ตอนที่ 11: การแสดงในท้องพระโรง
เมื่อม่านรถม้าถูกเปิดออก โลกทั้งใบของวังหลวงก็ราวกับหยุดนิ่งเพื่อจับจ้องมาที่บุคคลเพียงคนเดียว
เฟิงหวงก้าวลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวดูไม่มั่นคงและต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด เขาปฏิเสธความช่วยเหลือจากขันที แต่กลับใช้มือข้างหนึ่งแตะผนังรถม้าไว้เพื่อพยุงตัวชั่วครู่ เป็ภาพที่แสดงถึงความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีครั้งสุดท้ายของอัจฉริยะผู้ร่วงหล่น มันช่างน่าเวทนาและะเืใจในสายตาของเหล่าขุนนางและทหารยามยิ่งนัก
เฟิงหลวนเดินเคียงข้างเขาไปอย่างเงียบงัน ท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมด้วยพลังของนางช่างตัดกับสภาพของพี่ชายอย่างสิ้นเชิง
เส้นทางสู่ท้องพระโรงนั้นยาวไกลและทอดยาวผ่านลานหินอ่อนที่กว้างใหญ่ ทุกฝีก้าวของเฟิงหวงอยู่ภายใต้สายตานับร้อยคู่ที่มองมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ทั้งสงสาร, สมเพช, เยาะเย้ย, และบางสายตาก็แฝงไว้ด้วยจิตสังหารจางๆ
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าบัลลังก์ั ทั้งสองก็คุกเข่าลงทันที
"ถวายบังคม เสด็จพ่อ/เพคะ!"
บนบัลลังก์สูงตระหง่าน จักรพรรดิเฟิงเทียน ประทับอยู่อย่างน่าเกรงขาม พระองค์อยู่ในวัยกลางคนแต่ยังคงดูแข็งแกร่งทรงพลัง ดวงตาคมกริบดุจราชสีห์จ้องมองมายังโอรสองค์ที่สามของตนเองนิ่งนาน ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวาน "ลุกขึ้นเถิด...เฟิงหวง ในที่สุดเ้าก็กลับมา"
ณ ที่แห่งนั้น องค์ชายและองค์หญิงองค์อื่นๆ รวมถึงเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างยืนอยู่กันพร้อมหน้า องค์ชายรอง เฟิงหลง ยืนโดดเด่นอยู่แถวหน้า เขามองมายังเฟิงหวงด้วยรอยยิ้มที่แฝงความสมเพช ขณะที่ องค์ชายสี่ เฟิงเยว่ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็มีแววตาพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด
"เล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พ่อฟัง" จักรพรรดิเฟิงเทียนตรัสสั่ง
เฟิงหวงจึงเริ่มเล่าเื่ราวที่เตรียมไว้อย่างดีอีกครั้ง ั้แ่การเข้าไปฝึกยุทธ์ในป่าเพียงลำพัง, การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับสูงที่ไม่อาจต้านทานได้, การเสียสละของผู้ติดตาม, จนถึงวินาทีสุดท้ายที่เขาต้องทำลายฐานวรยุทธ์ของตนเองเพื่อรักษาชีวิตรอด น้ำเสียงของเขาสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเ็ปอย่างสมจริง
เมื่อเขาเล่าจบ ความเงียบก็เข้าปกคลุมท้องพระโรง
ทันใดนั้น องค์ชายรอง เฟิงหลง ก็ก้าวออกมาข้างหน้า "น่าเศร้ายิ่งนักน้องสาม! การที่เ้ารอดชีวิตกลับมาได้ก็นับเป็โชคดีของราชวงศ์เราแล้ว" เขาแสร้งทำเป็ห่วงใย "เสด็จพ่อ เพื่อให้แน่ใจในอาการาเ็ของน้องสาม และเพื่อจะได้หาทางรักษาที่ดีที่สุด...ลูกคิดว่าเราควรให้ท่านหมอหลวงเทวดาตรวจชีพจรของน้องสามดูสักหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
นี่คือการท้าทายที่อุกอาจ! เป็การประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขาไม่เชื่อใจและ้าจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเฟิงหวงกลายเป็คนไร้ค่าแล้วจริงๆ!
จักรพรรดิเฟิงเทียนพยักหน้าช้าๆ "เป็ความคิดที่ดี...ตามหมอหลวงเทวดามา"
ทุกคนต่างจับจ้องไปยังเฟิงหวง ซึ่งมีสีหน้าซีดเผือดลงทันที เขากำหมัดแน่นราวกับกำลังข่มความอัปยศเอาไว้
ไม่นานนัก หมอหลวงเทวดา ชายชราผมขาวโพลนผู้มีชื่อเสียงที่สุดในแผ่นดินก็เดินเข้ามา เขาโค้งคำนับองค์ฮ่องเต้ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฟิงหวง
"ขอประทานอภัยองค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ" เขากล่าวเสียงเบา ก่อนจะยื่นนิ้วที่เหี่ยวย่นแต่กลับมั่นคงอย่างยิ่งมาวางลงบนข้อมือของเฟิงหวง
ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ เฟิงหลงแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ เฟิงหลวนขมวดคิ้วจ้องมองอย่างไม่วางตา
เบื้องนอกเฟิงหวงดูประหม่าและอับอาย แต่เบื้องในนั้น เขากำลังควบคุมพลังทั้งหมดอย่างสุดความสามารถ เขาไม่ได้ซ่อนลมปราณอนันต์เอาไว้ เพราะนั่นเป็ไปไม่ได้ แต่เขาใช้มันในทางตรงกันข้าม...เขาใช้พลังมหาศาลนั้นสร้างภาพลวงตาขึ้นมา!
เขาบีบอัดลมปราณเพื่อทำให้ชีพจรของตนเองเต้นอ่อนแรงและขาดห้วง จากนั้นก็ใช้การควบคุมอันแม่นยำสร้างสภาวะ "โกลาหล" ขึ้นภายในเส้นลมปราณ ทำให้มันดูเหมือนกับซากปรักหักพังที่ถูกพายุถล่มจนแหลกละเอียด ส่วนมหาสมุทรลมปราณในตันเถียนนั้น เขาก็ทำให้มันสงบนิ่งดุจน้ำในบ่อที่ตายแล้ว ไม่ไหวติง ไม่ส่งพลังงานใดๆ ออกมาเลย
เวลาผ่านไปราวกับชั่วนิรันดร์...
ในที่สุด หมอหลวงเทวดาก็ชักมือกลับ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและตามมาด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าบัลลังก์
"กราบทูลฝ่าา..." เสียงของเขาแหบพร่า "เส้นลมปราณขององค์ชายสาม...แหลกสลายจนหมดสิ้น ฐานวรยุทธ์พังทลายอย่างสมบูรณ์พ่ะย่ะค่ะ...ไม่มี...ไม่มีหนทางใดจะฟื้นฟูได้อีกแล้ว"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "การที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้จนถึงตอนนี้...นับเป็ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริงพ่ะย่ะค่ะ!"
คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่ว!
รอยยิ้มขององค์ชายรองเฟิงหลงเบ่งบานเต็มที่ เขากลับไปยืนที่เดิมด้วยท่าทางของผู้ชนะอย่างแท้จริง เหล่าขุนนางที่สนับสนุนเขาก็มีสีหน้ายินดีเช่นกัน
มีเพียงเฟิงหลวนที่คิ้วยังคงขมวดมุ่น ผลการตรวจสอบตรงตามที่นางคาดไว้ทุกอย่าง แต่ทำไม...ทำไมนางยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่? ความรู้สึกนี้รบกวนจิตใจของนางอย่างยิ่ง
จักรพรรดิเฟิงเทียนมองโอรสของตนเองนิ่งงัน พระพักตร์ของพระองค์เรียบเฉยจนอ่านไม่ออกว่ากำลังทรงคิดสิ่งใดอยู่...ความผิดหวัง? ความโล่งใจ? หรือการคำนวณแผนการบทใหม่?
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ พระองค์ก็ตรัสขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
"ในเมื่อเป็เช่นนี้..."
ทั้งท้องพระโรงต่างเงี่ยหูฟัง...เพื่อรอรับชะตากรรมของอดีตองค์ชายอัจฉริยะ