล้วจะลืมเื่นัดหมายของเ้านายกับลูกค้าไปได้
“พี่พูดแบบนี้หาว่าผมใส่ความลูกน้องเหรอครับ” นพกรถามเสียงขุ่น พลางชักสีหน้าใส่อย่างไม่พอใจปวัตน์มองตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่แววตาฉายแววรู้ทันออกมาครู่หนึ่งก่อนจะจางหายไปเขายักไหล่น้อยๆ แล้วตอบอย่างใจเย็น
“เปล่าพี่แค่คิดว่าเลขาที่ทำงานดีไม่น่าจะพลาดด้วยเื่ง่ายๆ แบบนี้ แต่ช่างเถอะ เพราะบางทีก็อาจพลาดกันได้นายรีบไปขอโทษลูกค้าแบบนี้ก็ดีแล้ว หาของติดไม้ติดมือไปฝากด้วยล่ะและก็อธิบายกับเขาดีๆ ให้เขาเข้าใจว่าทำไมเราถึงผิดนัด”
“ผมรู้แล้วน่าอย่าสอนเหมือนผมเป็เด็กๆ นักเลย ผมไปล่ะ”นพกรตัดบทอย่างรำคาญแล้วก้าวเข้าไปในลิฟต์เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกปวัตน์มองตามญาติผู้น้องไปด้วยความอ่อนใจถ้าอีกฝ่ายรู้และปฏิบัติตามได้อย่างที่ปากพูดก็คงจะดีไม่น้อย เขาจะได้วางใจแบ่งงานในบริษัทให้ช่วยกันดูแลได้มากกว่านี้ชายหนุ่มถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องทำงานของตนเอง
วันนี้ธัญรดาเข้ามาดูร้านใน่เช้าเพราะ่บ่ายเธอตั้งใจจะไปทำผมที่ร้านเลดี้ซาลอน ซึ่งเปิดบริการอยู่ในละแวกใกล้ๆ กันหญิงสาวรู้สึกเบื่อทรงผมยาวตรงของตนเองจึงบอกให้ช่างผมทำผมเธอเป็ลอนเล็กๆ ที่ตรงแถวปลายผมแทนและขณะที่กำลังนั่งให้ช่างทำผมให้อยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น
“หนู...ช่วยหยิบกระเป๋าให้ฉันหน่อยสิ”ธัญรดาร้องบอกเด็กสาวนามว่าหนู ซึ่งเป็ช่างทำผมอีกคนของร้านให้ช่วยหยิบกระเป๋าถือที่วางอยู่บนโต๊ะให้หน่อย
“ได้ค่ะ...นี่ค่ะคุณรดา”หนูรีบเดินไปหยิบกระเป๋าถือมาส่งให้ลูกค้าสาว
“ขอบใจจ้ะ” เธอรับมาแล้วเปิดกระเป๋าออกจากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูซึ่งพอเห็นรายชื่อคนที่โทรเข้ามาก็ทำหน้ายู่ใส่หน้าจอโทรศัพท์ทันที ก่อนจะกดตัดสายทิ้งพลางบ่นเบาๆอย่างหงุดหงิด “โทรมาอีกแล้ว จะโทรมาทำไมกันนักหนานะ น่ารำคาญจริง”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งแต่หญิงสาวปล่อยให้มันดังไปเรื่อยๆ อย่างไม่สนใจจนสายตัดไปเองทว่าพอมีครั้งที่สามเธอไม่อยากให้เสียงไปรบกวนคนอื่น จึงหยิบโทรศัพท์มากดปิดเสียงแล้วปล่อยทิ้งให้มันดังส่วนเธอก็นั่งอ่านนิตยสารแฟชั่นอย่างสบายอกสบายใจต่อไป
ซึ่งผิดกับคนที่เพียรพยายามโทรหาเธอนักเพราะตอนนี้นพกรกำลังหัวเสียเป็อย่างมาก จนแทบจะปาโทรศัพท์ทิ้งกันเลยทีเดียว
“ทำไมไม่รับสายสักทีนะมัวทำอะไรอยู่”
ชายหนุ่มกดโทรอยู่หลายรอบก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากคนปลายสายเขาทนไม่ไหวจึงตัดสินใจไปหาธัญรดาที่บ้าน แต่พอไปถึงก็ต้องผิดหวังเมื่อสาวใช้บอกว่าเธอไปที่ร้านทองั้แ่เช้าแล้วนพกรตามไปที่ร้านต่อและก็ต้องผิดหวังซ้ำสองจนแทบอยากอาละวาด เมื่อลูกจ้างทั้งสองบอกว่านายสาวออกไปทำธุระข้างนอกซึ่งไม่ได้บอกไว้ว่าจะไปไหน
“แล้วบอกไว้หรือเปล่าว่าจะกลับเข้าร้าน”เขาถามเสียงห้วน ใบหน้านั้นบึ้งตึงสุดขีดจนใหม่กับจินเริ่มกลัว
“บอกค่ะ” ใหม่ตอบเสียงอ่อยๆ
