“ศิษย์พี่ สมุนไพรรอบๆบริเวณนี้เราเก็บมาทั้งหมดแล้ว พวกมันล้วนแล้วเป็นสมุนไพรระดับ 3 ทั้งหมด”
การพูดคุยระหว่างศิษย์สังกัดตึกยาดังขึ้นเป็นช่วงๆตลอดการเดินทางตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงวัน ตงฟางที่เดินตามหลังศิษย์พี่เยว่สือมาตลอด เขาไม่ได้ช่วยเก็บสมุนไพรเลยสักนิด เพราะอยู่ในช่วงการสำรวจพื้นที่รอบๆ
การเดินทางเข้ามาในพื้นที่ที่ต้องใช้พลังวิญญาณในการเปิดปิดเพื่อเดินทางเข้าออก เขาไม่รู้ว่ามันเป็นพื้นที่แบบไหนจึงต้องเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดก่อน
โดยตอนนี้สิ่งที่เขาสำรวจมาตลอดจนถึงเที่ยง ทำให้พบว่าข้างในประตูเทพธิดาเป็นพื้นที่พิเศษเหมือนกับเกาะๆหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากๆ ไม่สามารถสำรวจขนาดของมันได้ ศิษย์พี่เยว่สือยืนยันอีกเสียงว่ามันไม่เคยถูกสำรวจจนรู้ขอบเขต แล้วความพิเศษอีกหนึ่งอย่างของพื้นที่แห่งนี้นอกจากมันจะมีพลังวิญญาณที่มากมายแล้วก็คือ มันมีกลางวันและกลางคืน ทั้งๆที่มันไม่มีพระอาทิตย์
ทำให้ตงฟางรู้ว่าพื้นที่ในประตูแห่งเทพธิดา ไม่ใช่พื้นที่ที่ตั้งอยู่บนโลก มันเป็นพื้นที่อยู่ในมิติที่มีทางเชื่อมไปยังโลกของพวกเขา ผ่านสิ่งที่เรียกว่าประตูแห่งเทพธิดา แล้วสมุนไพรและแร่ต่างๆที่พวกเขาแวะเก็บระหว่างทางมันก็พิเศษตามคำบอกเล่าอีกด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นระดับ 3 ขึ้นไป
ซึ่งการเดินทางของศิษย์พี่เยว่สือตามที่ตงฟางถามไถ่ เขารู้จุดประสงค์ของทุกๆคนที่เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ สิ่งแรกที่ทุกคนจำเป็นต้องตามหาคือ ค่ายกลวิญญาณ มันเป็นสิ่งที่ดูดซับพลังวิญญาณมหาศาลไปเก็บสะสมไว้ จนเหมือนแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรขนาดใหญ่สามารถบ่มเพาะพลังได้พร้อมกันเป็นพันคน หากพวกเขาเจอสามารถนั่งล้อมวงบ่มเพาะพลังวิญญาณจากมันได้
ด้วยสิ่งนี้ทุกคนจึงพยายามหามัน หากสามารถดูดซับพลังวิญญาณจากค่ายกลวิญญาณจนครบ 1 เดือน พวกเขาสามารถเลื่อนขั้นในระดับผสานวิญญาณได้สูงสุด 1 ถึง 2 ขั้นตามทักษะของพวกเขา นับว่าเป็นการเลื่อนขั้นที่รวดเร็วมากๆ
