อย่างไรเสียเขาก็ตอบคำถามก่อนหน้านี้ได้สบายอยู่แล้วทำเอาคนที่ครุ่นคิดมาทั้งคืนอย่างพวกเขาเหมือนเป็นคนโง่เขลาไปเลย
“แต่ละข้อจะมีการจับเวลา ตอนนี้เจ้าเกินเวลามาแล้วแต่เห็นแก่ที่ตอบถูกมาหลายข้อ และนี่ก็เป็นปริศนาสุดท้าย ข้าจะต่อเวลาเจ้าโดยนับอีกสิบสิบ เก้า แปด…” น้ำเสียงเปลี่ยนไป และเริ่มนับถอยหลังทันที
พฤติกรรมฉวยโอกาสของชายที่ดื่มชาสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนด้านล่างเวทีทีตอนพวกเขาทายเหตุใดไม่มีกฎแบบนี้!
คงเห็นว่าเด็กหนุ่มตอบถูกเยอะไปเป็นแน่จึงเกิดร้อนใจขึ้นมาทำเป็นพูดเสียดิบดีว่าขยายเวลาให้ แต่มีเวลาแค่นับหนึ่งถึงสิบเท่านั้น ใครจะไปทายทัน!
“ห้า สี่ สาม…”
ชายจิบชาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าหลี่ไหวฺอวี้ไม่มีทางตอบได้แน่ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมเสียโคมไฟหกเหลี่ยมของตนไปเพราะเงินสองเหวินเป็นอันขาด
“‘เพียน’ (翩) ที่หมายถึงสง่างามดุจหงส์สยายปีก!”หลี่ไหวฺอวี้ตอบก่อนที่การนับถอยหลังจะสิ้นสุดลง
ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ชายจิบชารอให้เขายืนยันผลลัพธ์
“เจ้าเดาสุ่มเอาใช่หรือไม่ เหตุใดจึงเป็น‘เพียน’ วิเคราะห์ออกมาสิ! หากบอกไม่ได้ ก็ถือว่าเจ้าตอบผิด!”
ชายจิบชาตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะกลับคำ เพิ่มระดับความยากขึ้นไปอีก นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทายถูกจริงๆ!
“เถ้าแก่ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร มีกฎว่าต้องอธิบายที่ไหนกัน!”
“ใช่แล้ว!ไม่ได้บอกว่าแค่ทายปริศนาอักษรก็พอแล้วหรือ ท่านจงใจหาเรื่องน้องชายผู้นี้ชัดๆ!”
ผู้คนที่อยู่โดยรอบทนดูต่อไปไม่ไหวเสียงตำหนิดังขึ้นไม่ขาดสาย
“วิเคราะห์ใช่หรือไม่ ได้ เชิญรับฟัง” หลี่ไหวฺอวี้กอดอกเอนกายพิงเสาเวที แล้วเอ่ยปากอย่างช้าๆ
“อักษรไจ้ (砦) ออกเสียงเหมือนกับไจ้ (寨) หมายถึงแผงรั้วที่ใช้สำหรับการป้องกันข้าศึกตัวอักษรเปี่ยน (扁) ครึ่งล่างเหมือนกันในแง่ของลักษณะขณะที่ส่วนบน ส่วนตัวเหมิน (门) กับตัวหู้ (户)เหมือนกันในแง่ของความหมาย พระจันทร์ (月)เสี้ยวแหว่งเว้าก็เหมือนกับอักษรสี (习)พระจันทร์เสี้ยวสองดวงก็กลายเป็นอักษรอวี่ (羽)หากมิใช่อักษรเพียน (翩)ท่านก็หาอักษรอื่นอธิบายมาสิ”
คำอธิบายชัดเจนทุกถ้อยคำสอดคล้องต้องกันหมดจด ไร้ช่องโหว่ให้โต้แย้ง
ชายจิบชาพูดไม่ออกใบหน้าแดงก่ำ ไม่ตอบโต้ มันก็คือตัว ‘เพียน’ นั่นแหละจะให้เขาไปหาตัวอักษรอื่นที่สอดคล้องกับปริศนามาจากที่ใด!
“ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว?ข้อต่อไป!”
หลี่ไหวฺอวี้หาววอดอย่างเอ้อระเหยลอยชายคืนนี้ผ่านเรื่องราวมามาก ทั้งออกตามหาคน ทั้งช่วยชีวิตคนตอนนี้ยังต้องใช้สมองทายปริศนาอีก เขาง่วงแล้วจริงๆ
การกระทำเช่นนี้ดูเป็นการโอ้อวดลำพองในสายตาของผู้อื่น อย่างน้อยชายจิบชาก็รู้สึกอย่างนั้น
ข้อต่อไปมีข้อต่อไปที่ไหนกันเล่า!
ไม่เคยมีใครตอบได้เกินสามข้อมาก่อนด้วยเหตุนี้เขาจึงเตรียมมาเพียงหกข้อ!
จะให้คิดปริศนาที่ยากกว่าเดิมตอนนี้ก็คิดไม่ออกไปชั่วขณะซ้ำยังมีคนมากมายจดจ้องอยู่ จะทำอย่างไรดี?
