เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 121 เล่นไพ่เป่าหวง

            การได้แต่งงานสร้างครอบครัวคือความฝันของหลินกั๋วอันมาโดยตลอด แต่เมื่ออายุมากขึ้น เขาก็รู้สึกว่าความหวังนั้นช่างริบหรี่ลงทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากถูกแม่ม่ายหลี่กุ้ยจือปฏิเสธเมื่อฤดูร้อนปีก่อน เขาก็ยิ่งหมดหวังเรื่องการแต่งงาน     

            ทิงเสวี่ยและหลินกั๋วผิงรู้ดีว่าหลินกั๋วอันเริ่มจะสิ้นหวังแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ ทั้งคู่เชื่อมั่นว่าคนดีอย่างหลินกั๋วอันจะต้องได้พบคนที่ดีและสมหวังในสักวันหนึ่ง โดยเฉพาะทิงเสวี่ย เธอมีความมั่นใจในตัวอาสามของเธอเสมอ

            หลินกั๋วอันวางเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ข้างๆ แล้วหันไปยกสำรับอาหารเตรียมทานข้าว บนโต๊ะอาหาร ทิงเสวี่ยเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เธอได้พบเจอระหว่างเดินทางไปตัวเมืองกับพ่อให้อาฟังอย่างสนุกสนาน เด็กหญิงเล่าอย่างออกรส หลินกั๋วอันก็ตั้งใจฟังอย่างเพลิดเพลิน

            เมื่อทิงเสวี่ยเล่าถึงสตรีท่าทางภูมิฐาน แต่มีอาการไอเรื้อรังที่พบบนรถไฟ หลินกั๋วผิงที่นั่งเงียบมานานก็เอ่ยขึ้น

            “เสียวเสวี่ย... ตำรับยาที่ลูกให้คุณป้าลู่ตันชิงไปนั่น ลูกไปเจอมาจากหนังสือเล่มไหนเหรอ?”

            ทิงเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบหน้าตาเฉย “ก็หนังสือแพทย์ที่คุณย่าใช้หนีบแบบรองเท้านั่นไงคะ”

            หลินกั๋วผิง???

            “นั่นมันตำราแพทย์แผนจีนนะ ลูกอ่านเข้าใจด้วยเหรอ?” หลินกั๋วผิงมองดวงตาเป็นประกายของลูกสาวแล้วถามอย่างจริงจัง

            ทิงเสวี่ยตอบ “หนูอ่านไม่เข้าใจหรอกค่ะ แต่คุณย่าเคยเล่าให้ฟัง ท่านเล่าเยอะแยะไปหมด แต่หนูจำได้นิดเดียว แต่ตำรับยาที่หนูให้คุณป้าไปนั่น ใช้ได้ผลจริงๆ นะคะ อยู่ในหนังสือเลย ถ้าพ่อไม่เชื่อก็ลองเปิดดูได้ แต่หนูก็จำไม่ได้แล้วว่าอยู่หน้าไหน”

            หลินกั๋วผิง “...”

            ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าพ่อไม่มีทางไปเปิดตำราแพทย์เล่มนั้นดูแน่ๆ พ่อของเธอชอบอ่านหนังสือ แต่ก็ชอบแค่นิยาย ส่วนหนังสือประเภทอื่นแทบไม่แตะเลย โดยเฉพาะตำราแพทย์ที่ดูน่าเบื่อ

            ......

            เมื่อรู้ข่าวว่าทิงเสวี่ยกลับจากตัวเมืองแล้ว วันรุ่งขึ้นหลินฉางจื้อ ฉินหยวนเฟิง และหวังหย่าจิ้งก็พากันมาหาถึงบ้าน เพราะก่อนไปทิงเสวี่ยได้สัญญาไว้ว่าจะซื้อของขวัญมาฝาก

            “หย่าจิ้ง นี่ของขวัญของเธอ” ทิงเสวี่ยยื่นห่อของขวัญสีชมพูให้หวังหย่าจิ้ง

            ของขวัญชิ้นนั้นคือหนังสือ “นิทานอีสป” ทิงเสวี่ยเคยไปบ้านหวังหย่าจิ้งและเห็นว่าบนชั้นหนังสือของเธอยังไม่มีเล่มนี้ เธอจึงตั้งใจเลือกนิทานอุปมาอุปไมยเล่มนี้มาให้

