ของขวัญจากคุณชายทั้งสอง
การเปิดตัวร้านอาหารเจี้ยนเฉิงได้เป็นไปได้อย่างตื่นตาตื่นใจด้วยลักษณะร้านที่อย่างกับอยู่ในศาลากลางน้ำในวังหลวงนี้ได้แพร่กระจายข่าวจากปากต่อปากออกไปเป็นวงกว้างเพียงแค่เปิดร้านในเวลาไม่กี่เค่อเท่านั้น
“คุณชายมี่”จิ้นสิงเมื่อเห็นผู้มาเยือนเขารีบเข้าไปเอ่ยปากต้อนรับทันทีเขาได้ยินจากปากบุตรสาวว่าคุณชายผู้นี้แม้กระทั่งงานเลี้ยงวันเกิดนอกวังยังได้รับเกียรติจากผู้เป็นฮ่องเต้มาร่วมงานเขาต้องเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างไม่ต้องใช้สมองคิดให้มากความ
“เถ้าแก่ข้ามาแสดงความยินดีด้วยกับร้านใหม่ นี่ของขวัญจากข้า และก็” มี่หนิงหยางมอบกล่องของขวัญแก่จิ้นสิงไปก่อนจะหันไปด้านหลังที่ยังมีคนอีกสองคนเดินถือของขวัญอีกชิ้นตามเขามา
“ตระกูลเจี้ยนเฉิงรับราชโองการ”ขันทีที่ตามมี่หนิงหยางมาเอ่ยขึ้นเสียงเล็กแหลมดังฟังชัดจนหลายคนที่ยังยืนอยู่รอบๆ ได้ยินชัดแจ้งเต็มสองหูแต่ที่มีการเคลื่อนไหวคือจิ้นสิง ภรรยาและบุตรที่ได้ยินจึงรีบคุกเข่าลงรอรับราชโองการทันที
“เนื่องด้วยตระกูลเจี้ยนเฉิงมีความสัมพันธ์อันดีแก่บุตรบุญธรรมของฮ่องเต้พระองค์จึงประทานป้ายชื่อร้านให้แก่ตระกูลเจี้ยนเฉิง”ขันทีเอ่ยสิ่งที่บรรจงเขียนมาจากองค์ฮ่องเต้มาอย่างครบถ้วนก่อนที่ยื่นม้วนกระดาษที่เขียนราชโองการและหันหลังไปยกป้ายร้านที่ขันทีผู้น้อยอีกคนยกอยู่หลังของเขาให้แก่จิ้นสิงไป
“ขอพระองค์ทรงอายุยืนหมื่นปีหมื่นๆปี พะยะคะ/เพคะ” จิ้นสิงและคนอื่นๆรีบเอ่ยออกมาอย่างดีอกดีใจ ทั้งตกใจไปตามๆ กัน ไม่คิดว่าจะได้รับความเมตตาจากพระองค์ขนาดนี้
“ขอบคุณท่านกงกงอย่างยิ่งขอรับเชิญท่านดื่มชาทานอาหารด้านในร้านก่อนขอรับ” จิ้นสิงเอ่ยออกมาอย่างขอบคุณและกล่าวชวนกงกงผู้เป็นขันทีอยู่ร่วมงานเสียก่อนตามมารยาท
“มิเป็นไรๆเถ้าแก่มิต้องลำบาก เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน”กงกงเอ่ยกับจิ้นสิงก่อนจะหันหลังกลับ
“เฉินกงกงขอบคุณท่านมาก กลับไปพักผ่อนเถอะ” มี่หนิงหยางยื่นถุงเงินให้ขันทีผู้นั้นไปเขาย่อมรู้ว่าจิ้นสิงอาจไม่รู้ธรรมเนียมที่มีมากันเขาจึงเตรียมถุงเงินมาพร้อมเพื่อแสดงถึงน้ำใจ
“ขอบคุณคุณชายมี่ข้าน้อยขอตัวก่อนขอรับ” เฉินกงกงกล่าวลาและเดินทางกลับวังทันทีด้วยรถม้าที่รออยู่ไม่ไกล
*** กงกง เป็นคำที่ใช้เรียก ขันทีชั้นผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งสูง เป็นผู้รับใช้ส่วนตัวของฮ่องเต้และราชสำนักฝ่ายใน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขันทีประจำตัวตั้งแต่สมัยฮ่องเต้ยังเป็นเด็กทำให้ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ จึงถือเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลระดับหนึ่งในราชสำนักหน้าที่ของขันทีและกงกงนั้นคล้ายกัน แต่มีระดับการทำงานที่ต่างกันขันทีชั้นผู้น้อยจะทำงานทั่วไปในวังหลวง ส่วนพวกกงกงจะมีหน้าที่เป็นผู้เชิญราชโองการของฮ่องเต้ไปให้ขุนนางและดูแลการทำงานของขันทีชั้นผู้น้อยอีกที ที่มาhttps://www.ch3thailand.com/news/scoop/8755 ***
เมื่อให้หลังขันทีแล้วผู้คนก็เดินเข้ามาแสดงความยินดีแก่ครอบครัวนี้ทันทีใคร บ้างจะโชคดีได้ป้ายชื่อร้านแบบนี้บ้าง อย่างนี้มิใช้ว่าต่อไปร้านนี้พวกเขาจะต้องให้ความเกรงใจอยู่บ้างหรือและใครหน้าไหนจะกล้ามาลอบทำเรื่องชั่วๆ อีกบ้างถ้าจะทำจริงเงยหน้ามองป้ายฝีพระหัตถ์แล้วคงต้องส่ายหน้าเดินหนีไปเป็นแน่
“ข้ายินดีกับเถ้าแก่ด้วย”
“ร้านท่านต่อไปคงต้องรุ่งเรืองอย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว”
“ชั่งเป็นวาสนาของตระกูลท่านจริงๆ”และอีกหลายๆ คำยินดีที่เอ่ยกับจิ้นสิงและครอบครัว จนพวกเขาตั้งรับไม่ทันแล้วแล้วเรื่องเมื่อครู่แสดงว่าเป็นความจริงใช่หรือไม่พวกเขามิได้อุปทานหมู่ไปเองหรอกนะ
เมื่อเข้ามายังในศาลาจัดเลี้ยงแล้วจิ้นสิงก็เอ่ยต้อนรับและขอบคุณผู้มาร่วมแสดงความยินดีก่อนที่เหล่าอาหารคาวหวานทั้งหลายจากมือคนงานนับสิบที่ยกเรียงรายกันเข้ามาวางไว้บนโต๊ะหน้าแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายแหล่
“เชิญทุกท่านดื่มกินอย่างสำราญขอรับ”จิ้นสิงเอ่ยออกมายิ้มๆ ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มลงมือทานอาหารและพูดคุยเรื่องราวกันแต่หัวข้อนั้นก็ยังไม่ได้ไกลเกินเรื่องของร้านแห่งนี้แต่อย่างไร
“เถ้าแก่งานดีๆ แบบนี้จะไม่เปิดกล่องของขวัญให้พวกเราได้ชมเป็นบุญตารึ”ชายผู้หนึ่งเอ่ยกับจิ้นสิงออกมาก่อนที่จะได้ยินเสียงคนอื่นๆ สนับสนุนเขากันหลายคนจนสุดท้ายจิ้นสิงจึงให้คนงานไปขนของขวัญหลายกล่องพร้อมโต๊ะมาวางเพื่อเปิดของขวัญให้แขกทั้งหลายได้ชมระหว่างนั่งทานอาหารไปด้วยถือว่าเป็นการแสดงมอบความครึกครื้นก็แล้วกันนะ
จิ้นสิงเริ่มเปิดกล่องไม้ของขวัญจากแขกทั้งหลายไปทีละกล่องทีละกล่อง ส่วนใหญ่ที่ได้รับจะเป็นของตกแต่งในร้านภาพวาดบทกลอนเสียเป็นส่วนใหญ่แต่ที่มีแตกต่างสร้างความตื่นเต้นให้แก่คนอื่นๆ เห็นจะเป็น