เขาโอดครวญ ภายในใจราวกับอวัยวะห้ากลั่นหกกรอง[1]ถูกกรีดเฉือน นี่เป็นโคมไฟที่ตนเองลงทุนจ้างคนหามาอย่างยากลำบาก จะให้ไปไม่ได้!
ชายจิบชาครุ่นคิดหาวิธีรับมืออย่างสุดชีวิตร้อนใจจนแทบจะเกาหูเกาแก้ม นึกออกแล้ว!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าน้องชายช่างเก่งกาจยิ่ง! นี่เป็นข้อสุดท้ายแล้ว โคมไฟอันนี้เป็นของเจ้าแล้ว!”
ชายจิบชาเพียรฝืนยิ้มแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเอ่ยปาก “แต่ว่าโคมดวงนี้ชำรุดต้องนำไปซ่อมแซมก่อน เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้เจ้าค่อยมาเอาโคมกับข้าที่นี่อีกครั้งดีหรือไม่?”
“คิดจะถ่วงเวลา?”
หลี่ไหวฺอวี้มองแผนการของเขาออกตั้งแต่แรกไม่รอให้เขาเล่นลิ้น มือจับขอบเวทีแล้วพลิกตัวขึ้นไปด้านบนที่สูงราวสองหมี่[2]ก่อนย่างสามขุมเข้าหาชายจิบชาทีละก้าว
“คิดจะกลับคำหรือ?”
“มะ ไม่ใช่…น้องชายอย่าวู่วาม ให้ ข้าให้แน่นอน!”
อีกฝ่ายเป็นวรยุทธ์!ชายจิบชาตกตะลึงใบหน้าถอดสีอย่างหนัก เขากล้าเพิกเฉยเสียที่ใด
ไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มตัวเล็กๆคนหนึ่ง ไม่เพียงแต่รูปโฉมโดดเด่น ความรู้อักษรศิลป์เลิศล้ำ ยังมีวรยุทธ์อีกด้วย!
จำต้องยอมรับในความโชคร้ายของตนเองอย่างช่วยไม่ได้เขาใช้ไม้ค้ำเกี่ยวโคมหกเหลี่ยมจากชั้นบนสุดลงมา ไม่คาดคิดเลยว่าในอำเภอเล็กๆ จะมีเสือซุ่มมังกรซ่อน[3]อยู่!
เขาอาศัยโคมดวงนี้เดินทางไปทั่วสารทิศเมื่อมาถึงอำเภอติ้งเหลียงบังเอิญตรงกับเทศกาลจงหยวนพอดี จึงคิดหาเงินทองสักหน่อยใครเล่าจะรู้ว่าจะเจอกับจอมอหังการเช่นนี้!
“จะ…จะเอาอย่างไรอีก”
ของรางวัลก็รับไปแล้วไยคนผู้นี้ยังไม่ยอมไปเสียที
หลี่ไหวฺอวี้เชิดคางเล็กน้อยชี้ไปที่เอวของชายจิบชา แล้วยื่นมือข้างที่ว่างออกไป
“เงินสองเหวินของท่านรับไป!”
ชายจิบชากัดฟันกรอดเค้นแต่ละคำออกมาอย่างยากลำบาก เจ้าหนุ่มขี้ตืด!
“ไป! กลับบ้าน!”
หลี่ไหวฺอวี้มอบโคมไฟให้หมิงเป่าอวี้วางเงินทองแดงลงบนฝ่ามือหมิงเป่าจู แล้วหัวเราะเยาะโดยไม่กล่าวคำขอบคุณ
เมื่อตั้งเวทีก็คือทำการค้า มีการตั้งราคาที่ชัดเจน นี่คือสิ่งที่เขาควรได้ แล้วไยต้องเอ่ยขอบคุณเล่า
เดิมทีคิดว่าต้องเดินกลับมืดๆแต่ตอนนี้มีโคมดวงใหญ่นี้แล้ว แม้จะไม่ถึงกับสว่างไสวดุจกลางวันแต่อย่างน้อยก็มองเห็นทางข้างหน้าได้อย่างชัดเจน
“พี่ไหวฺอวี้ ท่านเก่งที่สุดเลยขอรับ!”
หมิงเป่าอวี้ถือโคมไฟอย่างเบิกบานใจเดินอยู่ตรงกลางเพื่อให้ทั้งสามคนได้รับแสงสว่างทั่วถึงกัน ตลอดทางก็ชมเชยไม่ขาดปากพอนึกถึงเหตุการณ์ที่หลี่ไหวฺอวี้ตอบคำถามรวดเดียวทั้งหกข้อ ก็จะเอ่ยชมคำหนึ่ง ไม่รู้แหนงหน่าย
“พอแล้วเป่าอวี้พี่ไหวฺอวี้ของเจ้าเป็นคนไม่ยึดติดชื่อเสียงลาภยศ ปล่อยให้เขาเป็นวีรบุรุษนิรนามต่อไปเถอะ”
หมิงเป่าจูฟังจนหูชาแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากทัดทานน้องชายที่ประจบสอพลออีกฝ่ายอย่างออกนอกหน้า
“เฮ้ คำกล่าวนี้ผิดแล้วมีความชอบก็ควรได้รับรางวัล มีชื่อเสียงก็ควรประกาศให้โลกรู้ คำชมของเป่าอวี้ข้าสมควรได้รับอย่างแท้จริง ใช่หรือไม่ เป่าอวี้?”