            “นิทานอีสป” เป็นนิทานปรัมปราของกรีกที่รวบรวมเรื่องเล่าสั้นๆ แฝงคติสอนใจเอาไว้มากมาย ซึ่งบางเรื่องก็ถูกบรรจุอยู่ในแบบเรียน ทิงเสวี่ยรู้ว่าหวังหย่าจิ้งชอบอ่านอะไรสนุกๆ จึงมั่นใจว่าเพื่อนต้องถูกใจเล่มนี้แน่     

            เพื่อให้ของขวัญดูพิเศษยิ่งขึ้น ทิงเสวี่ยจึงลงทุนซื้อกระดาษห่อของขวัญสีชมพูลายสโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดมาห่อให้อย่างสวยงาม

            หวังหย่าจิ้งรับหนังสือมาเปิดดูด้วยความตื่นเต้น “ฉันรู้จัก ‘นิทานอีสป’ ด้วยนะ! พ่อกับแม่กำลังจะซื้อให้พอดีเลย ไม่นึกว่าเธอจะซื้อมาให้ก่อน ทิงเสวี่ย เธอใจดีจัง!”

            เมื่อเห็นเพื่อนดีใจ ทิงเสวี่ยก็ยิ้มกว้าง “ฉันยังกลัวอยู่เลยว่าเธอจะไม่ชอบ ชอบก็ดีแล้ว นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่ฉันให้เธอนะ ต้องเก็บไว้ดีๆ ล่ะ”

            หวังหย่าจิ้งพยักหน้า “วางใจได้เลย ฉันจะเก็บไว้อย่างดี แล้วของขวัญที่เธอให้ฉัน เธอก็ต้องเก็บไว้ดีๆ เหมือนกันนะ”

            จากนั้นทิงเสวี่ยก็มอบของขวัญให้หลินฉางจื้อและฉินหยวนเฟิง ซึ่งก็คือหนังสือเช่นกัน

            ของหลินฉางจื้อคือชุด “ประวัติศาสตร์จีนห้าพันปี” เพราะรู้ว่าเขาไม่เก่งประวัติศาสตร์ หนังสือชุดนี้จึงน่าจะเหมาะกับเขา มันเริ่มตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนถึงการล่มสลายของราชวงศ์ชิง แบ่งเป็นสี่เล่ม เล่าเรื่องราวและบุคคลสำคัญด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาประวัติศาสตร์

            ส่วนของฉินหยวนเฟิงเป็นหนังสือ รวมบทความร้อยแก้ว ซึ่งรวบรวมผลงานเด่นของนักเขียนชื่อดังในยุคใกล้และยุคปัจจุบันไว้ทั้งหมด

            ทั้งสามคนต่างก็ชอบของขวัญที่ได้รับเป็นอย่างมาก จากนั้นทิงเสวี่ยก็นำขนมที่ซื้อมาจากตัวเมืองออกมาแบ่งให้เพื่อนๆ ทานด้วยกัน

            ทานขนมอย่างเดียวคงจะน่าเบื่อ ทิงเสวี่ยจึงหยิบไพ่สำรับหนึ่งออกมา “เรามาเล่นไพ่กันเถอะ มีกันสี่คนพอดี เล่นไพ่เซิงจี๋กัน”

            หวังหย่าจิ้งรีบส่ายหน้า “ฉันไม่เล่นเซิงจี๋ เล่นไม่เป็น เราเล่นไพ่ห้าสิบเคกันดีกว่า”

            หลินฉางจื้อชำเลืองมองอย่างไม่พอใจ “ไพ่ห้าสิบเคน่ะมันง่ายเกินไป ฉันไม่เล่นหรอก”

            ทิงเสวี่ยเสนอ “งั้นเล่นอะไรดีล่ะ โต้วตี้จู่ไหม?”

            ฉินหยวนเฟิงพูดขึ้น “หรือเราไปชวนหวังกังมาเล่นไพ่เป่าหวงกันห้าคนดีไหม? อ้อ ทิงเสวี่ย ฉางจื้อ พวกเธอเล่นไพ่เป่าหวงเป็นหรือเปล่า?”

