หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 สายในอันดับหนึ่ง

            เล่มที่ 2 บทที่ 38 สายในอันดับหนึ่ง

            ชายคนนี้ สวมชุดสีขาวดุจหิมะ ไว้ผมยาวสลวนยืนตระหง่านบนฟ้าสูง สองมือไพร่หลังบนใบหน้าอันงดงามจนทำให้สตรีจำนวนมากยังรู้สึกจืดจางไร้เสน่ห์นั้นได้มีรอยยิ้มอ่อนโยนเสี้ยวหนึ่งประดับไว้ กำลังมองดูขอบฟ้าอันไกลห่างประหนึ่งว่ากำลังเชยชมทิวทัศน์ก็มิปาน

            ผู้คนทั้งหมดแทบหยุดหายใจต่างมองทางชายหนุ่มที่ถูกกล่าวขานว่าสมบูรณ์แบบผู้นี้อย่างเหม่อลอย

            ฟางอวี๋เซวียน ลูกศิษย์สายในอันดับหนึ่ง!

            แม้ลูกศิษย์ในนิกายแสวงมรรคทุกคนล้วนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนทว่าผู้ที่เคยพบเห็นตัวจริงกลับมีเพียงไม่กี่คน

            ฝูงชนไม่มีใครคาดคิดเลยว่าในการประลองเล็กของศิษย์ใหม่วันนี้ แม้แต่เขาก็ยังถูกดึงดูดให้มาชมด้วย

            แต่ก็ไม่น่าแปลกใจมากนัก ใครใช้ให้น้องสายแท้ๆของเขาใช้ลูกไม้ทั้งหมดที่มีออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจียงอวิ๋นผู้ไร้ชื่อคนนั้นอยู่ดีเล่า!

            หากเขายังไม่ปรากฏตัวฟางยั่วหลินวันนี้จักต้องถูกเจียงอวิ๋นสั่งสอนอย่างหนักไปหนึ่งบทเรียนอย่างไม่ต้องสงสัยแน่

            “คารวะศิษย์พี่ฟาง!”

            เซียวอี้ซูเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้รีบคำนับให้ฟางอวี่เซวียนอย่างเคารพนอบน้อม แม้แต่ตัวตนระดับเขาเมื่อเผชิญหน้ากับศิษย์สายในอันดับหนึ่งผู้นี้ก็ยังเปี่ยมไปด้วยความเคารพนับถือ

            เมื่อได้ยินเสียงของเซียวอี้ซู ฟางอวี่เซวียนจึงได้ดึงสายตากลับจากขอบฟ้าหันมายกมือขึ้นคำนับให้เซียวอี้ซูด้วยรอยยิ้มบางเช่นกัน “ศิษย์น้องเซียวเกรงใจแล้ว!”

            เซียวอี้ซูยังมีท่าทีเช่นนี้ยิ่งมิต้องกล่าวถึงศิษย์คนอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อฟางอวี่เซวียนเอ่ยปากแล้วผู้คนทั้งหมดต่างก็ได้สติกลับมา ต่างพากันส่งเสียงชื่นชมด้วยความตื่นเต้น

            “ศิษย์พี่ฟาง สวรรค์วันนี้ข้าได้พบเจอศิษย์พี่ฟางอย่างนั้นหรือ เป็นบุญวาสนาข้าสามภพชาติ ไม่ไม่ไม่เก้าภพชาติเลย!”

            “ศิษย์พี่ฟางเหมือนดั่งเทวดาจุติลงจากฟ้าอย่างที่เล่าลือกันจริงด้วยสมกับเป็นแบบอย่างของพวกเราลูกศิษย์ทุกคนจริงๆ!”

            “จริงด้วย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือเสน่ห์และยังมีนิสัยที่เข้ากับคนง่าย สมกับเป็นศิษย์สายในอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา!”

            กระทั่งฮั่วหย่วนที่ไม่เคยเห็นผู้ใดในสายตาก็ยังมีสีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความเคารพยกย่อง

            มีเพียงอู๋ซางที่ยังคงสีหน้าไร้ความรู้สึกมองดูฟางอวี่เซวียนอย่างสงบ ทว่า ลึกๆ ในดวงตาเขากลับมีประกายไฟพลุ่งพล่าน นั่นคือจิตต่อสู้!

