วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 39 มุ่งหน้ากลับสำนัก…

            ร่างสูงใหญ่ของซุนหยางเฟยฟง ยามนี้ทำเอาผู้ที่พบเห็นส่วนใหญ่ถึงกับ ตัวสั่นระริก ยกเว้นแต่เพียงผู้เดียวที่ไม่หวั่นไหวสะทกสะท้านก็คือ ซือคงอี้หวง เขายังคงยืนเอามือไพล่หลัง และมองแขกผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรก่อนจะกล่าวขึ้นว่า

            

            “ท่านมาแล้วรึสหายข้า มาไวกว่าที่เรานัดกันไว้ใช่หรือไม่”

            

            “ไวไปสามวัน แต่ไม่มามิได้ ก็เจ้าลูกหลานจอมแสบของข้าตัวนี้มันดันมาก่อเรื่องกับท่าน จะให้ข้าทนอยู่ได้เยี่ยงไร”

            

            “ก่อเรื่องหรือ เปล่าเลย มิมีผู้ใดมาก่อเรื่องข้าทั้งนั้น ข้าแค่ก็เพียงให้คนรุ่นใหม่สองคนปะมือกันเฉย ๆ ท่านซุนหยางมาก็ดีแล้ว เชิญมาร่วมชมกับข้าสิ” ซือคงอี้หวงแย้มยิ้มก่อนจะกล่าวชวนวานรอัคคีอาวุโสด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ทว่า...พอได้ยินเช่นนั้นมันก็กวาดตามองไปที่ เจ้ายงซัน จากนั้นก็มองห่าวหรานอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงหันกลับมากล่าวกับซือคงอี้หวงว่า

            

            “ขอบใจท่านซือมาก แต่ไม่ดีกว่าเพราะการต่อสู้นั้นน่าจะรู้ผลเรียบร้อยแล้ว ขืนดูต่อก็มีแต่จะเพิ่มความอับอายให้กับข้า และเผ่าวานรอัคคี” ซุนหยางเฟยฟง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมสีหน้านิ่งเฉย ซึ่งนั้นก็ทำให้เจ้ายงซันที่ฟังเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง มันกำลังจะโวยวายบอกว่าตนเองยังไม่ได้แพ้ห่าวหราน ทว่า... ยังมิทันจะได้อ้าปาก ก็ถูกสายตาอันโกรธเกี้ยวของซุนหยางเฟยฟง หยุดไว้เสียก่อน

            

            “เจ้าลิงน้อยอวดดี เจ้ากำลังจะบอกว่าตนเองยังไม่แพ้สินะ จริงอยู่ที่ในยามนี้ยังไม่แพ้ แต่ข้าสู้กับเจ้าเด็กมนุษย์ผู้นี้อีกไม่เกินสิบกระบวนท่า ข้าเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า เจ้าต้องแพ้แน่ ๆ วิชาที่เจ้าฝึกนั้นเป็นวิชาเพลิงวานรอัคคีต้องห้าม ผู้ฝึกจะต้องมีจิตปราณอยู่ในชั้นเทวะขั้นกลาง มิเช่นนั้นเมื่อถึงจุด จุดหนึ่งจิตปราณในร่างจะโคจรปั่นป่วนจนทำให้ผู้ใช้เสียสติ และคลุมคลั่งจนมิอาจแก้ไขได้ ข้าขอถาม แล้วยในยามนี้เจ้ามีการฝึกฝนอยู่ชั้นอันใด”

            

            “ขะ ข้า...”

            

            “เจ้ามีการฝึกอยู่ในชั้นอันใดยงซัน...” ซุนหยางเฟยฟง จ้องเขม็งก่อนแค่นเสียงถามอีกครั้ง

            

            “ข้าอยู่ในชั้นนภาระดับสูงขอรับผู้อาวุโส” เจ้ายงซันตอบเสียงแผ่ว พร้อมก้มหน้า

            

            “ฝึกฝนอยู่เพียงแค่ชั้นนี้เท่านั้น ยังกล้ามาแอบฝึกวิชาชุดนี่อีกรึ เจ้าเด็กโง่...!! เฮ้ออออ...ออ ข้าจะลงโทษเจ้าอย่างไรดีนะ”

            

            ซุนหยางเฟยฟง ส่ายหัวเอามือกุมขมับ ก่อนจะหันมามองห่าวหราน

            

            “ส่วนเจ้า เจ้าเด็กเผ่ามนุษย์...”