            หลินฉางจื้อยืดอก “ใครจะเล่นไพ่เป่าหวงไม่เป็นกัน! ขนาดทิงเสวี่ยยังเล่นเป็นเพราะฉันสอนเลยนะ”

            ทั้งสี่จึงพากันไปชวนหวังกัง เมื่อได้สมาชิกครบห้าคน ก็พากันไปยังริมแม่น้ำ หาโขดหินกว้างๆ ที่พอจะนั่งตากแดดอุ่นๆ ได้ แล้วเริ่มลงวงเล่นไพ่เป่าหวงกัน

            ไพ่เป่าหวงเป็นเกมไพ่ที่นิยมเล่นกันมากในมณฑลนี้ ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากเมืองลวี่เต่า แล้วค่อยๆ แพร่หลายเข้ามาสู่แผ่นดินใหญ่และชนบท คนที่เล่นไพ่เป็น สิบคนต้องมีแปดเก้าคนที่เล่นไพ่เป่าหวงเป็น

            ไพ่เป่าหวงเล่นกันห้าคน แบ่งเป็นฝ่ายสามัญชนสามคน และฝ่ายเป่าหวง ซึ่งมีฮ่องเต้และองครักษ์ เป้าหมายคือการทิ้งไพ่ในมือให้หมดให้เร็วที่สุด เพื่อจัดอันดับ และตัดสินแพ้ชนะกันที่อันดับ

            แม้ทิงเสวี่ยและหวังหย่าจิ้งจะเล่นเป็น แต่เมื่อเทียบกับเด็กผู้ชายอีกสามคนแล้ว ฝีมือก็ยังห่างชั้นนัก

            “ไม่เล่นแล้ว! ไม่เล่นแล้ว! เล่นมากี่ตาก็ยังเป็นสามัญชนอยู่นั่นแหละ!” หวังหย่าจิ้งเริ่มงอแงเมื่ออันดับไม่ดีขึ้นเสียที เริ่มออกลายคุณหนู     

            ฉินหยวนเฟิงลูบหัวปลอบโยนอย่างอ่อนโยน “ใจเย็นๆ สิ ต้องมั่นใจในตัวเองหน่อย ดูทิงเสวี่ยสิ รายนั้นก็เป็นเหมือนกัน แต่ยังไม่เห็นบ่นเลย”

            ทิงเสวี่ย “...”

            “หย่าจิ้ง จริงๆ แล้วทิงเสวี่ยเวลาเล่นกับพวกเราก็ได้ที่สุดท้ายตลอด เขายังไม่ร้องไห้โวยวายเลย เธอต้องเรียนรู้จากเขาเรื่องความไม่กลัวแพ้สิ” คำปลอบของหลินฉางจื้อแม้จะช่วยให้หวังหย่าจิ้งใจเย็นลง แต่กลับทำให้ทิงเสวี่ยอยากจะหยิบก้อนหินข้างๆ ขว้างใส่หน้าเขาเต็มที

            หวังหย่าจิ้งเห็นทิงเสวี่ยยังคงนิ่งเฉย เธอก็สงบลง “ก็ได้ งั้นฉันเล่นต่อ ทิงเสวี่ย เธอต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันนะ ห้ามหนีออกจากเขตสามัญชนเด็ดขาด”

            ทิงเสวี่ยตอบอย่างเสียไม่ได้ “ก็ได้ ฉันจะพยายาม”

            หลังจากเล่นกันมาตลอดเช้า ในที่สุดทิงเสวี่ยก็ได้เป็นฝ่ายเป่าหวงในตาสุดท้าย ส่วนหวังหย่าจิ้งผู้น่าสงสารก็ยังคงเป็นสามัญชนต่อไป

            เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน บ่ายวันนั้นต่างคนต่างก็มีธุระ จึงไม่ได้ออกมาเล่นด้วยกันอีก

            ......

            วันที่ยี่สิบเจ็ด หลินกั๋วผิงยังคงไปขายซาลาเปาตามปกติ ส่วนหลินกั๋วอันอยู่บ้านฆ่าไก่เตรียมฉลองปีใหม่ โดยมีทิงเสวี่ยคอยเป็นลูกมือ

            เกือบเที่ยง หลิวกุ้ยหลานก็มาถึง โดยมีเฉินเหยาเหยาเดินตามมาด้วย

            หลิวกุ้ยหลานยังคงแต่งกายทันสมัยเช่นเคย ส่วนเฉินเหยาเหยาก็ดูสวยงามไม่แพ้กัน ไม่ได้เจอกันเกือบครึ่งปี ดูเหมือนว่าช่วงนี้เธอจะสุขสบายดี เจ้าเนื้อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เดิมก็กลมอยู่แล้ว ยิ่งดูเปล่งปลั่งขึ้นไปอีก