            อย่างไรก็ตาม เวลานี้ผู้คนทั้งหมดแทบจะลืมไปเป้าหมายในการปรากฏตัวของฟางอวี่เซวียนไปเล้วลืมเจียงอวิ๋นที่แน่นิ่งประหนึ่งต้องวิชาสะกดร่างไปก็ไม่ปาน

            เจียงอวิ๋นย่อมต้องรู้ฐานะของฟางอวี่เซวียนแล้วเช่นกันทว่าเขาไม่มีเวลาสนใจ

            ตัวเขาในตอนนี้ รู้สึกเพียงว่าร่างกายได้ถูกภูเขาที่มองไม่เห็นกดทับเอาไว้ทั้งๆ ที่ฟางยั่วหลินอยู่ใกล้เพียงคืบทว่าฝ่ามือของเขาที่ยื่นออกไปกลับไม่อาจขยับไปต่อได้อีกแม้แต่เสี้ยวเดียว

            “นี่น่ะหรือความแข็งแกร่งของระดับธรณีมงคล! แข็งแกร่งกว่าเฟิงอู๋จี้หลายเท่าจริงๆด้วย! แม้ว่าตัวข้าในตอนนี้จะยังไม่สามารถต่อกรได้แต่หากคิดว่าเพียงเท่านี้ก็จะหยุดข้าได้ละก็จะดูถูกข้าเจียงอวิ๋นผู้นี้เกินไปหน่อยแล้ว!”

            เจียงอวิ๋นแผดเสียงตะโกนในใจร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นมากมายสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อยเขากำลังฝืนต่อต้านภูเขายักษ์ที่มองไม่เห็นบนตัวเขาอย่างเต็มกำลัง

            ขณะเดียวกันเสียงพูดออดอ้อนของฟางยั่วหลินเองก็ดังขึ้นเช่นกัน “พี่ ไฉนจึงมาช้าเพียงนี้เล่า!”

            “ข้ายังไม่ถือว่ามาสายเกินไปไม่ใช่หรือ! เจ้าเองก็ยังไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย!”

            ในที่สุดฟางอวี่เซวียนก็เลื่อนสายตาไปมองทางน้องสาวของตนเสียงพูดอ่อนโยนที่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดูเสี้ยวหนึ่งทำให้ศิษย์หญิงมากมายนับไม่ถ้วนต้องอ่อนระทวยอีกครั้ง

            แต่ก็มีคนสังเกตเห็นเช่นนั้นว่าแม้ฟางอวี่เซวียนจะกำลังมองทางฟางยั่วหลิน ทว่าในดวงตาของเขากลับไม่ได้มองทางเงาร่างของเจียงอวิ๋นที่อยู่ห่างจากฟางยั่วหลินเพียงคืบเลยแม้แต่น้อย

            ฟางอวี่เซวียนเมินเฉยตัวตนของเจียงอวิ๋นอย่างสมบูรณ์!

            การเมินเฉยเช่นนี้กลับทำให้สายตาของฝูงชนเริ่มค่อยๆ ไปจับจ้องรวมกันที่ตัวเจียงอวิ๋นอีกครั้ง

            ในแววตาเหล่านี้ มีทั้งความเห็นใจ ความสงสาร แต่ที่มากยิ่งกว่ากลับเป็นความรื่นรมย์บนความทุกข์พวกเขาอยากเห็นมากจริงๆ ว่าไอ้คนป่าเถื่อนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำที่บังอาจกล้าคิดจะสั่งสอนฟางยั่วหลินผู้นี้มันจักมีจุดจบเช่นไรกันแน่

            “เพียะ!”

            ทันใดนั้น พลันมีเสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นอย่างชัดเจน!

            แม้เสียงนี้จะไม่ได้ดังมากนักแต่ก็เป็นดั่งอสนีบาตสะท้านเก้าฟ้า สะเทือนจนผู้คนทั้งหมดต่างเลือดลมพลุ่งพล่านเผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมา

            เพราะเสียงนี้ เป็นเสียงตบหน้า!

            ฝ่ามือของเจียงอวิ๋นได้หวดเข้าใส่ใบหน้าของฟางยั่วหลินจนเกิดเสียงดังกังวานเช่นนี้ขึ้นแล้ว!

            เจียงอวิ๋นที่ถูกฟางอวี่เซวียนเมินเฉยอย่างสมบูรณ์ได้หลุดพ้นจากภูเขาที่มองไม่เห็นซึ่งกดทับบนตัวเขาจนทำเอาเขาหายใจไม่ออกนั่นไปได้แล้วจากนั้นก็ทำสิ่งที่เขายังค้างคาอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยนั่นคือการตบหน้าฟางยั่วหลินไปหนึ่งฝ่ามือ!

            ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้ผู้คนทั้งหมดต่างตะลึงงันไป

            เจียงอวิ๋นได้ตบหน้าน้องสาวแท้ๆของฟางอวี่เซวียนต่อหน้าเจ้าตัว!

            แบบนี้ถือเป็นการรนหาที่ตายชัดๆ!

            ฟางยั่วหลินยกมือกุมใบหน้าของตนที่บวมขึ้นเล็กน้อยเหม่อมองทางเจียงอวิ๋นราวกับเอ๋อไปแล้วก็ไม่ปาน นางคาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าในสถานการณ์ที่พี่ชายนางปรากฏตัวแล้ว เจียงอวิ๋นจะยังกล้าทั้งยังสามารถตบหน้าตนได้อีก!

            แต่เจียงอวิ๋นกลับเมินเฉยการคงอยู่ของฟางอวี่เซวียนเช่นกันสองตายังคงจ้องเขม็งทางฟางยั่วหลินกล่าว “บอกมา เจ้าหลอกลู่เซี่ยวอวี๋ไปที่ใด?”

