ยามเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เหยาเหยาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกใจคอไม่ดีพิกล แม้ยันต์เตือนภัยที่ซุกอยู่ใต้สาบเสื้อจะไม่ได้แผ่ไอร้อนเตือนภัย ทว่าลางสังหรณ์นั้นกลับรบกวนจิตใจจนไม่อาจสงบลงได้
'แปลกพิกล... เหตุใดวันนี้ข้าจึงรู้สึกกระสับกระส่ายเช่นนี้' เด็กหญิงครุ่นคิดพลางพยายามนึกทบทวนเนื้อหาในนิยายอย่างละเอียด 'อ๋องรองรู้ตัวแล้วว่าพวกเรากำลังขุดคุ้ยเื่ของเขา... คนเ้าคิดเ้าแค้นและละเอียดรอบคอบเช่นนั้น จะทำอย่างไรต่อไปนะ'
ความคิดหนึ่งพลันแล่นปราดเข้ามาในสมองดุจสายฟ้าฟาด ร่างเล็ก ๆ ก็หนาวสะท้านจนตัวแข็งทื่อ
'ยายหลี่! นางกำนัลชราที่ท่านตาเพิ่งไปพบอย่างไรเล่า! หากเซียวจิ่งหรงระแคะระคายว่ายังมีพยานที่กุมความลับของเขาหลงเหลืออยู่ มีหรือที่เขาจะไม่ส่งคนไปปิดปากนาง!' เหยาเหยาลุกพรวดขึ้นนั่งทันที 'ในนิยายแนวนี้ พยานปากเอกมักจะถูกฆ่าตัดตอนเป็รายแรกเสมอ! ไม่ได้การ ข้าต้องรีบเตือนท่านตาให้ส่งคนไปคุ้มครองยายหลี่โดยด่วนที่สุด!'
'ท่านตา! ยายหลี่กำลังตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงเ้าค่ะ! อ๋องรองต้องส่งมือสังหารไปฆ่าปิดปากนางแน่! รีบส่งคนไปคุ้มครองนางก่อนจะสายเกินไปนะเ้าคะ!' เด็กหญิงกรีดร้องเตือนในใจสุดเสียง ราวกับหวังว่าเสียงร่ำร้องนี้จะดังก้องผ่านมิติไปถึงจวนเจิ้นกั๋วกงได้
ช่างเป็โชคดีเหนือโชคดีที่เสิ่นว่านอวี๋กำลังเดินผ่านหน้าเรือนพักของบุตรสาวพอดี นางได้ยินเสียงเตือนอันตระหนกนั้นครบถ้วนทุกถ้อยคำ ใบหน้าของมารดาพลันแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือด นางไม่รอช้า รีบรุดไปที่โต๊ะอักษรแล้วตวัดพู่กันเขียนสาส์นด่วนที่สุดส่งถึงบิดาทันที
——————
ณ จวนเจิ้นกั๋วกง
ทันทีที่เจิ้นกั๋วกงได้รับสาส์นด่วน ร่างผึ่งผายก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าเคร่งเครียดดุดันขึ้นมาทันตา
"แย่แล้ว!" เจิ้นกั๋วกงะโเรียกทหารคู่ใจเสียงเข้ม "เตรียมม้าเร็ว! พวกเราจะไปหมู่บ้านชานเมืองตะวันตกเดี๋ยวนี้! ยายหลี่กำลังตกอยู่ในอันตราย!"
เขาน่าจะรู้แต่แรก… ในเมื่อสืบหาตัวยายหลี่จนพบ ย่อมมีความเป็ไปได้สูงที่สายลับของอ๋องรองจะสะกดรอยตามรอยเท้าเขาไปจนถึงตัวนางเช่นกัน เป็เขาเองที่ประมาทเลินเล่อไปก้าวหนึ่ง แต่ยังนับว่า์เมตตาที่หลานสาวตัวน้อยส่งสัญญาณเตือนมาได้ทันเวลา
ไม่นาน ขบวนม้าเร็วของเจิ้นกั๋วกงจึงควบทะยานออกจากประตูเมืองหลวง ฝุ่นคลุ้งตลบตามแรงฝีเท้าของอาชาที่มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชานเมืองตะวันตกด้วยความเร็วสูงสุด
——————
ทว่าอีกด้านหนึ่ง... คนของอ๋องรองกลับนำล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
ภายในกระท่อมซอมซ่อหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน ยายหลี่กำลังนั่งปั่นด้ายอยู่หน้าเตาไฟอย่างสงบเงียบ นางไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเงื้อมมือของมัจจุราชกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
มือสังหารในชุดดำสองนายลอบเร้นกายเข้าประชิดตัวกระท่อมอย่างเงียบเชียบ ดาบเล่มบางในมือสะท้อนแสงแดดเป็ประกายปลาบ พร้อมที่จะปลิดชีพเหยื่อตามคำสั่งของอ๋องรอง
หนึ่งในมือสังหารง้างดาบขึ้นสูง เล็งตรงไปยังแผ่นหลังอันค่อมงอของยายหลี่ผู้ซึ่งยังคงหมกมุ่นอยู่กับการปั่นด้ายอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เสียงล้อปั่นด้ายหมุนเอื่อย ๆ คลอเคล้าไปกับเสียงฟืนในเตาที่แตกประทุเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศรอบกายสงบเงียบจนน่าขนลุก... สงบเงียบเสียจนไม่มีใครคาดคิดว่า ในอีกเพียงเสี้ยวอึดใจ เือุ่น ๆ จะฉีดกระเซ็นเปื้อนผนังกระท่อม
คมดาบเย็นเยียบวาดลงมาหมายบั่นคอ——
ทว่าใน่วิกฤตนั้นเอง เสียงฝีเท้าเกือกม้าดั่งเสียงอสนีบาตก็แผดลั่นมาแต่ไกล!
"หยุดมือเดี๋ยวนี้!" เสียงตวาดกร้าวอันทรงพลังของเจิ้นกั๋วกงดังก้องกังวาน พร้อม ๆ กับร่างของทหารยอดฝีมือที่พุ่งทะลวงพังประตูรั้วเข้ามาในลานกระท่อมทันท่วงที
มือสังหารทั้งสองชะงักด้วยความใ รีบเบนปลายดาบหันมาปะทะกับทหารที่ดาหน้าเข้ามา ทว่าฝีมือของทหารข้างกายเจิ้นกั๋วกงนั้นเหนือชั้นกว่ามาก เพียงไม่กี่กระบวนท่า มือสังหารคนแรกก็ถูกสยบลงกองกับพื้น ส่วนอีกคนเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไร้ทางรอด จึงตัดสินใจกัดยาพิษที่ซ่อนในปากเพื่อฆ่าตัวตายทันที เพื่อตัดตอนไม่ให้สาวถึงตัวผู้บงการ
ยายหลี่ที่เพิ่งตระหนักว่าตนเองเพิ่งเฉียดประตูนรกมาอย่างหวุดหวิด ทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ร่างกายอันร่วงโรยสั่นสะท้านราวกับใบไม้ต้องลม
เจิ้นกั๋วกงก้าวลงจากหลังม้าอย่างมั่นคง เดินตรงเข้าไปประคองหญิงชราขึ้นมาด้วยความนุ่มนวล "ยายหลี่ เ้าปลอดภัยแล้ว... แต่เห็นแล้วใช่หรือไม่ ว่ามีคน้าเอาชีวิตเ้าเพียงใด ทั้งหมดก็เพราะความลับที่เ้ากุมเอาไว้"
ยายหลี่เงยหน้าอันเหี่ยวย่นขึ้นมองเจิ้นกั๋วกง น้ำตาเอ่อล้นและไหลพรากอาบสองแก้ม ในที่สุด กำแพงที่นางเพียรก่อขึ้นมาตลอดระยะเวลายี่สิบปีก็พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
"ใต้เท้า..." หญิงชราสะอื้นไห้จนตัวโยน "บ่าว... บ่าวต้องทนเก็บงำความลับนี้มายี่สิบปีเต็ม ทุกค่ำคืนต้องนอนสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดระแวง... วันนี้บ่าวเกือบต้องสังเวยชีวิตเพราะมัน บ่าวไม่อยากจะเก็บมันไว้อีกต่อไปแล้วเ้าค่ะ"
นางก้มลงกราบแทบเท้าของเจิ้นกั๋วกงทั้งน้ำตา "ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา บ่าวต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากวังหลวงมาซ่อนตัวในชนบทอันห่างไกล ต้องเปลี่ยนชื่อแซ่ไม่กล้าให้ผู้ใดจำได้ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงเื่ในวังหลวง เพราะบ่าวรู้ดีว่า... ผู้ใดก็ตามที่รู้ระแคะระคายเื่นี้ ล้วนถูกกำจัดทิ้งไปทีละคน... เหล่านางกำนัลที่ร่วมรับรู้เื่ราวในครานั้น บ้างก็ตายเพราะ 'ป่วยไข้กะทันหัน' บ้างก็ตกบ่อน้ำตายอย่างปริศนา เหลือเพียงบ่าวคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ เพราะบ่าวชิงลาออกจากวังมาก่อนผู้อื่น"
เจิ้นกั๋วกงรับฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ ถ้อยคำเหล่านี้เป็สิ่งยืนยันชั้นดีว่าอ๋องรองได้ทำการตามล่าปิดปากพยานมาตลอดยี่สิบปี และยายหลี่คือพยานปากเอกคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ — เช่นนี้แล้ว ยิ่งทำให้เขาต้องปกป้องคุ้มครองนางให้ดีที่สุด
——————
ภายในกระท่อมหลังน้อย ท่ามกลางแสงไฟสลัวริบหรี่จากเตาฟืน ยายหลี่ก็พรั่งพรูความจริงอันแสนมืดดำที่ฝังลึกอยู่ในใจออกมา
"ในกาลนั้น บ่าวเป็นางกำนัลรับใช้ใกล้ชิดในตำหนักของฮองเฮาองค์ก่อน... ก่อนที่พระนางจะถูกเลือกให้เข้าวังหลวง พระนางเคยมีชายคนรักอยู่ก่อนแล้ว เป็เพียงบัณฑิตยากจนผู้หนึ่งแซ่เหวิน ทั้งสองรักใคร่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ทว่าตระกูลของพระนางกลับบีบบังคับให้พระนางต้องเข้าวังเพื่อถวายตัวเป็พระสนม"
ยายหลี่ซับน้ำตาที่ไหลซึม "พระนางต้องก้าวเข้าสู่กำแพงวังหลวงทั้งน้ำตา ทว่า... ในเวลานั้น พระนางทรงตั้งครรภ์ได้ไม่กี่สัปดาห์แล้ว และสายเืในครรภ์นั้นก็คือบุตรของบัณฑิตแซ่เหวิน พระนางทรงปิดบังอำพรางเื่นี้อย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งให้กำเนิดอ๋องรองออกมาในเวลาที่ใกล้เคียงพอจะแอบอ้างว่าเป็โอรสของฮ่องเต้ได้..."
เจิ้นกั๋วกงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว แม้จะคาดเดาเื่ราวไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินคำยืนยันอย่างชัดแจ้งจากปากพยานรู้เห็น เหตุการณ์จริงก็ยังสร้างความตกตะลึงจนแผ่นหลังเขาเย็นวาบ
"แล้วหลักฐานเล่า" เจิ้นกั๋วกงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มีสิ่งใดที่สามารถพิสูจน์ความจริงในเื่นี้ได้บ้าง"
"จดหมายรักโต้ตอบระหว่างพระนางกับบัณฑิตแซ่เหวิน และปิ่นปักผมเงินที่บัณฑิตมอบให้พระนางไว้เป็ของหมั้นแทนใจเ้าค่ะ" ยายหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พระนางทรงซ่อนมันไว้... ใต้แผ่นกระเบื้องแผ่นที่สามนับจากเสาต้นใหญ่ในตำหนักเย็นฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็สถานที่ที่พระนางเคยใช้แอบพบบัณฑิตแซ่เหวินก่อนเข้าวัง หลังจากที่พระนางสิ้นพระชนม์ อ๋องรองก็สั่งปิดตายตำหนักแห่งนั้นทันที โดยอ้างเล่ห์กลว่ามีิญญาร้ายสิงสู่เพื่อไม่ให้ผู้ใดกล้ากล้ำกรายเข้าไป..."
ทุกถ้อยคำและทุกรายละเอียด ตรงกับสิ่งที่เหยาเหยา ‘นึกออก’ อย่างไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว!
เจิ้นกั๋วกงกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวั่นเกรงปนเปกัน หลานสาวตัวน้อยของเขาไปล่วงรู้ความลับระดับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายที่สามารถสั่นคลอนบัลลังก์ันี้ได้อย่างไรกัน?
ทว่าในยามนี้ไม่ใช่เวลามาหาคำตอบในเื่นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ — บัดนี้ท่านได้ตัวพยานปากเอกมาอยู่ในมือแล้ว และยังได้รู้แหล่งซ่อนหลักฐานสำคัญชิ้นสุดท้ายแล้วด้วย!
"ยายหลี่" เจิ้นกั๋วกงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและทรงพลัง "นับั้แ่นี้เป็ต้นไป ข้าจะเอาชีวิตของข้าเป็ประกันเพื่อปกป้องเ้า เ้าคือพยานคนสำคัญที่สุดที่จะช่วยทวงคืนความยุติธรรมและขจัดคนชั่วให้พ้นจากแผ่นดิน"
——————
ในค่ำคืนอันเงียบสงัด เจิ้นกั๋วกงลอบพายายหลี่กลับมาซ่อนตัวในสถานที่ลับที่ปลอดภัยที่สุด จากนั้นจึงรีบส่งสารถึงจวนสกุลซ่งอย่างเร่งด่วน
ภายในห้องประชุมลับอันมิดชิด เมื่อทุกคนได้รับฟังคำให้การของยายหลี่ บรรยากาศรอบโต๊ะก็พลันตึงเครียดและเปี่ยมไปด้วยความหวัง
"ยามนี้เรามีทั้งพยานบุคคล และรู้ที่ซ่อนของพยานวัตถุแล้ว" ซ่งจิ้งอันเอ่ยทำลายความเงียบ ดวงตาของเขาเปล่งประกายคมปลาบ "เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายและสำคัญที่สุด... นั่นคือการลอบเข้าไปในตำหนักเย็นเพื่อนำจดหมายรักและปิ่นปักผมนั้นออกมา"
"ทว่าครั้งนี้อ๋องรองรู้ตัวแล้ว เขาจะต้องจัดวางกำลังอารักขาและเฝ้าระวังตำหนักเย็นอย่างแ่ากว่าเดิมหลายเท่าตัว" ซ่งจงอี้เอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "พวกเราต้องวางแผนการอย่างรัดกุมที่สุด พลาดพลั้งไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว มิฉะนั้นย่อมหมายถึงหัวของคนทั้งตระกูล"
ในขณะที่พวกผู้ใหญ่กำลังเคร่งเครียดกับการวางแผนศึก ทางด้านเรือนใน เหยาเหยาที่เพิ่งได้รับรู้ข่าวคราว จากมารดาที่แอบมาเล่าให้ฟังอ้อม ๆ ว่า "ท่านตาของเ้าเพิ่งช่วยชีวิตยายแก่ผู้น่าสงสารคนหนึ่งไว้ได้" ก็ลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
'ดีเหลือเกินที่ยายหลี่รอดชีวิตมาได้! ท่านตาไปช่วยไว้ได้ทันท่วงทีจริงๆ' เด็กหญิงคิดด้วยความยินดี ก่อนที่ดวงตาคู่กลมโตจะแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้น 'ทว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น บัดนี้อ๋องรองรู้ตัวแล้ว เขาต้องสั่งเพิ่มเวรยามเฝ้าตำหนักเย็นอย่างแ่า การจะลอบเข้าไปนำหลักฐานออกมาคงยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าขึ้น์'
'อีกทั้งเขาไม่มีทางยอมอยู่เฉยแน่ เขาต้องหาทางลงมือเล่นงานตระกูลซ่งอย่างโเี้... ข้าต้องคอยระแวดระวังให้ดี และต้องพยายามนึกให้ออกว่าในนิยาย อ๋องรองจะใช้แผนสกปรกใดต่อไป'
[ติ๊ง——]
[ตรวจพบว่าโฮสต์ได้ทำการช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของคนโฉด มอบแต้มบุญพิเศษ 40 แต้ม แต้มบุญสะสมปัจจุบัน: 142 แต้ม]
'ได้แต้มบุญเพิ่มถึงสี่สิบแต้มเชียวหรือ!' ดวงตาของเหยาเหยาเปล่งประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น 'เย้! ช่วยยายหลี่แล้วได้แต้มบุญเยอะขนาดนี้เชียว สะสมไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ ข้าก็จะมีทุนรอนไว้คอยปกป้องครอบครัวของข้าได้มากขึ้นแล้ว!'
เด็กหญิงกอดกำไลกระดิ่งทองคำแน่น พลางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูหมู่ดาวที่ส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้าอันมืดมิด
'อดใจรออีกสักนิดเถิด เซียวจิ่งหรง...' เด็กหญิงคิดในใจด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น 'อีกไม่นาน หน้ากากคนดีของเ้าจะถูกกระชากออกต่อหน้าธารกำนัลในราชสำนัก และชะตากรรมอันน่าอนาถของตระกูลซ่งที่เ้าเคยลิขิตไว้ให้ต้องโทษปะาเจ็ดชั่วโคตร... มันจะย้อนกลับไปเป็ชะตากรรมของตัวเ้าเอง!'