            “พี่คะ หนูกับแม่มาเยี่ยมค่ะ” เฉินเหยาเหยารีบทักทายแต่ไกลเมื่อเห็นทิงเสวี่ย แล้ววิ่งเข้ามาหาราวกับเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกลมเกลียว     

            ทิงเสวี่ยยืนนิ่ง มองเฉินเหยาเหยาด้วยสายตาเรียบเฉย

            “อาสามคะ หนูช่วยยกชามเลือดไก่ไปไว้ในห้องโถงให้นะคะ” ทิงเสวี่ยหันไปช่วยหลินกั๋วอันยกชามเลือดไก่เดินเข้าบ้านไป

            ลานบ้านเต็มไปด้วยขนไก่ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เครื่องในไก่ถูกโยนทิ้งไว้บนพื้น

            เฉินเหยาเหยาไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน เธอนิ่วหน้าด้วยความขยะแขยง “แม่คะ บ้านพี่สกปรกจังเลย”

            หลิวกุ้ยหลานปลอบลูกสาวสองสามคำ แล้วหันไปยิ้มทักทายหลินกั๋วอัน

            หลินกั๋วอันเพียงพยักหน้ารับตามมารยาท แล้วก้มหน้าทำงานต่อไป ในอดีตเขานับถือเธอในฐานะพี่สะใภ้รอง แต่ตอนนี้... หึๆ

            หลิวกุ้ยหลานจูงมือเฉินเหยาเหยาเข้ามาในห้องโถง “เสียวเสวี่ย ใกล้ปีใหม่แล้ว แม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาให้ ดูสิว่าชอบไหม” เธอยื่นเสื้อผ้าชุดหนึ่งให้ทิงเสวี่ย

            ทิงเสวี่ยเหลือบมองก็เห็นว่าเป็นชุดเดียวกับที่เฉินเหยาเหยาสวมอยู่ เธอก็ส่ายหน้าทันที “หนูไม่ชอบใส่เสื้อผ้าเหมือนคนอื่นค่ะ” ว่าแล้วก็ยื่นเสื้อผ้าคืน

            หลิวกุ้ยหลาน “...”

            เธอคุ้นเคยกับนิสัยของลูกสาวคนโตดี จึงยัดเสื้อผ้าใส่มือทิงเสวี่ยอีกครั้ง “ลูกกับน้องใส่เหมือนกันจะเป็นไรไป พี่น้องกันแท้ๆ แถมยังหน้าตาน่ารักถอดแบบกันมา ถ้าใส่ชุดเหมือนกันเดินออกไปข้างนอก ใครเห็นก็ต้องทักว่าเป็นฝาแฝดแน่ๆ”

            ทิงเสวี่ยแค่นเสียง “หนูไม่อยากเป็นฝาแฝดกับเขา เขาแซ่เฉิน หนูแซ่หลิน หลินทิงเสวี่ยมีแค่คนเดียวในโลกค่ะ”

            หลิวกุ้ยหลาน “...”

            “พี่คะ แม่ซื้อมาให้แล้ว พี่ก็รับไว้เถอะค่ะ ถ้าพี่ไม่เอา แม่จะเสียใจนะคะ” เฉินเหยาเหยาเข้ามาเกาะแขนอ้อนวอน

            ทิงเสวี่ยสะบัดมือออกอย่างรำคาญ “บอกว่าไม่เอาก็ไม่เอาสิ เธอเอาคืนไปนั่นแหละดีแล้ว จะได้มีไว้ใส่สลับกันไง แต่ระวังหน่อยนะ อย่าใส่ติดกันล่ะ เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าเธอไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า”

            เฉินเหยาเหยา “...”

            เมื่อทิงเสวี่ยยืนกราน หลิวกุ้ยหลานก็จำต้องเก็บเสื้อผ้าคืน “ถ้าเสียวเสวี่ยไม่ชอบใส่เหมือนน้อง งั้นต่อไปแม่จะไม่ซื้อชุดเหมือนกันให้อีกแล้วนะ ว่าแต่เสียวเสวี่ย ครั้งนี้สอบได้ที่เท่าไหร่เหรอ? น้องสาวของหนูสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นอีกแล้วนะ”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247