หรงเยว่จ้องมองความว่างเปล่าด้วยแววตาที่สั่นไหว ก่อนจะเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ
“พี่ใหญ่... ข้ามีเื่จะคุยกับท่าน”
“มีอะไรอีก?” รุ่ยอ๋องตอบด้วยน้ำเสียงเ็า ทว่าแววตาที่เคยมั่นคงกลับฉายแววว้าวุ่นจนปิดไม่มิด
“ข้าชอบนางมาก... แล้วท่านเล่า รู้สึกอย่างไรกับนาง?”
“ข้าไม่รู้...”
“ท่านเองก็ชอบนาง” หรงเยว่จี้จุดตาย สบั์ตาคู่คมที่สั่นไหวว้าวุ่นของพี่ชายคนโต “แต่ไหนแต่ไรมา บุตรชายตระกูลไป๋ล้วนยึดถือศักดิ์ศรีเหนือสิ่งอื่นใด ในเมื่อเราสองพี่น้องต่างชอบสตรีคนเดียวกัน เช่นนั้นก็มาแข่งขันกันอย่างยุติธรรมเถิด”
“ข้าไม่ใช่คนตระกูลไป๋... ข้าเพียงแค่หยิบยืมสกุลของพวกเขามาก็เท่านั้น” รุ่ยอ๋องเค้นเสียงหยัน นึกถึงอดีตอันขมขื่นที่ยังคงกรีดลึกเป็แผลเหวอะหวะในใจ “ในขณะที่เ้าใช้ชีวิตสุขสบายเยี่ยงคุณชายผู้สูงศักดิ์... ข้ากลับต้องตรากตรำใช้ชีวิตต่ำต้อยยิ่งกว่าทาสมาเกือบทั้งชีวิต อย่ามานับรวมข้าเป็บุตรชายคนหนึ่งเลย วันนี้มิใช่ วันหน้าก็จะไม่มีวันเป็”
“ไยท่านจึงย้อนกลับมาตัดพ้อเื่ในอดีตเอาเวลานี้เล่า พี่ใหญ่... สิ่งที่เราควรใส่ใจ คือนางหายไปได้อย่างไรมิใช่หรือ?”
หรงเยว่จ้องมองพี่ชายด้วยความสับสนปนเ็ป เขายังจำได้ดีว่าทันทีที่เขาเติบโตพอจะมีอำนาจส่งมอบความช่วยเหลือไปให้พี่ชายร่วมสายเืได้ เขาก็ไม่รีรอที่จะออกตามหาและฉุดดึงพี่ชายขึ้นมาจากขุมนรก แววตาที่เคยเต็มไปด้วยรอยแค้นในคราแรก จึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยบุญคุณและสายใยพี่น้องที่แน่นแฟ้น
หรงเยว่พร้อมจะยืนหยัดต่อต้านบิดามารดาหรือคนทั้งตระกูลเพื่อปกป้องพี่ชายมาโดยตลอด ทว่าในวันนี้ สายสัมพันธ์ที่ร่วมสร้างกันมากลับสั่นคลอนเพราะสตรีนางเดียว...
“หว่านฉิง... เ้าคิดว่าด้วยอำนาจของข้า จะยอมให้ใครมาพรากเ้าไปง่าย ๆ งั้นหรือ?” รุ่ยอ๋องเรียกชื่อนางเสียงแ่ มือหนากำผ้าปูที่นอนที่ยังคงมีกลิ่นคาวเืเจือกลิ่นหอมกรุ่นของนางไว้แน่น แม้แต่แม่ทัพหรงเยว่ผู้เข้มแข็งยังมิอาจกักกลั้นหยาดน้ำตาของบุรุษ เขากลัวเหลือเกินว่านางจะหายไปตลอดกาล
ก่อนหน้านี้นางพร่ำเพ้อเื่ประหลาดว่า ‘เมื่อถึงเวลาก็ต้องไปทักทายแเื่’ ในตอนนั้นพวกเขาย่อมไม่มีวันเข้าใจ จนกระทั่งได้เห็นกับตาว่านางสลายกลายเป็ละอองธุลีสีทองเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
“นางเป็คนดี ไยต้องมาถูกพิษร้ายแรงเช่นนี้... มิหนำซ้ำยังถูกพวกเรารุมรังแกจนนางมิอาจสู้หน้าใครได้อีก” หรงเยว่รำพันด้วยความรู้สึกผิดเปี่ยมล้น
ในความเป็จริงนั้นคำว่า ‘รังแก’ ดูจะห่างไกลจากความจริงไปโข เพราะนางดูพึงพอใจ แถมจัดระเบียบพวกเขาทั้งสามคนให้อยู่ในพื้นที่ของนางได้อยู่หมัด!
รุ่ยอ๋องสบถออกมาด้วยอารมณ์ที่ปนเป ทั้งแค้นเคือง ทั้งโหยหาในตัวนางจนแทบคลั่ง...
“หญิงหลายใจ!”
“ฮัดเช้ย!” นายหญิงใหญ่แห่งหอหงเหมยจามเสียงดังสะท้าน นางยกมือขึ้นขยี้จมูก ด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจว่ากำลังถูกใครบางคนนินทา ยามนี้นางอยู่ในอาภรณ์ขนหมาป่าตัวหนา ใบหน้างามถูกแต่งแต้มด้วยชาดบนริมฝีปากและหางตา แลดูสง่างามเฉิดฉาย ผิดกับสภาพโชกเืเจียนตายบนฟูกนอนในจวนอ๋องเมื่อไม่กี่อึดใจก่อนหน้าอย่างลิบลับ นางทักทายแเื่แล้วก็พาสังขารอ่อนแรงกลับห้องพักส่วนตัวชั้นบนสุด
“เ้าหายไปไหนมา? หว่านหวาน... รู้ไหมว่าข้าเป็ห่วงเ้าแทบแย่”
รุ่ยอ๋องผู้เคยเรียกนางอย่างห่างเหินว่า ‘หว่านฉิง’ หรือ ‘แม่นางน้อยของข้า’ ในค่ำคืนอันเร่าร้อน บัดนี้กลับทนไม่ได้ที่เห็นความสนิทสนมของบุรุษอีกสองคน ถึงขั้นยอมลดตัวลงมาเรียกชื่อเล่น ‘หว่านหวาน’ ตามท่านแม่ทัพ
สองหนุ่มติดตามนางมาถึงหอหงเหมย ซึ่งพวกเขาก็ก้าวเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ด้วยป้ายหยกประจำตัวนางที่ถืออยู่ในมือ รุ่ยอ๋องหย่อนกายลงบนตั่งไม้ข้างนางด้วยสีหน้าหงุดหงิดระคนสงสัย เช่นเดียวกับหรงเยว่
“ข้าถูกผีบ้าลักพาตัวไปทักทายลูกค้ามาน่ะสิเ้าคะ”
หว่านฉิงหัวเราะแ่เบาอย่างอารมณ์ดี พลางโบกมือสั่งบ่าวรับใช้ให้จัดเตรียมของว่างและที่นั่งสำหรับคุณชายเป็พิเศษ
“พวกท่านไม่รังเกียจบ่าวรับใช้ของข้าใช่หรือไม่? พวกนางจงรักภักดีนัก ไม่ต้องกังวลว่าเื่ราวระหว่างเราจะรั่วไหล ต่อให้ถูกจับไปทรมานจนตัวตาย พวกนางจะไม่ปริปากเอ่ยถึงความลับนี้แม้เพียงครึ่งคำ...”
“ข้าเชื่อใจเ้า” หรงเยว่เอ่ยขึ้น แววตาที่จ้องมองนางนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมและศรัทธาอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยคำสารภาพออกมา “อันที่จริงพวกข้า... แอบสืบเื่ของเ้ามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว”
“จริงหรือเ้าคะ?” หว่านฉิงเลิกคิ้วขึ้นถาม ท่าทางของนางดูพึงใจเสียมากกว่าจะโกรธเคืองที่ถูกล่วงเกินความเป็ส่วนตัว ในหัวนางคิดเพียงว่า ‘นี่มันแปลว่าพวกนายสนใจฉันจนถอนตัวไม่ขึ้นสินะ!’
“แล้วเื่คืนนั้นเล่าเ้าคะ... พวกท่านจงใจวางแผนไว้แต่แรกหรือไม่?”
บรรยากาศในห้องพลันเงียบสงัดไร้คำตอบ รุ่ยอ๋องยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ ทว่าแววตาคู่คมยังคงจับจ้องนางด้วยความกังวลใจ ในเมื่อมันซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย
“ช่างเถิดเ้าค่ะ ข้าจะไม่ถามให้ต้องอึดอัดใจกันเปล่า ๆ” หว่านฉิงเอ่ยตัดบทพลางยิ้มบาง “ข้าเองก็มีเื่สำคัญจะบอกพวกท่าน...”
หว่านฉิงกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด นางจำเป็ต้องปั้นน้ำเป็ตัวเพื่อจัดการกับความไม่ไว้วางใจของพวกเขา ในเมื่อไอ้ระบบเฮงซวยยืนกรานให้นางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ห้ามทำให้มันเดือดร้อนโดยเด็ดขาด
“นายหญิงใหญ่แห่งหอหงเหมย... เดิมทีนางทำร้ายผู้คนเอาไว้มาก จึงต้องคำสาปให้เฝ้าหอนางโลมแห่งนี้ไปชั่วชีวิต หลังจากที่นางได้มรดกจากทางบ้านมา ก็มีหน้าที่ต้องดูแลคณิกาเหล่านี้มิให้ขาดตกบกพร่อง ก่อนหน้านี้เคยมีิญญาสองดวงเข้ามาสถิตในร่างนี้ ทว่าพวกนางวาสนาน้อยจึงดับสูญไป... เช่นเดียวกับคุณหนูตัวจริงที่สิ้นใจไปตั้งสามปีแล้ว หากคราวนี้ข้าต้องตายไปอีกคน เดี๋ยวก็คงมีิญญาดวงใหม่ถูกส่งมาแทนที่...”
หว่านฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบในสีหน้าเข้มครึมจริงจัง นางพยายามปกปิดความลับเื่ ‘ระบบ’ และ ‘โฮสต์’ ที่ไม่มีใครในยุคนี้จะเข้าใจได้
“ิญญาดวงใหม่หรือ?” รุ่ยอ๋องถามด้วยน้ำเสียงหม่นหมองราวหัวใจสลาย
“หมายความว่า... เ้าในยามนี้ ก็คือิญญาอีกดวงที่ถูกส่งมางั้นหรือ?” หรงเยว่หน้าตาตื่นตะลึง ทว่ามือที่เคยจับกระบี่อย่างมั่นคงกลับสั่นเทา ทั้งเขาและพี่ชายคงรับไม่ได้หากใครจะมาสวมรอยแทนที่นาง