เขาไม่เคยคิดจะเป็นวีรบุรุษนิรนามที่คอยช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเงียบๆหากลงมือทำแล้ว ก็ต้องได้รับผลตอบแทน
“ใช่แล้วพี่สาวต้องขอบคุณพี่ไหวฺอวี้ ท่านดูสิ โคมไฟดวงนี้สวยงามมาก ตั้งแต่ข้าโตมายังไม่เคยเห็นโคมไฟที่สวยงามเช่นนี้มาก่อนเลย!”
หมิงเป่าอวี้ยกโคมไฟในมือให้สูงขึ้นพยายามให้พี่สาวมองให้ชัดเจน
ไม่ต้องให้น้องชายบอกหมิงเป่าจูก็สังเกตเห็นแล้ว โคมไฟดวงนี้งามวิจิตรไม่เหมือนโคมไฟธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป ต้องยอมรับว่าสายตาของเป่าอวี้ไม่เลวจริงๆ
“โคมไฟดวงนี้ท่าทางจะราคาแพงมากพวกเราได้มาโดยไม่ต้องควักสักเหวินจะมีอะไร...” หมิงเป่าจูมักรู้สึกว่าไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
“กฎบนแผ่นไม้ก็เขียนชัดเจนอีกอย่าง คนที่ตอบคำถามต่างก็จ่ายเงินคนละสองเหวินเจ้าคิดว่าเขาทำการค้าโดยไม่หวังผลกำไรหรือ?ไม่มีทางขาดทุนหรอก”
หลี่ไหวฺอวี้แอบเหลือบมองโคมไฟหกเหลี่ยมพลางโกหกหน้าตาย
ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงวัสดุ หรือแม้แต่บทกวีและภาพวาด ล้วนประณีตหาที่ติไม่ได้ไม่ใช่สิ่งของที่ควรปรากฏในหมู่ชาวบ้านทั่วไป
ไม่รู้ว่าชายจิบชาผู้นี้ใช้วิธีใดหรือได้สิ่งนี้มาจากไหนแต่อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ควรเป็นของวังหลวง ต้องใช้เงินมหาศาลจึงจะได้มา บัดนี้ตกเป็นของตนเองโดยไม่เสียอะไรเลยหากไม่ขาดทุนย่อยยับก็แปลกแล้ว แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาอยู่แล้ว
“จริงสิวันนี้เสี่ยวอวิ๋นฝากข้ามาขอขมาเจ้าด้วย นางบอกว่าเพราะนางเป็นคนเสนอให้ร่วมขบวนแห่จึงทำให้เจ้าพลัดหลงไป”
ทันใดนั้นหมิงเป่าจูก็นึกถึงสิ่งที่หลี่อวิ๋นฝากฝังไว้ตอนที่พวกนางออกตามหาน้องชาย
อาจเป็นเพราะรู้สึกผิดมากเกินไปนางจึงไม่ได้เลือกขอขมากับเป่าอวี้โดยตรง
“เรื่องนี้โทษพี่หลี่อวิ๋นไม่ได้หากมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง ข้าจะบอกนางเองว่าไม่เป็นไร” เป่าอวี้ยิ้มสดใส
“อะไรกัน เพิ่งแยกกันเมื่อครู่ก็คิดถึงอยากพบกันวันหลังอีกแล้วหรือ? เห็นว่าพี่หลี่อวิ๋นของเจ้าหน้าตาสะสวยทนเห็นนางเสียใจไม่ได้ใช่หรือไม่” หมิงเป่าจูแกล้งหยอกเย้าหมิงเป่าอวี้
เชิงอรรถ[1] อวัยวะห้ากลั่นหกกรอง(五脏六腑) หรือห้าตันหกกลวง หมายถึง อวัยวะภายในตำราแพทย์จีน ห้ากลั่น ได้แก่ หัวใจ ตับ ม้าม ปอดไต ทำหน้าที่ผลิตสร้าง กลั่นฟอก และหล่อเลี้ยง ส่วนหกกรอง ได้แก่ ถุงน้ำดีลำไส้เล็ก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ และท่อลำเลียง (ซานเจียว)ทำหน้าที่ย่อยย ดูดซึม และเก็บสะสม
[2] หมี่ (米) เป็นหน่วยวัด หมายถึงเมตร
[3] เสือซุ่มมังกรซ่อน(卧虎藏龙) มักใช้กล่าวถึงคนมีความสามารถแต่เร้นกายอยู่ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เฝ้ารอโอกาสที่เหมาะสมถึงจะแสดงตน