            

            ยามนั้นห่าวหรานคล้ายถูกแรงกดดันบางอย่างแผ่ลงมาปกคลุมทั่วร่าง มันคิดในใจว่านี่หรือ คือจิตปราณของผู้ที่อยู่ในชั้นเทวะระดับสูง ช่างแข็งแกร่ง และประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก

            

            “ขะ ขอรับ ผะ ผู้อาวุโส” ห่าวหรานเอ่ยเสียงสั่นเครือ ส่วนพวกวานรอัคคีตัวอื่น ๆ ที่เห็นต่างก็พากันคิดในใจว่า

            

            “หึหึ แกไม่รอดแน่ไอ้เผ่ามนุษย์ต่ำต้อย”

            

            “โดนผู้อาวุโสของพวกข้า บี้แบนเหมือนมดไปซะ”

            

            ทว่า...เมื่อซุนหยางเฟยฟง จ้องห่าวหรานอยู่ชั่วครู่ มันกลับหัวร่ออกมาดังลั่นป่า จนพวกวานรอัคคีต่างพากันงุนงงไปตาม ๆ กัน

            

             

            

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริง ๆ อายุเพียงเท่านี้แต่กลับมีพรสวรรค์ในการต่อสู้เป็นเลิศ นอกจากเจ้าจะมีจิตปราณธาตุมากกว่าหนึ่งซึ่งหาได้ยาก แถมยังได้รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้อาวุโสซืออีก เจ้าช่างเป็นมนุษย์ที่มหัศจรรย์ในรอบหลายร้อยปีที่ข้าเคยพบจริง ๆ เอ้า รับไป” ซุนหยางเฟยฟง กล่าวจบมันก็หยิบกระบี่ฟ้าเมฆาม่วงโยนให้ห่าวหราน ซึ่งห่าวหรานก็รับมาอย่างงง ๆ ก่อนจะค่อมตัวประสานสองมือของคุณ จากนั้นห่าวหรานก็หันไปกล่าวลา และขอบคุณซือคงอี้หวง

            

            "ห่าวหรานขอขอบพระคุณผู้อาวุโสเป็นอย่างที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ แถมยังถ่ายทอดวรยุทธ์ให้อีก"

            

            "ไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่มเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้เอง" ซือคงอี้หวงแยมยิ้มพร้อมลูบเครายาวอย่างอารมณ์ดี

            

            "เช่นข้าน้อยขอตัวก่อน ไม่งั้นคงจะกลับสำนักไม่… ยังไงก็คงไม่ทันสินะ แต่ไม่เป็นไรมีกระบี่เล่มนี้ที่ผู้อาวุโสบอกว่ามันจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ข้าก็เบาใจ ห่าวหราน ขอลาก่อน หากมีโอกาสข้าจะกลับไปเยี่ยมเคารพท่าน ข้าไปก่อนนะเย่เหม่ยขอบคุณสำหรับยาชามนั้น" 

            

            ห่าวหรานประสานของมือกล่าวลาซือคงอี้หวง จากนั้นก็หันไปโบกไม้โบกมือให้เย่เหม่ย ทว่า… พอนางเห็นเช่นนั้น ก็รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยท่าทางหงุดหงิด ก่อนที่ห่าวหรานจะหันหลังหมุนกายเดินจากไป…

            

            "ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าอัศจรรย์จริง ๆ" ซือคงอี้หวงเอ่ยพึมพำเบา ๆ ขณะที่มองห่าวหรานวิ่งหายลับเข้าไปในป่า

            

            "ดูท่าทางท่านจะชื่นชมเด็กหนุ่มผู้นี้เหลือเกินนะท่านซือ ระวังนะทำเช่นนี้บ่อย ๆ เย่เหม่ยจะน้อยใจเอาได้"

            

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้อยใจรึ…? นางก็มีนิสัยแบบนั้นอยู่แล้วมิใช่หรือท่านซุนหยาง"

            

             

            

            สองผู้อาวุโสสนทนากันอย่างสนุกปากโดยไม่สนสายตาของผู้ที่ถูกกล่าวถึงแม้แต่น้อย เย่เหม่ยโกรธจนหน้าแดงก่อนที่นางจะกระทืบเท้าปึงปัง และเดินจากไป

            

            "จริงสิท่านซุนหยางไหน ๆ ท่านก็มาแล้วเรามาเดินหมากกันเลยดีหรือไม่"

            

            "นั้นสินะ จะรออีกสองสามวันไปไย เช่นนั้นท่านซือโปรดรอข้าสักครู่"