“โอ่วววว”
“ช่างสวยงามนัก”
“เถ้าแก่ได้ของดีจริงๆ”เสียงผู้คนร้องแสดงความยินดีเมื่อของขวัญชิ้นล่าสุดที่จิ้นสิงเปิดออกมาเป็นองค์เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยซึ่งเป็นที่นับถือจากผู้ที่ค้าขายทั้งหลายเนื่องจากเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ความมั่นคงร่ำรวยนั่นเอง
“องค์สลักเทพเจ้าองค์นี้ช่างสง่างามนัก”ผู้คนเอ่ยชมออกมาไม่ขาดปาก ด้วยความสูงถึง 2 ฉื่อ(ประมาณ 50 เซนติเมตร) ที่ปรากฏให้เห็น
“การแกะสลักสวยงามเนื้อไม้ก็เนื้อดีนัก เถ้าแก่คงมีแต่โชคลาภแล้ว”อีกคนเอ่ยออกมาอย่างยินดีกับผู้เป็นเจ้าของมองเพียงแวบเดียวคนก็รู้แล้วว่าไม้ที่นำมาแกะสลักนั้นเนื้อดีขนาดไหนยิ่งคนที่รู้เรื่องดีแล้วย่อมรู้ว่าไม้มงคลนี้คงราคามิใช่เล่นๆ
“เป็นวาสนาของเถ้าแก่จริงๆร่ำรวยๆๆ”
จิ้นสิงดีใจกับองค์เทพเจ้าของขวัญจากเยี่ยนเทียนฉินพอสมควรจากนั้นเขาก็เปิดอีกกล่อง ของขวัญชิ้นสุดท้ายจากมี่หนิงหยางเขาที่เคยได้รับของขวัญล้ำค่าจากคุณชายมี่มาแล้วมือเขาที่กำลังเปิดกล่องนั้นต้องควบคุมพอสมควรมิเช่นนั้นคงสั่นจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว
“โอวววว”
“แม่เจ้า”
“สิ่งนี้”
อีกหลายคำพูดที่ได้ยินจากแขกทั้งหลายที่รอดูจิ้นสิงเปิดของขวัญที่ได้รับยิ่งเปิดไปของที่เขาได้รับยิ่งล้ำค่าจริงๆยิ่งกล่องนี้พวกเขามองจิ้นสิงด้วยความอิจฉาแล้วเขาเป็นตัวตนเช่นไรกันถึงได้รับของล้ำค่าที่มิใช่มีเงินทองจะหามาได้แบบนี้กัน
“นี่มันไขมุกราตรี”เสียงร้องออกมาอย่างตกใจยิ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่อีกหลายคนที่ไม่เชื่อสายตาตัวเองได้เป็นอย่างดี
“ใช่จริงๆแน่นอน นี่มันไข่มุกราตรี ไข่มุกราตรีถึง 2 เม็ดด้วยกัน”เสียงอีกคนเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น ไข่มุกเม็ดสีขาวนวลขนาดเท่าผลบ๊วยนี้ถึงจะไม่ได้ใหญ่นัก แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นบุญตาที่ได้ยลแล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่ได้ครอบครองกันถ้าเป็นพวกเขาหนาคงเอาไว้บนผนังห้องนอนเวลานอนจะได้มองเห็นได้ชัดเต็มตาตลอดเวลาเลยและไม่ใช่เพียงความงามของมันเท่านั้นที่ผู้คนต้องการครอบครองเพราะคุณสมบัติของมันก็เป็นสิ่งที่ควรค่าเช่นกันนั่นก็คือการให้แสงสว่างในยามค่ำคืนนั่นเองใครกันหนาที่มอบสิ่งนี้ให้แก่ตระกูลเจี้ยนเฉิงพวกเขาจะรีบเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาเสนอตัวเอ๊ยแนะนำตัวเองเป็นสหายสนิทกันเลยทีเดียว
“ยินดีกับเถ้าแก่อย่างยิ่งของขวัญแต่ละอย่างล้วนล้ำค่าทั้งนั้น” เสียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ข่มให้ยินดีอย่างยิ่งทั้งๆ ที่ในใจตอนนี้อิจฉาผู้เป็นเจ้าของเป็นอย่างมาพวกเขานั้นเป็นชนชั้นกลางและชนชั้นสูงมาตั้งแต่บรรพบุรุษแม้เพียงไข่มุกราตรีสักครึ่งเม็ดยังไม่มีไว้ครอบครองแต่คนผู้นี้เป็นใครกันพึ่งค้าขายมีชื่อเสียงไม่ถึงปีแต่กลับได้ครอบครองของล้ำค่าถึงเพียงนี้คงกล่าวได้ว่าพวกเขามีวาสนาโชคชะตาหนุนนำจริงๆ
“ข้าขอเสียมารยาทไม่ทราบว่าไข่มุกราตรีนี้ท่านผู้ใดกันที่มอบให้แก่เถ้าแก่”เสียงชายผู้หนึ่งเอ่ยถามออกมาถึงเรื่องที่ทุกคนในงานนี้ต้องการทราบกันอย่างมากใครกันที่สามารถมอบของที่หายากขนาดนี้ได้
“เอ่อคือว่าผู้มอบให้นั้นคือคุณชายมี่ขอรับ” จิ้นสิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะบอกออกไปเขาไม่รู้ว่าการเอ่ยชื่อผู้ที่มอบของให้ไปอย่างนี้เป็นการมิสมควรหรือไม่ แต่เมื่อมีคนถามเขาก็ไม่อยากขัดแต่อย่างไร
“เป็นเช่นนั้น”เสียงผู้คนเอ่ยออกมาอย่างผิดหวังใครหน้าไหนเลยจะอยากลองทำตัวเป็นมิตรกับคุณชายมี่อันธพาลน้อยแห่งเมืองหลวงกันถึงพวกเขาจะทำตัวดีด้วยแล้ว ก็ใช่ว่าจะได้รับไมตรีขนาดนี้เสียหน่อยดังนั้นสรุปแล้วแผนการตีสนิทคนผู้นั้นก็ถือว่าทิ้งไปก็แล้วกัน
ชิงเถาที่พึ่งจะละหน้าที่จากในครัวเข้ามาในศาลาของร้านนั้นนางได้ยินคนพูดกันถึงของล้ำค่าที่ได้จากคุณชายทั้งสองนางที่ซึ่งสนิทกับคุณชายทั้งสอง(ถ้าเทียบกับคนอื่นในครอบครัว)จึงรีบเดินเข้าไปเอ่ยคำขอบคุณสักเล็กน้อย ยิ่งคุณชายทั้งสองนอกจากผู้ติดตามที่ยืนรออยู่ข้างหลังแล้วก็นับว่าพวกเขาไม่มีเพื่อนนั่งคุยเลย เพราะแยกออกมาจากคนผู้อื่นนั่นเอง
“คุณชายเยี่ยนข้าต้องขอบคุณคุณชายอย่างยิ่งกับของขวัญล้ำค่าเช่นนี้”ชิงเถาเอ่ยออกมาอย่างขอบคุณจากใจจริงเมื่อได้รับมาแล้วนางไม่มีหรอกที่จะเอ่ยว่าเกรงใจไม่กล้ารับอะไรแบบนั้น
“น้องเถามิใช่เรื่องใหญ่เมื่อเจ้ามีเรื่องดีข้าและครอบครัวต้องมาแสดงความยินดีด้วยอยู่แล้วขอให้ค้าขายร่ำรวยนะ”เยี่ยนเทียนฉินเอ่ยออกมาก่อนจะชวนชิงเถานั่งพูดคุยเรื่องอื่นต่อจนสิ่งที่นางว่าจะมาทำนั้นลืมเลืยนหายไปเสียแล้ว ก่อนที่นางจะมาหาคุณชายเยี่ยนนางว่านางมีสองเรื่องที่ต้องทำมิใช่รึไรกันนะ