ถึงอย่างนั้นค่ายวิญญาณกลับถูกจับจองอย่างรวดเร็วจากคนที่เข้ามา พวกเขาจึงจำเป็นต้องรีบเดินไปให้ลึกกว่านี้ เพื่อเข้าถึงค่ายกลวิญญาณ
ส่วนเรื่องรองที่พวกเขาจะต้องทำ เป็นการเก็บสมุนไพรระหว่างทาง แม้มันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการเก็บออกไป กลับถูกมองเป็นเรื่องรองเพราะยิ่งสมุนไพรระดับสูงยิ่งมีสัตว์อสูรระดับสูงอาศัยอยู่ใกล้ๆ พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับเรื่องเพิ่มพลังวิญญาณเป็นอันดับแรกก่อน ใกล้วันจะเดินทางกลับออกไปพวกเขาจึงจะเริ่มตามเก็บพวกมัน
แต่ที่ตงฟางสนใจเป็นอย่างมากหลังจากให้พี่เยว่สือเล่าทุกอย่างที่รู้ให้ฟัง คือเรื่องของนิกายโบราณ ภายในประตูแห่งเทพธิดานั้น เดิมทีเป็นที่ตั้งของนิกายโบราณที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อนิกาย รู้เพียงแค่ว่ามันอยู่มานานแล้วก็ล่มสลายด้วยสาเหตุบางอย่างที่ยังคงเป็นปริศนา
ถึงแม้นิกายจะล่มสลายไปแล้วกลับทิ้งของมีค่าเอาไว้มากมาย ใครโชคดีสามารถนำมันไปครอบครองได้ แต่ก็มีข้อมูลอีกมากจากคำบอกเล่าทำให้ผู้คนที่ไม่ประมาณตนเข้าไปตาย นั่นคือเรื่องของห้องโถงหลักของนิกาย ภายในห้องแห่งนั้นเก็บทักษะลับต่างๆของนิกายเอาไว้แล้วยังมีอาวุธวิญญาณทรงพลังอีกนับไม่ถ้วน แต่มันก็ยังไม่มีใครหาทางเข้าไปได้ ด้วยเรื่องนี้จึงทำให้มีคนมากมายเข้าไปตายด้วยการถูกกับดักเล่นงาน
ซึ่งนิกายโบราณที่พี่เยว่สือพูดถึง มันเป็นตำแหน่งที่ผู้แข็งแกร่งล้วนแล้วเดินทางไป ตงฟางจึงคิดว่าน้องสาวของเขาอาจจะเดินทางไปที่นั่นก็ได้ จึงคิดจะเดินทางไปดูสักครั้ง
“เดินทางกันต่อเถอะ”
ศิษย์สังกัดตึกยาเริ่มเดินทางกันต่อ ตงฟางจึงต้องเดินตามไปเรื่อยๆเช่นเดิม ในระหว่างเดินเขาก็สัมผัสถึงกลุ่มคนที่พยายามตามพวกเขามาเช่นกัน พวกมันล้วนแล้วเป็นคนที่เขารู้จัก แต่ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะสนใจ แล้วพวกมันก็ยังไม่คิดจะเข้ามาใกล้ ยังคงทิ้งระยะห่างตงฟางจึงขอเดินทางไปกับพี่เยว่สือก่อน ไว้ถึงเวลาเหมาะสมเขาจะขอแยกกลุ่มออกไปเอง
“ศิษย์พี่ ข้างหน้ามีสัตว์อสูรอยู่ราว 20 - 30 ตัวแล้วก็เป็นระดับ 4”
“เตรียมต่อสู้”
ชริ้ง~!
วิญญาณยุทธ์ของศิษย์สังกัดตึกยาถูกเรียกออกมาใช้งาน ตงฟางทำได้เพียงแค่มองผ่านๆเท่านั้น ไม่ได้เจาะจงมองดูวิญญาณยุทธ์ของทุกคนเป็นพิเศษ เนื่องจากมันเป็นอาวุธวิญญาณทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็น ดาบ กระบี่ หอก หรือจะเป็นวิญญาณยุทธ์สัตว์อสูรสวมใส่ร่างกาย แต่แล้วเขากลับย่นคิ้วเมื่อเจอเข้ากับวิญญาณยุทธ์ที่แปลกไปจากตำราบนมือของพี่เยว่สือ
“ศิษย์พี่เยว่ วิญญาณยุทธ์ของท่านคืออะไรเหรอ”
ตงฟางเข้าไปถามตรงๆ กลับไม่ได้รับคำตอบเพราะตอนนี้ศิษย์ทุกคนระเบิดพลังระดับผสานวิญญาณเข้าใส่กลุ่มสัตว์อสูรระดับ 4 จำนวนมากจนพวกมันร้องคำรามลั่น ยังไม่ทันจะถึง 1 นาทีพวกมันทั้งหมดที่ขวางทางต่างตกตายลงไป
“พี่เยว่สือ ท่านไม่คิดจะอธิบายให้ข้าฟังหน่อยเหรอ ท่านไม่สงสารข้าเหรอที่มีเพียงแค่วิญญาณยุทธ์พังๆ”
ตงฟางเรียกเตาหลอมยาที่แตกเป็น 6 ส่วนออกมาให้เยว่สือมองดู เธอจึงยอมพูดถึงความสามารถวิญญาณยุทธ์ของเธอที่คนอื่นๆในสถาบันต่างรู้กันทั้งหมด
“วิญญาณยุทธ์ของข้าชื่อกุหลาบวิญญาณ ความสามารถมันหลากหลายมาก แม้จะต่อสู้ได้ไม่ดีนัก มันกลับช่วยเหลือคนอื่นๆให้ต่อสู้ได้”
“อย่างเช่นส่งรากไปมัดศัตรูอย่างที่ท่านใช้ใช่ไหม แต่ข้าคิดว่ามันยังมีความสามารถอีก”
“มันสามารถกระตุ้นสมุนไพรให้เติบโตได้ ด้วยการส่งพลังวิญญาณของข้าผ่านวิญญาณยุทธ์”
“หูว”ตงฟางทำหน้าตกใจตื่น
“สมแล้วที่ท่านเป็นศิษย์สายตรงลำดับที่ 2 แล้วเป็นศิษย์ของอาจารย์จื่อรั่ว ท่านนี่เกิดมาเพื่อหลอมยาโดยเฉพาะเลย สามารถปลูกสมุนไพรแล้วเร่งการเติบโตของพวกมันให้ทันการใช้งานได้”
“ไปกันเถอะ”
ตงฟางถูกเมินอีกครั้ง ถึงอย่างนั้นเขากลับเห็นคิ้วทั้งสองของศิษย์พี่เยว่สือคลายตัวออกจากกัน เหมือนว่าจะไม่ได้รำคาญตงฟางแล้ว เขาจึงมีความหวังว่าจะชวนศิษย์พี่คุยได้มากกว่านี้
“ศิษย์พี่ พวกปีศาจมันเป็นยังไงเหรอ ท่านเคยเจอพวกมันมาก่อนไหม”
การเดินทางเริ่มขึ้นท่ามกลางเสียงถามด้วยความสงสัยของตงฟางที่ถามเป็นช่วงๆ จนกระทั่งแสงในตอนเช้าหายไปจนทุกอย่างรอบๆถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ศิษย์ทุกคนก็เริ่มนำยันต์ออกมาคลุมตัวแล้วกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อหลับนอน
“พี่เยว่สือ ท่านกลัวไหม” ตงฟางที่อยู่บนต้นไม้เดียวกันกับศิษย์พี่ยังคงถามเช่นเดิม
“ไม่มีใครไม่กลัว ทุกคนที่เข้ามาล้วนกลัวกันทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะจัดการกับความกลัวเหล่านั้นด้วยวิธีไหน หากไม่สามารถกำจัดความกลัวได้ จะเป็นหนึ่งในผู้คนที่มาทิ้งชีวิตไว้ในสถานที่แห่งนี้”
“แล้วท่านกำจัดความกลัวยังไงเหรอ ข้าเริ่มรู้สึกกลัวแล้วสิ”
“ข้าเพียงแค่เชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้น แล้วบอกตัวเองซ้ำๆให้รู้จักประมาณตน ไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม”
“พี่เยว่สือ ข้าเริ่มรู้สึกกลัวมากๆแล้วสิ ข้าขอเข้าไปใกล้ๆท่านได้ไหม”
“อย่าเขามาใกล้มากล่ะ เจ้าจะถูกมองไม่ดีได้”
“งั้นข้าจะเว้นระยะห่างจากท่านไว้สัก 1 เมตรก็แล้วกัน ไว้เจอกันพรุ่งนี้เช้าศิษย์พี่”
ตงฟางขยับเข้าไปใกล้ๆพลางหลับตานอนบนกิ่งไม้ด้วยการใช้ยันต์ป้องกันตัวเหมือนคนอื่นๆ
—-----------------------------
“จงหู เราจะลงมือตอนไหน”
กลุ่มของจงหูที่ตามตงฟางมาตลอดทั้งวันตั้งหลักปักฐานห่างจากจุดที่ตงฟางหลับนอนราว 1 กิโลเมตร หลังจากพวกมันใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูตำแหน่งของตงฟางให้ละเอียด กลับต้องเลิกส่องเพราะกลุ่มของตงฟางไม่ได้ก่อไฟในช่วงกลางคืน พวกเขาทำอาหารก่อนฟ้ามืดแล้วนอนพักในช่วงกลางคืน ไม่มีการสร้างแสงขึ้นมาสักนิด ทำให้การมองเป็นไปไม่ได้
“รอก่อน มันมีวิธีการทำให้เราไม่ขัดแย้งกับคนอื่นๆ แต่วิธีนั้นจำเป็นต้องรอ”
“อืม รีบๆฆ่ามัน เราจะได้ตามหาค่ายกลวิญญาณ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้อะไรกลับไป”
ศิษย์สายตรงจำนวน 6 คนแยกย้ายกันนอน โดยมีคนของตระกูลจงที่ส่งเข้ามาช่วยจงหูล่าตงฟางเป็นคนเฝ้ายามในคืนนี้
—-------------------------------
“พี่เยว่สือ ท่านจะเฝ้าข้าทั้งคืนแบบนี้ไม่ได้นะ” ตงฟางลืมตาตื่น เขารับรู้ได้ว่าทุกคนหลับไปแล้ว โดยไม่มีใครวิตกกังวลกับการถูกสัตว์อสูรโจมตี เนื่องจากว่ายันต์ที่พวกเขาใช้สามารถป้องกันการโจมตีได้ 1 ครั้ง แล้วยังเตือนถึงสิ่งที่จะเข้ามาโจมตีได้อีก แต่กลับมีหนึ่งคนไม่ยอมนอน นั่นคือศิษย์พี่เยว่สือที่กำลังนั่งเฝ้ายามให้กับคนอื่นๆ
“ทำไมไม่นอน”
“ข้าหลับเต็มอิ่มแล้ว ตอนนี้น่าจะเที่ยงคืน ศิษย์พี่นั่นแหละต้องนอน เดี๋ยวข้าเฝ้าเอง” ตงฟางลุกขึ้นนั่งพลางปล่อยหูทิพย์และตาทิพย์ไปสำรวจสิ่งต่างๆในระยะ 2 กิโลเมตรรอบๆตัว ทว่าศิษย์พี่ของเขายังไม่หลับตานอน ยังคงนั่งมองทุกอย่างในความมืดเช่นเดิม
“ศิษย์พี่แถวนี้ไม่มีสัตว์อสูร มีแค่กลุ่มคนราวร้อยคนพักอยู่ตรงนั้น” ตงฟางชี้นิ้วบอกทุกอย่างที่เขาสัมผัสถึง จนเยว่สือหันมองเขาด้วยความสนใจ
“เจ้าแค่ระดับผสานวิญญาณทำไมการรับรู้ของเจ้าไกลกว่าคนอื่นๆ”
“น่าจะเป็นเพราะข้าพิเศษกว่าคนอื่นๆ เอ่าล่ะศิษย์พี่ท่านนอนเถอะ ข้าจะเฝ้าให้ ถ้ามีอะไรข้าจะปลุกท่านก่อนคนอื่นๆ” ตงฟางมองไปยังเยว่สือพร้อมพยักหน้าบอกว่าตนทำได้
“ศิษย์พี่ นอนเถอะ วันนี้น่าจะเป็นวันสุดท้ายที่ข้าจะอยู่กับพวกท่านแล้ว เดี๋ยวข้าเฝ้าให้”
“เจ้าจะไปแล้วเหรอ”
“ใช่ ข้าว่าจะอยู่กับศิษย์พี่สัก 5 วันแต่การที่ข้าอยู่นานจะทำให้ทุกคนเกิดอันตราย จึงจะเดินทางจากไปพรุ่งนี้ ตอนนี้ข้าก็หลับพอแล้ว ท่านหลับเถอะ หรือว่าท่านเป็นคนหลับยาก ให้ข้าช่วยไหม ข้าทำให้หลับได้ง่ายๆเลยนะ แค่หลับตาแล้วฟังเสียง”
“ศิษย์พี่”
“ศิษย์พี่หลับหรือยัง”
ตงฟางไต่เข้าไปใกล้ๆพยายามสำรวจศิษย์พี่ของเขาว่าหลับไปแล้วหรือยัง ทันใดนั้นศิษย์พี่ของเขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมามองจ้องเขาที่ขยับเข้ามาในระยะประชิด
“เจ้ากำลังจะทำอะไร คิดถึงหน้าลูกและเมียของเจ้าด้วย”
“ศิษย์พี่นั่นมันเรื่องโกหก อีกอย่างข้ายังไม่ได้คิดจะทำไม่ดีกับท่านเลย ข้าแค่จะเข้ามาดูว่าท่านหลับแล้วหรือยังเท่านั้น จากที่ข้าดู ท่านน่าจะเป็นคนที่คิดมากกลัวว่าคนอื่นจะได้รับอันตราย ด้วยสิ่งที่คิดนี้เองทำให้ท่านนอนไม่ค่อยหลับ ข้าจึงอยากจะช่วย เดิมทีข้าคนนี้มีความสามารถในการรักษาและการฝังเข็ม ศิษย์พี่จะลองดูหรือเปล่า หากได้รับการฝังเข็มจากข้าท่านจะเป็นคนที่หลับง่ายมาก แล้วก็เป็นคนที่ตื่นง่ายอีกด้วย ถึงจะตื่นง่ายแต่การนอนของท่านก็หลับสนิทกว่าตอนนี้”
ตงฟางนำเข็มที่ได้จากพ่อออกมาถือในมือ พลางขยิบตาให้พี่เยว่สือ
“ข้าจะลองเชื่อเจ้าสักครั้ง เห็นแก่หน้าอาจารย์อี้ที่อยากได้เจ้าเป็นศิษย์”
“งั้นศิษย์พี่หลับตาไม่ต้องขัดขืน ท่านจะตื่นอีกทีตอนมีเสียงเรียกที่ทำให้ท่านตื่น ส่วนวันนี้ข้าเฝ้าเอง”
ตงฟางมองไปยังศิษย์พี่เยว่สือที่กำลังหลับตาตามคำพูดของเขา ทันใดนั้นเขาก็ใช้พลังจิตแทงเข็มไปยังจุดต่างๆบนร่างกายทำให้ศิษย์พี่ของเขาผ่อนคลายเพื่อรักษาอาการเครียดเกินกว่าเหตุจนทำให้เป็นคนหลับยาก แล้วก็หลับไม่สนิท
“น่าจะหลับสนิทในรอบหลายปี เอาล่ะ ต่อไปก็…”
ตงฟางมองจ้องไปยังกลุ่มของจงหูพลางคิดหาแผนจัดการกับพวกมัน