            วินาทีนี้ในที่สุดเจียงอวิ๋นก็ได้บอกจุดประสงค์ที่ทำให้เขาเลือกฟางยั่วหลินเป็นคู่ต่อสู้ออกมาแล้ว

            ซึ่งชื่อ “ลู่เซียวอวี๋” นั้นแม้ผู้คนเกือบทั้งหมดในที่นี้ล้วนไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่าในยอดเขาร้อยสิงสาชายชราผมขาวคนหนึ่งกลับหรี่ตาลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นได้เผยสีหน้าเข้าใจออกมา

            “ศิษย์น้องผู้นี้ เจ้าจะใจกล้าเกินไปหน่อยแล้วนะ!”

            แม้คำพูดที่ฟางอวี่เซวียนกล่าวออกมาจะไม่ได้ร้ายกาจอะไรมากทว่าดวงตาของเขากลับเป็นประกายเย็นเยียบ เผยให้เห็นเพลิงพิโรธในใจเขาอย่างชัดเจนแล้ว

            ฟางอวี่เซวียนย่อมรู้เรื่องที่น้องสาวตนแอบทำเรื่องต่ำช้าบางอย่างและเขาก็ไม่สนใจว่าเรื่องนี้จะถูกเปิดเผยด้วย ทว่าเขาสนใจหน้าตาทางสังคมของตน!

            หนึ่งฝ่ามือของเจียงอวิ๋น มิได้ตบบนหน้าของฟางยั่วหลินเลยแม้แต่น้อยแต่ตบใส่หน้าของเขาฟางอวี่เซวียน!

            “เปรี้ยง!”

            เมื่อฟางอวี่เซวียนกล่าวจบเขาพลันดีดนิ้วอย่างแผ่วเบา จากนั้นร่างกายของเจียงอวิ๋นก็กระเด็นถอยหลังไปตรงๆก่อนจะตกลงบนพื้นอย่างรุนแรงราวกับก้อนหินยักษ์

            “พรูด!”

            เจียงอวิ๋นรู้สึกเพียงว่าหน้าอกของตนราวกับถูกค้อนหนักหวดทุบอย่างรุนแรงกระดูกอกและซี่โครงหักไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง พ่นเลือดสดๆ คำโตออกจากปาก

            หลังจากสูดหายใจลึกเข้าไปกดเลือดลมที่กำลังพลุ่งพล่านภายในร่างกายของตนให้สงบลงแล้วในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้น มองทางฟางอวี่เซวียนเป็นครั้งแรก กล่าวอย่างเย็นชา“ข้ามิได้ใจกล้า ทว่าข้าเองก็เป็นพี่ชายคนหนึ่งเหมือนกับเจ้าเพียงต้องการปกป้องน้องสาวของข้าเท่านั้น!”

            เจียงอวิ๋นย่อมรู้ตัวดีว่าตัวเขาในเวลานี้ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของฟางอวี่เซวียนอย่างสิ้นเชิงแต่ก็เป็นอย่างที่เขากล่าวไว้ ในเมื่อเขานับลู่เซี่ยวอวี๋เป็นน้องสาวแล้ว เช่นนั้นในฐานะพี่ชายเขาย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องน้องสาวของตน ต่อให้เขาต้องเผชิญหน้ากับฟางอวี่เซวียนลูกศิษย์สายในอันดับหนึ่งของนิกายก็ตาม!

            ขณะที่กล่าวเจียงอวิ๋นได้ฝืนทนความเจ็บปวดในร่างกาย ยืนขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆเลื่อนสายตาไปมองทางฟางยั่วหลินอีกครั้ง “บอกมา เซี่ยวอวี๋อยู่ที่ใด!”

            “ฮ่ะฮ่ะ!” ฟางอวี่เซวียนพลันส่งเสียงหัวเราะออกมา“เหมือนข้า? เจ้าคู่ควรหรือ? การเป็นน้องสาวของเจ้ามิใช่เรื่องโชคดีอันใดหรอก เพราะพี่ชายอย่างเจ้าไร้ซึ่งพลังจะปกป้องน้องสาวตัวเองอย่างสิ้นเชิง!”

            คำพูดของอีกฝ่ายมิได้ยั่วยุเจียงอวิ๋นแต่อย่างใดเขาทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของฟางอวี่เซวียนเลยด้วยซ้ำยังคงจับจ้องไปทางฟางยั่วหลินด้วยแววตาดุร้าย “หากเจ้าไม่พูดข้าก็จะเล่นงานเจ้าจนกว่าจะพูด!”

            “ฝึบ!”

            เจียงอวิ๋นสะบัดมือออกในฝ่ามือพลันมีลูกบอลเพลิงขนาดเท่าไข่ไก่ลูกหนึ่งปรากฏขึ้นถูกโยนออกไปทางฟางยั่วหลินอย่างฉับพลัน

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน