“ลูกเห็นข่าวหรือยังเรื่องที่รัฐบาลกำลังจัดตั้งองค์กรจัดระดับที่ให้ทุกคนไปลงทะเบียน เห็นบอกว่าถ้าไม่ไปลงทะเบียนคนคนนั้นจะไม่ได้รับสวัสดิการที่กำลังจะมาถึง ลูกพอจะรู้อะไรไหมเกี่ยวกับเรื่องนี้”
หลังจากปลูกแตงโมทะเลือดและสตอเบอรรี่เมล่อนเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสมิธกลับมาที่บ้านและแม่ได้ถามเขาด้วยความกังวลถึงเรื่ององค์กรที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้
“ก็แค่ไปเซ็นเอกสารแล้วก็ทำนู้นนิดนั้นหน่อยแค่นั้น แต่ถ้าแม่ไม่ได้หวังจะออกจากบ้านไปยังแนวหน้าเพื่อใช้พลังฟิ้วฟ้าวแม่ก็ไม่จำเป็นจะต้องทำก็ได้ ส่วนไอเรื่องสวัสดิการอะไรนั้นคนตัวเล็กๆแบบเราไม่ได้รับประโยชน์จากมันหรอกครับ” สมิธบอกข้อมูลที่เขารู้ถึงเรื่ององค์กรจัดระดับให้แม่ฟัง
“แม่ก็เป็นแม่บ้านอยู่แบบนี้ แม่คงไม่ต้องไปลงทะเบียน…” แม้คอร์ทนี่ย์จะได้ยินคำตอบจากลูกชายแล้วแต่เธอก็ยังกังวลอยู่หน่อยๆ แต่ไม่เป็นไรเชื่อมั่นในตัวลูกชายไว้เพราะก่อนหน้านี้ลูกชายเธอสามารถบอกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ เธอเองก็เชื่อเรื่องนี้เช่นกัน
สมิธไม่ได้พยายามจะพูดปลอบแม่ด้วยคำพูดหรือข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อให้แม่สบายใจแต่อย่างใดเพราะนั้นคือข้อมูลจริง สาเหตุที่รัฐบาลต้องการให้คนไปลงทะเบียนให้ได้มากที่สุดก็เพื่อตรวจสอบว่าคนคนนั้นครอบครองพลังอะไรและสามารถใช้งานได้หรือไม่ หากผู้ลงทะเบียนคนนั้นเข้าตาคนของรัฐบาลจะมาที่บ้านพร้อมกับยื่นข้อเสนอซึ่งข้อเสนอนั้นก็คือสวัสดิการนั้นเอง สวัสดิการไม่ได้กันทุกคนจะได้รับก็ต่อเมื่อถูกเลือกเท่านั้น นี้สินะโลกแห่งความโหดร้ายและทอดทิ้ง!
“ฉันคงไม่ต้องไป!” สมิธคิดว่าเขาคงไม่ต้องไปลงทะเบียนเพราะตอนนี้รัฐบาลได้สนใจในตัวเขาแล้วแถมสนใจในระดับ VIP อีกด้วยถึงขนาดไดรับการต้อนรับจากหน่วยพิเศษ
สมิธมาที่ห้องเพื่อเปิดคอมนั่งหาข่าวและเว็บบอร์ดที่รวมเรื่องราวเหนือธรรมชาติ สถานการณ์ของโลกในตอนนี้ค่อนข้างแตกต่างจากช่วงเวลาก่อนหน้า โดยจุดที่แตกต่างคือสิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่ควรปรากฏตัวในช่วงเวลานี้อย่างโทรลล์ผิวเขียวที่บุกโจมตีมหาวิทยาลัย เดิมทีกว่าพวกโทรลล์จะโผล่ออกมาให้คนทั้งโลกเห็นคือเป็นปีหลังจากเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติครั้งแรก แต่นี้กลับปรากฏตัวออกมาเร็วชนิดที่ว่ายังไม่ถึงเดือนเสียด้วยซ้ำ
และข่าวการโจมตีที่สมิธดูอยู่ในตอนนี้...
“ก็อบลินสิ่งมีชีวิตขนาดเท่าเด็กขวบผิวสีเขียวบุกทำลายล้างพิพิธภัณฑ์ ณ ประเทศ xxx”
“คราเคนหมึกยักษ์เข้าโจมตีเรือประมงหลายสิบลำเป็นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตร่วมเกือบร้อย”
“ตอนนี้ดิฉันอยู่ที่ฟาร์มโชคดีมีชัยค่ะ มีรายงานว่าแกะนับร้อยตัวของฟาร์มแห่งนี้ถูกขโมยไปโดยสิ่งมีชีวิตปริศนาและคนข้างดิฉันคือเจ้าของฟาร์มโชคดีมีชัยนี้ค่ะ คุณเบอร์นาร์ดคะพอจะเล่าเรื่องราวให้ฟังได้ไหมคะว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“วันนั้นเป็นวันที่ดีนะท้องฟ้าแจ่มใสอากาศสดชื่นดูไม่มีเค้าลางของสิ่งแย่ๆ ผมพาแกะออกไปเดินเล่นเหมือนทุกที ให้อาหาร ให้ความรัก ผมทำในสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันทุกวันทุกวัน! ผมก็ทำอะไรของผมไปเรื่อยจนพระอาทิตย์ตกดิน...ตอนที่ผมกำลังกินมื้อค้ำกับครอบครัว ผมได้ยินเสียงบางอย่างจากนอกบ้าน ในตอนแรกผมก็คิดว่าฝ฿งนกคงมาแอบกินอาหารสัตว์ที่เหลืออยู่เหมือนกับทุกครั้ง”
“แต่ว่าเสียงดังกล่าวมันนานผิดปกติ นานจนผมและครอบครัวกินมื้อค้ำเสร็จเสียงปริศนานั้นก็ยังได้ยินอยู่ แม้ว่าผมจะมีไอพลังพิเศษบ้าบออะไรนั้นแต่มัยเทียบไม่ได้กับไรเฟิลกระบอกนี้หรอก ผมจึงตัดสินใจออกไปดูนอกบ้านว่ามันคือเสียงบ้าบอะไรพร้อมกับปืนไรเฟิลคู่ใจของผม หากเป็นนกผมจะยิงให้ล่วงแล้วเอามันมาทอดให้สะใจ! เมื่อผมออกไปสิ่งแรกที่ผมเห็นคือสิ่งมีชีวิตขนาดเท่านกพิราบใช้กงเล็บเล็กๆของมันยกแกะทั้งตัวแถมขนบนตัวมันยังมีสีแดงราวกับเปลวไฟ นกบ้าบออะไรขนสีแดงอย่างกับไฟ ณ วินาทีนั้นผมหันไรเฟิลไปที่นกแปลกประหลาดนั้นแล้วลั่นไกในทันที สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรรู้ไหม?”
“นกตัวนั้นไม่เป็นอะไรเลย เจ้านกสีแดงที่มาขโมยแกะของผมมันไม่เป็นอะไรเลย ไรเฟิลลูกรักของผมทำอะไรมันไม่ได้เลยขนมันแม้แต่ขนเดียวยังไม่ล่วง แล้วรู้ไหมเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นอีกคุณนักข่าว?”
“เกิดอะไรขึ้นค่ะ?”
“แม่ของเจ้านักเวรนั้นปรากฏตัว ครั้งแรกที่ผมเห็นแม่ของพวกมันผมถึงกับล้มทั้งยืนเพราะชีวิตนี้ทั้งชีวิตผมไม่เคยเห็นนักขนาดใหญ่เท่าเครื่องบินมาก่อน แม่ของพวกมันเหมือนจะโกรธที่ผมทำร้ายลูกๆมัน เจ้านักขนาดเท่าเครื่องบินเลยโจมตีผมแต่ไม่รู้สายตามันสั้นหรือยังไงถึงพลาดไปโดนบ้านผมแทน”
“ดูบ้านผมสิ นกบ้านั้นแค่แกว่งปีกครั้งเดียวบ้านผมทั้งหลังก็เหลือแต่ซาก”