……………………….
หรั่งรู้สึกทรมาน ร่างกายหนักอึ้งและร้อนผ่าว แถมยังเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว ราวกับร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่นาน เสียงหัวเราะอื้ออึงก็ดังขึ้น แล้วผู้ที่ก่อมลภาวะทางหูนี้น่าจะมีทั้งหญิงและชายหลากหลายวัย
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…….”
“ เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น ฝันร้ายอยู่รึไง ”หรั่งกลัวจนแทบบ้า แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับ สิ่งเดียวที่ทำได้คือนอนนิ่งเงียบท่ามกลางบรรยากาศที่มืดสลัว ในใจนึกภาวนาให้พายุร้ายหายไปโดยเร็ว
แต่ก่อนที่ทุกสิ่งจะสงบ หรั่งก็รู้สึกว่าตัวเองมาหยุดยืนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง รอบด้านมีเพียงความมืดมิดรายล้อม และนั่นได้กระตุ้นให้เขานึกสงสัยผสมตื่นกลัวเป็นเท่าทวี
“ และนี่คือที่ไหนกันละเนี่ย หรือว่าเราจะตื่นจากฝันร้ายแล้ว ”
หรั่งรู้สึกโล่งอก แต่สบายใจได้ไม่นาน ก็มีเงาดำประหลาดรูปมือซึ่งใหญ่เท่าตัวคนโผล่มาที่ด้านหลัง และมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้า
“ เหวอ……..นี่มัน……” หรั่งเสียขวัญ เขาตะโกนดังจนสุดเสียง ก่อนจะสับขาวิ่งหนี
“ ไม่…..อย่าเข้ามา ชั้นกลัวแล้ว ”
ทว่ามือประหลาดยังไล่ตามมาติดๆ ประดุจว่ามันคือเงาของหนุ่มหล่อ และในจังหวะที่หัตถ์ทมิฬเข้าถึงตัว สติสัมปชัญญะของหรั่งก็พลันดับลง
…………………………
“ เฮ้ย……..”หรั่งผวาเฮือกใหญ่ พร้อมผุดลุกขึ้นมานั่ง ดวงตาเบิกโพลน ทำให้พบกับห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงปูนสีกระดำกระด่าง ส่วนสิ่งที่รองรับกายสูงใหญ่ของเขาก็คือ…..เตียงขนาดกลางที่มีรอยปะทั่วฟูกนอน
“ เอ๊ะ! ที่นี่คือที่ไหน ” นี่คือสำนึกแรกของหรั่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดแสนสาหัส และพอก้มลงมองตัวเอง จึงพบว่ามันถูกปกคลุมไปด้วยผ้าพันแผลทั่วกาย แถมที่ข้อแขนซ้ายยังถูกเจาะด้วยสายยาง ซึ่งเชื่อมโยงไปหาขวดน้ำเกลือบนหัวนอน
“ อุปกรณ์คล้ายโรงพยาบาล แต่ไม่น่าใช่ เพราะโลเกชั่นของที่นี่ไม่เหมาะจะเป็นที่พักฟื้น” หรั่งลองวิเคราะห์ สมองพยายามนึกทบทวน เพื่อย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“ ใช่แล้ว ก่อนที่จะสลบ เราต้องผจญกับไอ้ปีศาจนี่หว่า หรือว่าเราจะโดนทำให้กลายเป็นอมนุษย์แบบพวกมัน ” ถึงตรงนี้ หรั่งพยายามสำรวจร่างกายของตนเองอย่างทุลักทุเล (เพราะยังบาดเจ็บอยู่) โดยเลือกคลำตรงจุดที่น่าจะโดนกัด อย่างเช่นลำคอ ข้อแขน แต่ก็ไร้รอยเขี้ยว
“ เราน่าจะยังเป็นมนุษย์อยู่ หรือว่าพวกมันคิดจะเอาเราเป็นสัตว์เลี้ยง เลยไว้ชีวิต ” และนี่คือสิ่งที่หรั่งกลัวที่สุด ในระหว่างที่หนุ่มหล่อกำลังตื่นตระหนก ประตูห้องก็ถูกเปิด
“ แอ๊ด……”
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ…..สาวสวยร่างสูงระหงนางหนึ่ง ใบหน้าเรียวของเธอขาวเนียน ดวงตาหวานซึ้งแฝงแววตกใจนิดๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนมาเป็นยินดี ปิดท้ายด้วยการกล่าวต้อนรับ พร้อมรอยยิ้ม
“ อ้าว…..ฟื้นแล้วหรือคะ ดีจริงๆ เพราะอาการของคุณสาหัสไม่เบา ”
ถึงสตรีที่ปรากฏตัว จะดูไร้พิษภัย แต่เมื่อประมวลจากสิ่งที่หรั่งเจอมา ก็ทำให้รู้ว่า….เขาไม่ควรไว้ใจใคร จึงรีบชิงลงมือก่อน ด้วยการกระชากเข็มน้ำเกลือสุดแรงจนขาดติดมือ แล้วโผเข้าไปล็อคคอของสาวสวยจากทางด้านหลัง
“ ว้าย….คุณจะทำอะไรน่ะ ปล่อยชั้นนะ ”
แม้หรั่งจะเจ็บไปทั่วทั้งตัว แถมเรี่ยวแรงก็แทบไม่มี แต่เขาก็พยายามกัดฟันทน เพื่อรั้งสาวสวยร่างบางมาเป็นตัวประกัน มือขวาจ่อเข็มน้ำเกลือไปที่ซอกคอของเจ้าหล่อน พร้อมร้องขู่
“ อย่าดิ้นน่า ชั้นไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น และแกคงเป็นสมุนของพวกปีศาจล่ะสิ ทางออกอยู่ไหน บอกมาเดี๋ยวนี้นะ ”
สาวสวยนิ่งอึ้งอยู่อึดใจ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงที่สั่นเทา แม้ไม่ได้เห็นสีหน้า ก็รู้ชัดว่าเธอน่าจะหวาดกลัวแน่ๆ
“ ชะ…ชั้นมะ…ไม่ใช่สมุนของปีศาจ แต่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ”
“ อย่ามาโกหก ถ้าเธอเป็นคน แล้วชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เพราะจำได้ว่า….ก่อนที่จะสลบ ชั้นตกอยู่ในน้ำมือของปีศาจสาวตนนั้นนี่หว่า ” หรั่งตะคอกใส่ แต่น้ำเสียงดูอ่อนลง เพราะเขาถูกความลังเลเข้าครอบงำหัวใจ หัวสมองพลันขบคิด
“ หรือว่าเธอคนนี้จะไม่ได้โกหก เพราะนางน่าจะหวาดกลัวจริงๆ ดูสิ ตัวสั่นเชียว ”
ระหว่างที่ยักแย่ยักยันอยู่นั้นเอง ก็มีเด็กสาวร่างเล็กนางหนึ่งเดินเข้ามาสมทบ และพอเห็นเหตุการณ์ ใบหน้าอ่อนเยาว์ก็ออกแนวเหวอนิดๆ ก่อนจะกลับมาสงบดังเดิม ปากก็ร้องถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ อ้าว….นั่นพี่ชายคิดจะทำอะไรน่ะ ”
ทั้งหรั่งและสาวสวยหันมามองเด็กสาววัยใส ก่อนจะเป็นฝ่ายหนุ่มหล่อที่ตอบกลับ
“ ก็จะหาทางออกจากที่นี่น่ะสิ ปล่อยชั้นไปเดี๋ยวนี้นะ ”
“ เฮ้อ…..ปล่อยน่ะ ปล่อยแน่ แต่พวกเราต้องแลกเปลี่ยนข้อมูล ปรับความเข้าใจกันซักหน่อย หวังว่าพี่ชายจะให้ความร่วมมือ ” เด็กสาวร่างเล็กถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะบิดขี้เกียจ ท่าทางดูไม่ยี่หระต่อสิ่งที่ปรากฏ หรั่งเลยลองข่มขู่
“ ชิ ดูท่าทางว่าพวกแกจะคิดว่าชั้นไร้น้ำยา ไม่กล้าทำอะไรสาวคนนี้ล่ะสิ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าพลาดมหันต์แล้ว และเพื่อแสดงให้เห็นว่า…ชั้นเอาจริง จะเรียกเลือดจากนังคนนี้ให้ดู ”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า……”แทนที่เด็กสาวจะเริ่มหวาดกลัว เธอกลับหัวเราะเสียงดัง ราวกับคำขู่ของหรั่งนั้นเป็นเพียงลมปาก
“ ขำอะไรของเธอ นังเด็กน้อย ” หรั่งเริ่มหัวเสีย แต่เด็กสาวไม่หวาดหวั่น แถมยังโต้กลับ ด้วยวาจาที่ดุดันไม่แพ้กัน
“ ก็ขำนายน่ะสิ ที่เก่งแต่ปาก ชั้นรู้นะว่า…พี่ชายไม่กล้าแทงเข็มนั่นลงไปบนคอของพี่วอนจองหรอก ”
“ หน็อย…..อย่ามาปากดี นังเด็กน้อยรีบถอยไปเดี๋ยวนี้ ” หรั่งคำรามดัง หวังข่มให้อีกฝายยอมทำตาม แต่เด็กสาวกลับเดินตรงเข้ามาหา ท่าทางบ่งบอกว่าไร้ความเกรงกลัว
“ อย่า…หยุดเดี๋ยวนี้ ” หรั่งรีบถอยหนี แต่ยังไม่วายลากสาวสวยที่น่าจะชื่อ…วอนจองมาด้วย ไม่นาน เขาก็หมดสิ้นหนทาง เพราะแผ่นหลังดันติดกำแพง ใจตื่นตระหนกถึงขีดสุด
“ แย่ล่ะ เราไปไหนไม่รอดแล้ว แต่ถ้าจะให้ทำร้ายเธอ เพื่อบังคับให้นังเด็กนั่นเปิดทาง มันก็……”
ขณะที่หรั่งลังเล ไม่กล้าทำตามคำขู่ สาวสวยผู้มีนามว่า…วอนจอง ก็หันหน้ามามอง ทำให้เขาพบกับดวงตาที่หวานใส และมันกำลังเปล่งประกายอ้อนวอน
“ คุณหยุดเถอะค่ะ พวกเราไม่ได้คิดร้ายเลยนะคะ ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำคำที่อบอุ่นหรือมือบางของหญิงสาวที่ยื่นมาเกาะกุมเข็มน้ำเกลือ ซึ่งเป็นอาวุธเพียงหนึ่งเดียว หรั่งจึงปล่อยเธอเป็นอิสระ พร้อมทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง
“ โอเค พวกเธอชนะแล้ว เพราะไม่ว่ายังไง ชั้นก็ทำร้ายแม่สาวคนนี้ไม่ลง เฮ้อ……” หรั่งกุมขมับ และนี่ก็คือจุดอ่อนที่เขามีมาตลอด นั่นก็คือ…..ความใจอ่อน
สองสาวยิ้มให้กันเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองหนุ่มหล่อพร้อมกัน แล้วเปิดปากแจง
“ ในเมื่อทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว เราก็ขอแชร์ข้อมูลกับคุณ กรุณารอซักครู่ เดี๋ยวจะไปเรียกหัวหน้าของเราเข้ามาพูดคุย ”
“ เฮ้อ…..พูดพร้อมกันอย่างกับท่องเลยนะ เอาเถอะ จะให้ชั้นไปคุยกับใคร ก็รีบขนมา อย่างน้อยก็ดีกว่าทำร้ายสาวสวยให้บาดเจ็บล่ะนะ” หรั่งโบกมือไล่ ก่อนจะเร่งให้สองสาวพาหัวหน้าทีมมาหา จะได้จบธุระกันเสียที
………………………….
หรั่งรออยู่ไม่กี่นาที ก็มีชายวัยฉกรรจ์เดินเข้ามา พร้อมเก้าอี้สามตัว เพื่อแจกจ่ายให้ทุกคนนั่ง โดยหนุ่มหล่อนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเขาจับจองพื้นที่บนเตียงนอนอยู่แล้ว
“ ฮะ ฮะ พี่ชายคนนี้เป็นใครกันเนี่ย ดูเคร่งเป็นบ้า แถมดวงตาสีเหล็กนั่นก็ดูน่าเกรงขามเหลือเกิน นี่ถ้าเราเป็นพวกขวัญอ่อน คงจะขี้หดตดหายไปนานแล้ว บรื้อ….” หรั่งแอบหวั่นใจ และนี่ก็เป็นเพียงไม่กี่ครั้งที่เขารู้สึกแบบนี้
พอสองสาวและหนุ่มฉกรรจ์ได้นั่งบนเก้าอี้จนเสร็จสรรพ บุรุษตาสีเหล็กก็เริ่มแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
“ ข้าชื่ออัลเบิร์ต เป็นหัวหน้ากลุ่ม ส่วนสตรีร่างสูงนางนี้ชื่อ….วอนจอง เป็นนักวิทยาศาสตร์ และเด็กน้อยคนนั้นชื่อ…ยูมิโกะ อืม….น่าจะทำหน้าที่เป็นภาระ หรือไม่ก็ตัวเกะกะล่ะมั้ง”
“ หน็อย…..ให้พูดที ก็ปากดีใส่กันเลยนะ ใครเป็นภาระให้ลุงกันยะ นี่ถ้าไม่ได้ชั้น ลุงคงตายไปกว่าพันครั้งมั้ง” เด็กสาวผู้ถูกนิยามให้เป็นภาระ เริ่มโวยวาย ดูท่าทางเธอจะเคืองอย่างจริงจัง
“ น่าๆ ยูมิโกะอย่าโกรธกันเลยนะ ส่วนคุณอัลเบิร์ตเองก็ถอนคำพูดก่อนเถอะ ไม่งั้นเด็กนี่คงโวยไม่เลิกแน่ ” วอนจองรีบออกมาห้ามทัพ ซึ่งก็เลือกโลเกชั่นได้ดี เพราะเธอนั่งคั่นกลางระหว่างคู่กรณี
“ ถ้าท่านวอนจองคิดแบบนั้น ข้าก็ขอปฏิบัติตาม ตกลง ขอเปลี่ยนคำพูด เด็กน้อยไม่ได้เป็นภาระหรือตัวเกะกะ แต่นางเป็นคนน่ารำคาญ ” บุรุษตาสีเหล็กแก้วาจา แต่น้ำคำที่กล่าวออกมา กลับทำให้ยูมิโกะเฮิร์ทหนักกว่าเดิม
“ ว้าก…..ทนไม่ไหวแล้ว ตาลุงงี่เง่า ไม่สำนึกบุญคุญกันบ้างเลย ”ยูมิโกะลุกขึ้นยืน พร้อมพับแขนเสื้อขึ้น เพื่อเตรียมวิวาท แต่ด้วยหน้าตาที่หวานใส และร่างกายที่เล็กบาง เลยทำให้ดูคล้ายลูกแมวที่โมโหหิวตัวนึง
แม้เรื่องราวจะดูไม่น่ากลัวเท่าใดนัก แต่วอนจองก็ไม่ยอมให้มันบานปลายไปมากกว่านี้ ด้วยมีธุระด่วนที่ต้องรีบจัดการ จึงเริ่มออกโขน
“ ทั้งคู่หยุดเดี๋ยวนี้ ทะเลาะเป็นเด็กไปได้ อย่าลืมสิว่าพวกเรามีวัตถุประสงค์ใด เลิกนอกเรื่องได้แล้ว ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/darksidewriter.versionend.of.the.alley