            

            ซุนหยางเฟยฟงเอ่ยขึ้น ก่อนที่มันจะหันไปบอกพวกวารนอัคคีทุกตัวที่นั่งก้มหน้าคุกเข่าอยู่ใกล้ ๆ ว่าให้พวกมันกลับไปรอที่เผ่าก่อน เมื่อตัวของมันเดินหมากกับซือคงอี้หวงเสร็จ มันจะตามกลับไปลงโทษ ในสิ่งที่ยงซันกับวานรอัคคีตัวอื่น ๆ ได้กระทำลงไปในครั้งนี้ 

            

            เมื่อออกคำสั่งเสร็จ ซุนหยางเฟยฟง กับซือคงอี้หวงก็ถีบตัวพุ่งทะยานขึ้นไปบนทางฟ้าราวกับทั้งมีปีกบิน คนทั้งคู่มุ่งตรงไปยังทิศตะวันนออก บนยอดเขาสูงที่อยู่ไม่ใกล้จากกระท่อม 

            

            สถานที่แห่งนี้มีกระดานศิลาเดินหมากขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่ง ซือคงอี้หวง เถาอิงฉีเมิน และซุนหยางเฟยฟง มักจะมาเดินหมากจิบน้ำชากันอยู่เป็นประจำ ทั้งสามผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาโดยตลอดจึงมิมีผู้ใดทราบ ว่าอาวุโสท่านไหนมีฝีมือมากกว่ากัน…

            

             

            

            "ถึงแล้วมิได้มาเสียนานกระดาษฝุ่นจับหนาทีเดียว" ซือคงอี้หวงเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะโบกสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ จากนั้นฝุ่นที่เกาะอยู่บนกระดานเดินหมากขนาดใหญ่ก็ปลิวหายไปจนหมดสิ้น

            

            "สะอาดเหมือนเดิมแล้วทีนี้ก็เริ่มเล่นได้ มาเริ่มกันเถอะท่านซุนหยาง"

            

            "ย่อมได้ท่านซือ ทว่า… ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นกันข้ามีเรื่องคาใจอยู่เรื่องหนึ่งมิทราบว่าท่านจะ…"

            

            "เรื่องกระบี่ฟ้าเมฆาม่วงที่ข้าถือวิสาสะมอบให้เด็กหนุ่มผู้นั้นไปใช่หรือไม่"

            

            ทว่า...ยังมิทัน ที่ซุนหยางเฟยฟง จะเอ่ยจบ ซือคงอี้หวงก็พูดขึ้นเสียก่อน

            

            "ใช่แล้ว เรื่องของกระบี่เล่มนั้นที่ท่านซือเป็นคนฝากให้ข้าเก็บไว้"

            

            "ถ้าเป็นเรื่องของกระบี่เล่มนั้น ท่านไม่ต้องคิดมากไปหรอก ข้ามอบให้ท่านซ่อนมันมาได้ สิบเจ็ดปี ด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งเหตุผลอันใดเราทั้งสองก็ทราบกันดี แต่ข้าก็คิดว่ายามนี้แหละ เหมาะสมแล้วที่จะส่งมันคืนสู่ยุทธภพ" ซือคงอี้หวงเอามือไพล่หลังก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้า แล้วเอ่ยขึ้น

            

            "ข้ามิอาจเข้าใจความคิดของท่าน แต่ในเมื่อท่านซือตัดสินใจแล้ว ข้าก็เคารพการตัดสินใจเช่นนั้น ช่างเถิด ช่างเถิดไม่มีมันอยู่ในเผ่าข้าก็ดีเหมือนกัน หากเก็บซ่อนมันไว้นานกว่านี้ ข้าเกรงเหมือนกันว่ามันจะนำพาเรื่องเลวร้าย และความวุ่นวายมาสู่เผ่าวานรอัคคี เอาล่ะมาเข้าเรื่องของเราวันนี้กันดีกว่า" ซุนหยางเฟยฟง เอ่ยจบ สองผู้อาวุโสก็เริ่มใช้จิตปราณเดินหมากกัน 

            

            ส่วนห่าวหรานในยามนี้ก็เร่งฝีเท้าสุดกำลังเพื่อเดินทางกลับไปยังสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า พร้อมกระบี่ลึกลับที่สะพายอยู่กลางหลัง กระบี่... ที่ยามนี้ เขามิได้ล่วงรู้เลยว่า มันจะนำพามาซึ่งเรื่องวุ่นวายอันใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้…

            

            จบบท

            

             

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน