วันที่ สิบสี่ เมษา เวลาสิบโมงเช้า เยี่ยหลงก็เข้ามาห้องสมุดมาครั้งแรกเพื่อดูว่าคนที่ตนสงสัยอีกสามคนที่เหลือจะเข้ามามั้ย สรุปไม่มีใครเข้ามา มีเพียงตงเป่าที่เข้ามาเอายาที่ฝากเยี่ยหลงซื้อ
เวลา บ่ายหนึ่ง เยี่ยหลงก็กลับมายังห้องสมุดอีกครั้ง หลังจากกลับไปดอยตน เพื่อทำอาหารให้ศิษย์พี่และอาจารย์ตนกินกันตอนเที่ยง
คนนั่งอ่านหนังสือสมุดแบบกวาดตามองรวดเร็วไม่สนไม่จำเนื้อหาไปเรื่อยๆ จนถึงเวลา บ่ายหนึ่งสามสิบห้า และแล้วหนึ่งในคนที่น่าสงสัยที่ชื่อ หยุนเสี่ยวฝาน ก็เข้ามา
เมื่อคนเข้ามาและเข้าไปอยู่ยังซอยหนึ่งแล้ว ไม่นานก็มีคนเดินตามเข้าไปหา
เยี่ยหลงรอให้คนๆนั้นออกมา จึงค่อยเข้าไป ไม่นานคนที่ตามหยุนเสี่ยวฝานเข้าไปก็ออกมา เยี่ยหลงไม่รีรอช้าเข้าหาคนในทันที
เมื่อเยี่ยหลงมาถึงตัว หยุนเสี่ยวฝานที่กำลังก้มหน้านับเหรียญเงินอยู่ก็เงยหน้ามองเยี่ยหลงและกล่าวถาม " เจ้ามองข้าทำไม ไม่เคยเห็นคนนับเงินหรอ "
เยี่ยหลงที่ได้ฟังก็กำลังจะตอบกลับ แต่ยังไม่ทันได้ทำ หยุนเสี่ยวฝานก็กล่าวถาม " หรือเจ้าต้องการสมุดหนังสือของข้าล่ะ ถึงได้เข้ามาหาข้าใช่มั้ย แล้วใครเป็นคนแนะนำเจ้าล่ะ "
เยี่ยหลงที่ได้ฟังแบบนั้นก็รู้แล้วว่า คนๆนี้ไม่น่าจะใช่สายลับของนิการมารฟ้าแน่ๆ แทนที่คนจะลาจากไปแบบ ดื้อๆเลย แต่คนกลับไม่ทำเช่นนั้น เพื่อความแนบเนียนไม่ให้หลุดว่าตนกำลังทำหน้าที่สายสืบอยู่ จึงกล่าวขึ้น " ใช่ ข้าต้องการสมุดหนังสือของท่านศิษย์พี่ "
หยุนเสี่ยวฝานถาม " แล้วเจ้าต้องการแบบไหนล่ะ ตำราท่วงท่าพิสดาร หรือ ธรรมดา "
เยี่ยหลงที่ได้ฟัง ก็งงว่ามันหมายถึงอะไร คนที่ไม่ยากเสียเวลาต่อ ก็เลือกตอบไปอย่างหนึ่งส่งๆ " แบบพิสดาร "
ทันทีที่เยี่ยหลงบอกมาดังนั้น หยุนเสี่ยวฝานก็เรียกสมุดหนังสือตามคำสั่งซื้อของเยี่ยหลงออกมา จากนั้นก็ยื่นให้เยี่ยหลง
เยี่ยหลงก็รับเอาไว้ เมื่อเยี่ยหลงรับเอาไว้แล้ว หยุนเสี่ยวฝานก็กล่าวเรียกเก็บเงิน " จ่ายมาสามสิบเหรียญเงิน "
เยี่ยหลงไม่รีรอช้าปล่อยเหรียญเงินออกจากแหวนมิติใส่มือหยุนเสี่ยวฝาน
เมื่อจ่ายเงินครบแล้ว เยี่ยหลงที่ไม่อยากอยู่ตรงนี้ต่อ ก็เดินลาจาก ไปแบบไม่กล่าวลา กลับมายังโต๊ะของตน
ครั้นเยี่ยหลงมาถึงโต๊ะของตนแล้ว เยี่ยหลงที่อยากรู้ว่า หนังสือสมุดที่ตนเสียเงินสามสิบเหรียญเงินซื้อมามันคือหนังสือสมุดอะไร ด้วยความสงสัยจึงเปิดดู
ในฉับพลันที่เยี่ยหลงเปิดดูและเห็นเนื้อหาภาพภายใน คนก็ปิดหนังสือสมุดอย่างรวดเร็ว และคิดขึ้น ' นี่มันหนังสือสมุดชายหญิงเสพสวาทนี่หว่า '
พอคิดได้ดังนั้น คนก็รีบเก็บหนังสือสมุดเข้าแหวนมิติในทันที
คนนั่งอ่านหนังสือสมุดรอคนที่น่าสงสัยที่เหลืออีกสองคน จนถึงสี่โมงเย็นห้าสิบ ว่าจะเข้ามามั้ย
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเข้ามาจนถึงเวลานี้ คนที่เห็นว่าใกล้เวลาเข้าครัวทำอาหารให้ศิษย์พี่และอาจารย์ตนกินแล้ว คนก็ลุกขึ้นและเอี้ยวตัวไปทางยังชั้นสมุดหนังสือที่ตนหยิบมาอ่าน ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าประตูทางเข้าออกห้องสมุด
ในฉับพลันที่คนหันไปมองนั้น คนก็เจอเข้ากับเจ้าเฉินหนึ่งในคนที่ตนสงสัยว่าคือสายลับของนิกายฟ้า ได้เข้ามายังห้องสมุดแล้ว ณ บัดนี้ และมุ่งเข้าสู่ไปหลบยังซอยซอยหนึ่ง
เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็นั่งลงและหันหน้ากลับทางเดิมโดยพลัน จากนั้นก็คิดขึ้น ' วันนี้โชคดีจริง ที่จะได้รู้อีกหนึ่งความลับจากคนที่น่าสงสัยอีกคน '
พอเยี่ยหลงคิดได้แบบนั้น ก็ลุกขึ้นหันไปมองทางที่เจ้าเฉินอยู่และจะเดินเข้าหาเจ้าเฉิน เพื่อสืบดูว่าคนใช่สายลับของนิกายมารฟ้าหรือไม่
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขา ชายที่เยี่ยหลงสงสัยอีกคนที่ชอบเข้าหาเจ้าเฉินก็เข้ามายังห้องสมุดส่วนกลาง และมุ่งเข้าหาเจ้าเฉินในทันที ชายคนนั้น คือ ชุนเข่อซิน
เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็นั่งลงหันหน้ากลับทางเดิมอีกครั้ง เพื่อหลบหน้าชุนเข่อซิน ไม่ให้คนรู้ว่าตนกำลังสังเกตคนอยู่
เยี่ยหลงนั่งลงได้ประมาณห้าลมหายใจ คนที่ตระหนักว่าใกล้เวลาที่ตนจะต้องกลับดอยแล้ว คนจึงตัดสินใจลุกขึ้นและเดินไปแอบฟังแอบดูว่าคนคุยอะไรกัน อยู่ตรงด้านข้างหน้าซอยที่เจ้าเฉินกับชุนเข่อซินอยู่
คนแอบฟังอยู่สักพักแต่ก็ไม่ได้ยินอะไร เพราะพวกคนคุยกันเบามาก คนเห็นเพียงแต่ภาพที่ชุนเข่อซินกับยื่นถุงอะไรบางอย่างให้เจ้าเฉิน และ เจ้าเฉินก็ยื่นถุงอะไรบางอย่างให้ชุนเข่อซิน
พอคนยื่นถุงแลกเปลี่ยนกันเสร็จ ชุนเข่อซินก็ไม่คุยอะไรต่อ หันหลังให้เจ้าเฉินและเดินจาก
เยี่ยหลงที่อยากรู้ว่าในถุงที่ชุนเข่อซินแลกเปลี่ยนมาในนั้นคืออะไร คนก็คิดวางแผนเพื่อจะให้ได้ดูขึ้น ' เราต้องดักชนชุนเข่อซินตรงนี้ พอเราชนมันล้ม ถุงที่มันแลกเปลี่ยนมา น่าจะหลุดออกจากมือ เมื่อถึงตอนนั้น เราจะใช้ความเร็วแอบเปิดดูว่าข้างในคืออะไร '
พอเยี่ยหลงคิดแผนเสร็จ คนก็ดักรอตามแผน ไม่นานชุนเข่อซินก็มาถึงจุดให้ชน คนก็กระโดดชนใส่เต็มแรงจนชุนเข่อซินกระเด็นล้มไปทางด้านตรงข้ามเยี่ยหลง
ส่วนถุงที่ชุนเข่อซินแลกมา ก็ตกตรงหน้าเท้าเยี่ยหลง เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็ไม่รีรอช้า หยิบถุงนั้นเปิดออกดูว่าข้างในคืออะไร
ทันทีที่เสี้ยวพริบตาเยี่ยหลงเห็นของข้างใน คนก็ปิดถุงในทันทีด้วยความรวดเร็วกันคนเห็น เพราะเห็นแล้วว่าของข้างในมีลักษณะเป็นอย่างไร แม้จะไม่รู้ก็ตามว่ามันคืออะไร
คนที่ไม่รู้ จึงกล่าวถามแคนและฟีนิกซ์ ' คุณฟีนิกซ์ คุณแคนครับ พอจะรู้มั้ยว่าของข้างในที่พวกเราเห็นมันคืออะไรครับ '
ฟีนิกซ์ตอบกลับและกล่าวบอก ' มันคือยาเสพติดเว้ย มึงรีบคือมันไปเลย และทำตัวไม่รู้ไม่เห็นของข้างในซะ เร็ว ก่อนที่มันจะดึงมึงเข้าไปพัวพันด้วย '
เยี่ยหลงที่ได้คำบอกคำตอบมาแบบนั้น คนก็รีบเดินเข้าหาชุนเข่อซินและโยนถุงยาใส่มือชุนเข่อซินและกล่าว " นี่ของท่านศิษย์พี่ ข้าต้องขอโทษด้วยที่เดินชน แต่ข้ารีบจริงๆเลยไม่ได้มอง ข้าขอตัวก่อนนะ หากมีอะไรในถุงเสียหาย เจอกันครั้งหน้า ท่านก็ทวงถามค่าเสียหายจากข้าก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ "
เมื่อเยี่ยหลงกล่าวเสร็จ คนก็ไม่รีรอให้คนมีปฏิกิริยาตอบกลับ คนรีบวิ่งออกจากห้องสมุดส่วนกลางกลับดอยตนไปทำอาหารให้ศิษย์พี่แลอาจารย์ตนกินในทันที
วันที่ สิบห้า เมษายน เวลาช่วงบ่ายหนึ่งนิดๆ ทางด้านโอมที่กำลังทำความสะอาดสถานบริการเครื่องดื่มภายในบ้านอยู่ จู่ๆก็มีคนผลักเปิดประตูเข้ามายังร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัด
คนจึงกล่าวต้อนรับ " ร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัดยินดีต้อนรับขอรับ "
หลังจากโอมกล่าวต้อนรับได้ไม่นาน คนก็เห็นใบหน้าคนที่ผลักประตูร้านเข้ามา เมื่อคนรู้ว่าใครเข้ามาแล้ว คนก็กล่าวทัก " อ้าว ท่านพ่อเองฤา "
พอกล่าวทักเสร็จ คนก็ออกมาจากสถานบริการเครื่องดื่มภายในบ้าน มาชักนำเชิญให้บิดาตนนั่งลงยังโซฟา
" เชิญนั่งลงตรงนี้ ก่อนเถิดท่านพ่อ " โอมกล่าว
ครั้นเอี้ยเฉินนั่งลงยังโซฟาแล้ว คนก็กล่าวขอบคุณโอม " ขอบคุณมากนะ ลูกพ่อ "
" แล้วท่านพ่อ มาที่นี่ทำไมฤา และท่านแม่ไม่มาด้วยฤา หรือคิดถึงลูกจึงมาหา " โอมกล่าวถาม
" ใช่พ่อคิดถึงลูก ส่วนที่แม่เจ้าไม่มาด้วยเป็นเพราะแม่เจ้าไม่สบายนะ " เอี้ยเฉินกล่าวบอก
" อ้าว แล้วทำไม ท่านพ่อ ไม่อยู่ดูแลท่านแม่ล่ะ หากคิดถึงลูก ก็รอให้ลูกได้วันลากลับบ้านก็ได้หนิ หากลูกไม่ลืม ลูกก็กลับบ้านไปหาท่านพ่อท่านแม่อยู่แล้ว " โอมกล่าว
" ตอนแรก พ่อก็กะจะอยู่ดูแลแม่เจ้าให้หายป่วยก่อนนั้นแหละ และค่อยมาพร้อมกัน แต่แม่เจ้าไม่ยอมและบอกให้พ่อเอาเงินมาให้ลูกก่อน เพราะกลัวลูกจะอยู่แบบอดมื้อกินมื้อน่ะ "
" เอาเงินมาให้ ? เงินอะไรขอรับ ? " โอมถาม
" ก็เงินค่าหนี้ยารักษาลูกกับเงินค่าอยู่กินสำหรับลูกไง หนึ่งเหรียญทอง กับอีก ห้าหมื่นเหรียญเงิน " เอี้ยเฉิน บอก
หลังจากเอี้ยเฉินบอกเสร็จ คนก็เรียกถุงเงินออกมาจากแหวนมิติ และส่งให้มือโอม
โอมก็รับมาแล้วกล่าวขอบคุณ " ขอบคุณมากขอรับ ท่านพ่อ "
" เมื่อท่านพ่อบรรลุเป้าหมายแล้ว แล้วท่านพ่อจะกลับเลยรึเปล่าขอรับ " โอมถาม
" พ่อขออยู่ต่อพักเหนื่อย สักพักหนึ่งก่อนก็แล้วกันนะลูกพ่อ "
" งั้นเดี๋ยวลูกจะไปเอาของเค้กกับชาเขียวเย็น มาให้ท่านพ่อกินช่วงพักก็แล้วกันนะขอรับ " โอมกล่าว
หลังจากโอมกล่าวเสร็จ คนก็เดินจากบิดาตนไป ไปยังร้านนั่งเล่น เพื่อไปเอาเค้กกับชาเขียวเย็นมาให้บิดาตนกิน ไม่นานก็ได้มา และนำมาส่งมอบให้เอี้ยเฉินกิน
เมื่ออาหารมาถึง เอี้ยเฉินก็ไม่รีรอช้า รีบใช้ช้อนตักกินในทันที
เอี้ยเฉินกินไปได้สักพัก โอมก็กล่าวถาม " ท่านพ่อ พอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับงานประลองเวทปัญจภาคีแห่งสำนักเมฆาอรุณหรือไม่ขอรับ "
เอี้ยเฉินกลืนเค้กลงคอ จากนั้นค่อยกล่าวตอบ " ก็พอรู้อยู่บ้าง "
" ว่าแต่ลูกถามทำไมล่ะ " เอี้ยเฉินถาม
โอมตอบ " ก็ไม่มีอะไรหรอก ลูกแค่อยากรู้เฉยๆ "
" งั้นหรอ ถ้าลูกอยากจะรู้ พ่อก็จะเล่าให้ฟัง เท่าที่พ่อรู้ก็แล้วกันนะ " เอี้ยเฉินกล่าว
" งานประลองเวทปัญจภาคีแห่งสำนักเมฆาอรุณ คืองานประลองหาคนที่มีความสามารถทางเวทมากที่สุดของดอยต่างๆ ดอยละหนึ่งคน เพื่อเข้าสู่แดนเวทลี้ลับ ที่เสาหลักทั้งห้าของราชอาณาจักรเมฆวายุ จะเปิดออกและส่งคนของตนเข้าไปหาของวิเศษทางเวทมนต์กัน โดยเสาหลักทั้งห้าก็ได้แก่ สำนักวังเมฆวายุ ตระกูลเฟิน สำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็ง สำนักเมฆาอรุณ และสำนักแดนกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเรื่องที่ทำไมต้องเลือกเฉพาะคนที่มีความสามารถทางเวทมากที่สุด ที่พ่อรู้มาคือในแดนเวทลี้ลับ มีแมนน่าเยอะมาก จึงส่งผลให้เมื่อใช้เวทออกจะรุนแรงเป็นพิเศษ ที่พ่อรู้มาก็มีแค่นี้แหละ " เอี้ยเฉินกล่าวบอก
" ขอบคุณมากนะขอรับ ท่านพ่อที่บอกลูก ลูกไม่มีอะไรถามแล้วล่ะ ท่านพ่อกินต่อเถอะ " โอมบอก
ไม่นานเอี้ยเฉินก็กินหมดทั้งเค้กและชาเขียว เมื่อกินหมดแล้ว คนก็นั่งพักอีกสองนาที ก่อนจะขอตัวลากลับไปดูแลภรรยาตน
วันที่ สิบหก เมษายน ช่วงเที่ยง ทางด้านร้านนั่งเล่น โอมกับฝัดที่กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ จู่ๆฟีนิกซ์ก็เข้ามายังร้านจากทางหลังร้าน และโผงกล่าวใส่พวกโอมว่า " ไอ้โอม ไอ้ฝัด กูมีเรื่องให้ช่วยว่ะ "
ฝัดกล่าวถาม " เรื่องอะไรพี่ เห็นหน้าซีเรียสมาเชียว "
" คือ กูอยากจะขออ้อนเป็นแฟนอีกครั้งน่ะ กูก็เลยอยากให้พวกมึงช่วยคิดหาวิธี พอจะมีวิธีไหมวะ " ฟีนิกซ์กล่าวบอกและกล่าวถาม
" ปกติคุณฟีนิกซ์เจ้าแผนการจะตาย ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงนึกคิดไม่ออกล่ะครับ " โอมถาม
ฝัดบอก " มันเป็นเรื่องปกติเว้ยโอม มึงเคยได้ยินคำนี้มั้ย เรื่องของคนอื่นเราใช้สมองคิด แต่เรื่องของตัวเองเราใช้ใจเว้ย "
โอมตอบรับ " อ๋อ แบบนี้นี่เอง เข้าใจแล้วครับ "
" แล้วพี่ฟีนิกซ์พี่ พี่พอจะมีรูปแบบภาพบรรยากาศที่อยากให้เป็นตอนที่ขอพี่อ้อนเขาเป็นแฟนไหมพี่ " ฝัดถาม
" ยังไม่มีเลยว่ะ " ฟีนิกซ์ตอบ
" ถ้างั้นพี่วางใจผมเลย ผมมีแผนล่ะ " ฝัดบอก
" แผนเป็นยังไงวะ " ฟีนิกซ์ถาม
" พี่ยังไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เที่ยงตรง พี่พาพี่อ้อนไปกินข้าวที่ร้านเจ๊ใสก็แล้วกัน " ฝัดบอก
' จะไว้ใจได้มั้ยว้าเนี่ย ' ฟีนิกซ์คิด
ฝัดที่เห็นฟีนิกซ์ทำหน้าคิด คนก็กล่าว " อย่าคิดเยอะพี่ ไว้ใจผม "
และแล้ววันที่ สิบเจ็ด เมษายน หรือ วันพรุ่งนี้ของ วันที่ สิบหก เมษายน ก็มาถึง
ฟีนิกซ์ที่นั่งอยู่กับอ้อนที่ร้านเจ๊ใส รอให้เจ๊ใสทำข้าวให้กินอยู่ คนก็มองซ้ายมองขวามองหลัง เหมือนหาอะไร
อ้อนที่สังเกตเห็น ก็ถาม " พี่กระตั้วน้อย รออะไรรึเปล่า คอนัวร์เห็นพี่มองไปมาซ้ายขวาหลังอยู่ตลอดเลย "
ฟีนิกซ์ตอบ " ก็รอบางอย่างอยู่น่ะจ้ะ แต่พี่ไม่รู้ว่ามันจะมาแบบไหน พี่เลยลุกลี้ลุกลนอย่างที่เห็นน่ะ "
หลังฟีนิกซ์พูดเสร็จ ข้าวที่อ้อนกับฟีนิกซ์สั่งก็มาเสิร์ฟยังโต๊ะของคน
เมื่อข้าวมาเสิร์ฟ ทั้งอ้อนและฟีนิกซ์ก็นำช้อนมาตักข้าวและกำลังจะนำใส่ปาก แต่ก่อนที่ข้าวจะได้เข้าปาก เสียงฝัดห้ามของดังขึ้นมาจากด้านหลังของฟีนิกซ์หรือด้านหน้าของอ้อน " หยุดก่อน "
อ้อนเงยหน้าขึ้นมอง ฟีนิกซ์เอี้ยวมองหลัง
ทันทีที่อ้อนและฟีนิกซ์มองไปทางเสียง คนก็เจอกับฝัดที่ใส่สูทสีดำคู่กับโอมที่พกแซกโซโฟนมาด้วย
ฝัดที่เห็นอ้อนและฟีนิกซ์หันมาสนใจตนแล้ว คนก็กล่าว " นี่คือโชว์ดนตรีพิเศษๆ สำหรับบรรยากาศพิเศษๆของพี่อ้อนกับพี่ฟีนิกซ์ โชว์แซกโซโฟนจากคู่แข่งของมาสเตอร์ออฟแซกโซโฟน เขาคือ มาสเตอร์ออฟเซ็กส์โฟน "
หลังจากฝัดกล่าวเสร็จ โอมที่ถือแซกโซโฟนอยู่ ก็โค้งคำนับแก่ฟีนิกซ์และอ้อน
ฟีนิกซ์ที่ได้ยินฝัดแนะนำตัวของโอมว่าอะไร คนก็กล่าว " ชื่อมึงทุเรศมาก มึงคิดได้ไงเนี่ย "
ฝัดบอก " คู่แข่งไง คู่แข่ง เลยต้องชื่อฉายาคล้องจองกันอย่างงี้แหละ "
เมื่อฝัดบอกเสร็จว่าทำไมต้องชื่อฉายาคล้องจองกัน คนก็ไม่รีรอช้าบอกขึ้น " เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มบรรเลงเพลงกันเลย "
พอฝัดบอกจบ คนก็เดินหลีกโอมออกไปทางซ้ายไปอยู่ยังเคาน์เตอร์ร้านเจ๊ใส ซึ่งมีมุมอับสายตาให้อยู่
ครั้นฝัดออกไปหลบแล้ว ทันทีทันใดเสียงดนตรีจาก
แซกโซโฟนก็ดังขึ้น
ทว่าเสียงมันกลับไม่ได้มาจากแซกโซโฟนที่โอมกำลังเล่นอยู่ มันกลับกัน มันกลับมาจากทางที่ฝัดหลบอยู่ต่างหาก
เมื่อเสียงเพลงโรแมนติกๆจากแซกโซโฟนดังขึ้น อ้อนที่เห็นและได้ยินเสียงเพลง คนก็กล่าวถามฟีนิกซ์ขึ้น " พี่กระตั้วน้อยคะ นี่โอมเขาเล่นแซกโซโฟนเป็นด้วยหรอคะ "
ฟีนิกซ์บอก " พี่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันนี่แหละจ้ะ แต่ช่างมันเถอะ เรามากินข้าวกันดีกว่านะ "
" อืมค่ะ "
อ้อนและฟีนิกซ์ตักกินข้าวไปได้คนละสองสามคำ ฟีนิกซ์ที่อยากจะบอกขออ้อนเป็นแฟนอีกครั้ง ก็เริ่มกล่าวขึ้น " คอนัวร์ คือพี่มีเรื่องอยากจะบอกน่ะ "
" เรื่องอะไรหรอคะ " อ้อนถาม
" คือ คือ คือ "
" อ้อน " เสียงชายปริศนาจากทางด้านฟีนิกซ์ด้านหลังโอมดังขึ้นเรียกอ้อน
โอมหยุดทำเหมือนเล่นแซกโซโฟนและหันหลังไปมอง
ฟีนิกซ์ไม่กล่าวต่อจากคำว่า "คือ" และหันไปมอง
อ้อนที่ได้ยินก็ยกหน้านิดขึ้นมองทางเสียง