“ดี งั้นฉันจะนั่งรออยู่ที่นี่แหละ”ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะรอ ความจริงเขาโกรธมากเพราะไม่เคยตามผู้หญิงคนไหนมากเท่านี้มาก่อนตอนแรกนพกรคิดจะไม่สนใจเธอแล้วและอยากทำให้เธอรู้ไว้ว่าเขาไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกในเื่ผู้หญิงสักนิดมีผู้หญิงอีกมากมายที่อยากควงเขา ดังนั้นเขาไม่จำเป็ต้องง้อเธอ แต่เพราะความกลัวเสียหน้าที่ไปโม้กับเพื่อนเอาไว้เยอะจึงจำต้องอดทนอยู่แบบนี้ทว่าชายหนุ่มก็ปฏิญาณกับตนเองอยู่ในใจแล้วว่าหากเขาได้เธอเมื่อไรเขาจะเขี่ยเธอทิ้งทันทีเลย
นพกรทนนั่งรออยู่เกือบชั่วโมงธัญรดาก็เดินเข้าร้านมาด้วยทรงผมทรงใหม่ตอนแรกหญิงสาวก็เดินเข้าร้านมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดี ทว่าพอเห็นว่าใครนั่งอยู่ในร้านด้วยรอยยิ้มของเธอก็หุบทันทีด้วยความไม่พอใจ
“คุณมาทำอะไรที่นี่คะคุณนพ”เธอเดินเข้าไปหาแล้วยืนกอดอกถามด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวเล็กน้อยชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ ก่อนจะเอ่ยชมเธอออกมาแทนที่จะตอบคำถามของเธอ
“คุณทำผมมาใหม่เหรอครับทำผมทรงนี้ทำให้คุณดูสวยไปอีกแบบเลยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะแต่คุณยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลยนะคะ” เธอยังพูดด้วยน้ำเสียงดุจเดิม และไม่เหลิงไปกับคำชมของเขาง่ายๆ
“ผมมาหาคุณเพราะผมโทรหาคุณไม่ติดทำไมคุณไม่รับโทรศัพท์ผมเลยล่ะครับ”
“ฉันไม่ว่างค่ะมีงานมีการต้องทำ ไม่ได้ว่างตลอดเวลานี่คะ”
นพกรรู้สึกหน้าชาเพราะคำพูดของเธอเหมือนด่ากระทบเขาอย่างไรไม่รู้แต่ชายหนุ่มก็ปัดความรู้สึกนี้ออกไปแล้วเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ผมอยากชวนคุณไปทานข้าวเย็นด้วยกันไปนะครับคุณรดา พักนี้คุณไม่ยอมออกไปไหนมาไหนกับผมเลยผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือเปล่าครับ” เขาทำหน้าเศร้าหวังให้เธอสงสาร แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสีหน้ารำคาญใจของเธอแทนจนเขาชักเริ่มหมดความอดทน
“่นี้ฉันไม่อยากออกไปไหนกับใครทั้งนั้นค่ะฉันเบื่อและก็อยากทานข้าวที่บ้านมากกว่า” เธอบอกออกไปตรงๆเพราะไม่ใช่แค่นพกรเท่านั้นที่ถูกเธอปฏิเสธไม่ว่าใครจะโทรมาชวนเธอไปเที่ยวด้วยใน่นี้เธอตอบปฏิเสธหมดทุกรายเหมือนกัน
“คุณรดา...นี่คุณปฏิเสธผมอีกแล้วเหรอ”นพกรเริ่มโมโห น้ำเสียงจึงห้วนและเข้มขึ้น
“ใช่ค่ะ ฉันปฏิเสธเชิญคุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันมีงานต้องทำไม่ว่างอยู่ต้อนรับคุณหรอก”ธัญรดาพูดเสียงแข็งใส่บ้างอย่างไม่ไว้หน้าเพราะเริ่มโมโหขึ้นมาเช่นกันซึ่งเวลาเธออยู่ในอารมณ์นี้ทีไรมักจะลืมตัวพูดจาไม่ไว้หน้าใครตลอด ไม่ว่าคนๆนั้นจะสำคัญหรือไม่สำคัญก็ตาม
“นี่คุณไล่ผมอย่างนั้นเหรอก็ได้...ผมกลับก็ได้ แล้วผมจะไม่มาหาคุณอีก”ชายหนุ่มตะคอกใส่อย่างไม่ไว้หน้าเช่นกัน แล้วเดินตึงๆ ออกจากร้านไป
“ตามใจเถอะย่ะ”หญิงสาวแลบลิ้นใส่ตามหลัง ก่อนจะเดินกระแทกเท้าเข้าไปข้างในร้านอย่างหงุดหงิดใหม่กับจินมองหน้ากันแล้วยิ้มแหยๆ ไม่พูดอะไรออกมาเพราะกลัวนายสาวได้ยินเธอสองคนทำงานที่นี่มาหลายปีย่อมรู้จักนิสัยของธัญรดาดี ว่าเวลาหงุดหงิดหรืออารมณ์เสียเมื่อไรควรปิดปากและอยู่ให้ห่างเอาไว้เพราะไม่อย่างนั้นอาจเจอะเิอารมณ์หล่นใส่หัวได้ง่ายๆ