บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 แพ้อย่างงงงวยแล้ว

            พื้นที่ควบคุมแรงโน้มถ่วง!

            เนี่ยหลีกระตุ้นทักษะการควบคุมแรงโน้มถ่วงของแพนด้าเขี้ยวเสือออกมาเป็นเหตุให้พื้นที่โดยรอบมีแรงโน้มถ่วงหนาแน่นขึ้นหลายเท่าตัว

            ตูม!

            ร่างทั้งร่างที่ลอยกลางอากาศของเสิ่นหนิงกระแทกลงพื้นอย่างหนักหน่วง

            ชั่วขณะที่เสิ่นหนิงกำลังจะปะทะเข้ากับตน เนี่ยหลีพลันกระโจนหลบไปด้านข้างพ้นจากรัศมีของเปลวไฟ ทว่าบนร่างกายยังคงมีรอยแผลถูกไฟลวกอยู่หลายแห่งเนี่ยหลีแอบโล่งใจ อีกนิดเดียวก็จะกลายเป็นแพนด้าย่างเสียแล้ว เห็นๆอยู่ว่ามีพลังเพียงพอที่สามารถบดขยี้คู่ต่อสู้ของตนลงได้ทว่าต้องเสแสร้งแกล้งทำทีเป็นอ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายนี่ถือเป็นการทดสอบฝีมือการแสดงเลยทีเดียว

            ทั่วทั้งสนามประลองบังเกิดเสียงตะโกนกระหึ่มกึกก้องขึ้นแผ่นดินสะท้านภูผาสะเทือน เสิ่นหนิงกระแทกลงมาจนพื้นดินกลายเป็นหลุมลึกรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างกว่าสิบหมี่เปลวไฟพวยพุ่งสูงขึ้นฟ้า ฝุ่นดินคลุ้งกระจาย

            ผู้ชมลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น ตะโกนลั่นที่นั่นบ้างที่นี่บ้างทุกทิศทาง

            “ว๊าว ช่างเป็นพลังที่น่าสะพรึงกลัวนัก!”

            “โอ้สวรรค์ นี่ก็คือพลังของหมีปีศาจเพลิงศักดิ์สิทธิ์หรือ? ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!”

            “แม้เขาจะเป็นเพียงผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินห้าดาว พลังปานนี้เทียบได้กับระดับทองเลยทีเดียว!”

            “เสิ่นหนิงชนะแน่นอน!”

            “เสิ่นหนิง เสิ่นหนิง...” เสียงตะโกนบนอัฒจันทร์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องยิ่งนานเข้าก็ยิ่งดังขึ้น

            ไม่ต้องพูดถึงเงินพนัน ยังไม่ทันเริ่มสู้เนี่ยหลีก็เริ่มวิ่งหนีแล้วถูกเสิ่นหนิงวิ่งไล่ราวกับเป็นไก่ตื่นสุนัขกระเจิง ในใจของพวกเขาจึงคิดดูแคลนยิ่งหากเนี่ยหลีเป็นฝ่ายชนะ เช่นนั้นก็คงไร้เหตุผลเกินไปแล้ว

            เสิ่นหมิงก็มีสีหน้ายิ้มแย้มพอใจ พยักหน้าและพูด “เสิ่นหนิงไม่เลวเลย ด้วยพลังที่เขาเพิ่งแสดงออกมานี้น่าจะทะลวงขึ้นถึงระดับทองแล้ว ปกติคงต้องฝึกยุทธ์อย่างหนักทีเดียวหากเขาชนะเจ้าเด็กจากตระกูลเทียนเหินผู้นั้นจริงกลับไปข้าจะต้องตบรางวัลให้แก่เขาอย่างงามแน่นอน!”

            ได้ยินคำพูดของเสิ่นหมิงเสิ่นเซี่ยวที่อยู่ด้านข้างอดแสดงสีหน้าอิจฉาออกมาหลายส่วนมิได้แม้ปกติจะฝึกยุทธ์ร่วมกับเสิ่นหนิงอยู่บ่อยครั้งเขายังคิดไม่ถึงว่าพลังของเสิ่นหนิงจะทะลวงขึ้นถึงระดับทองแล้ว

            บนอัฒจันทร์ ที่นั่งของคณะจากตระกูลเทียนเหิน หยางซินสองคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อยนางพึมพำพูด “เสิ่นหนิงเด็กคนนี้เพิ่งมีระดับเงินห้าดาวเหตุใดจึงสามารถแสดงพลังที่แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้? พลังแข็งแกร่งปานนี้เกรงว่าคงถึงระดับทองสามดาวแล้วกระมัง?”

            ห่างออกไป เมื่อเยี่ยจื่ออวิ๋นเห็นภาพฉากนี้ ดวงตาก็เต็มไปด้วยความสงสัย

            เวลานี้ บนลานประลอง ฝุ่นดินที่คละคลุ้งอยู่ค่อยๆ โรยตัวลงแล้วเงาร่างหนึ่งตรงกลางค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

            พริบตานั้น เสียงผู้ชมที่เคยเดือดพล่านก็พลันนิ่งสนิททุกคนตะลึงงันจ้องมองใจกลางหลุมลึกนั้น

            เนื่องเพราะชั่วขณะนี้ เสิ่นหนิงที่อยู่กลางหลุมลึกมีสภาพไม่ต่างกับสุนัขตายซากตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นหางไม่กระดิก ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ล้วนเป็นร่องรอยถูกไฟลวก

            “นี่...”

            “นี่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! มีใครบอกข้าได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!” เสิ่นหมิงคำรามอย่างบ้าคลั่งราวกับเป็นโรคประสาท

            หลังจากที่เสิ่นหนิงกระโจนขึ้นฟ้า แสดงกระบวนท่าฝนดาวตกสุดท้ายทำให้ตนเองตกลงมาจนหมดสติหรือ? หากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไปผู้ใดจะเชื่อกัน?

            เห็นภาพฉากนี้ ไม่เพียงไม่เข้าใจ หยางซิน เนี่ยไห่เนี่ยเอินและพวกต่างก็ตะลึงจนพูดไม่ออก

            “ตระกูลเสินเซิ่งคงมิใช่มีแต่คนโง่งมเช่นนี้หรอกนะคนแรกไม่ยอมเรียกจิตอสูรของตนออกมา ก็ดันส่งตัวเองไปให้เนี่ยหลีขยี้จนสาหัสคนที่สองเรียกจิตอสูรออกมา แสดงพลังที่ไม่ด้อยไปกว่าระดับทองทว่าสุดท้ายกลับทำตัวเองหล่นลงมาจากฟ้าจนสลบเหมือด?”

            ทว่าภาพฉากตรงหน้า พวกเขาไม่อยากเชื่อ

            หยางซินดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง นางพึมพำเบาๆ “ข้าว่า เสิ่นหนิงผู้นั้นอยู่ๆคงไม่ระเบิดพลังระดับทองสามดาวออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุได้เป็นไปได้หรือไม่ว่าน้องเนี่ยหลีลงมือลงเท้าแล้ว?”

            บนอัฒจันทร์เงียบกริบ แต่ละคนพากันเบิกตากว้าง จ้องมองลานประลองรอจนครึ่งวันแล้วเสิ่นหนิงก็ยังไม่ลุกขึ้นมา ราวกับสุนัขตายซากตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ

            “ให้ตายเถอะ! เจ้าขยะของตระกูลเสินเซิ่งลุกขึ้นมาให้บิดาเสียดีๆ!”

            “มารดามันเถอะ เจ้าขยะแห่งตระกูลเสินเซิ่งช่างไร้ประโยชน์ มารดามันจริงๆ!” บรรดาพวกที่เสียเงินพนันต่างก่นด่าตระกูลเสินเซิ่งผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างเริ่มทำท่าดุร้าย

            “คงมิใช่ว่าสมาคมนักปรุงยาวิเศษร่วมมือกับตระกูลเสินเซิ่งต้มตุ๋นพวกเรากระมัง!”

            “เป็นไปไม่ได้ ลำพังยาวิเศษในมือของสมาคมนักปรุงยาวิเศษก็ไม่รู้ว่าทำกำไรไปมากมายมหาศาลเท่าไหร่แล้ว? เป็นเจ้าขยะของตระกูลเสินเซิ่งผู้นี้ไม่ได้เรื่องต่างหาก!”

            ส่วนพวกที่พนันข้างเนี่ยหลี พวกเขาพากันยิ้มกว้างจนหุบไม่ได้เนี่ยหลีช่างเป็นเด็กที่โชคดีเสียนี่กระไรรอบแรกเป็นเจ้าโง่เสิ่นเฟยที่ไม่หลอมรวมกับจิตอสูรก็ส่งตัวขึ้นพานมาให้รอบที่สองก็เป็นเสิ่นหนิงที่รู้จักฉลาดรวมร่างกับจิตอสูรของตนสุดท้ายกลับทำตัวเองหล่นลงมาจนหมดสติ นี่ก็ส่งตัวขึ้นพานมาให้อีก

            สิ่งที่พวกเขาไม่ทราบก็คือ เสินหนิงไม่ได้ทำตัวเองหล่นลงมาจนหมดสติทว่าถูกเนี่ยหลีวางยาแล้ว อุกกาบาตเพลิงของเสิ่นหนิงทรงอานุภาพยิ่งอาศัยการกระโจนขึ้นสู่ที่สูงและใช้ท่าร่างที่ดิ่งลงมาเพิ่มพลังให้แก่ตนความเร็วนี้เป็นความเร็วสูงสุดที่ระดับเงินห้าดาวผู้หนึ่งจะสามารถแสดงออกมาได้จู่ๆ เนี่ยหลีเพิ่มแรงโน้มถ่วงดึงดูดเสิ่นหนิงเป็นสาเหตุให้เสิ่นหนิงที่กำลังพุ่งตัวลงมาต้องเผชิญกับแรงโน้มถ่วงที่สูงขึ้นเขาไม่อาจแก้ไขได้ทันท่วงทีจึงหล่นลงพื้นด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นหลายเท่าย่อมจินตนาการได้ถึงผลลัพธ์ที่ตามมากระดูกทั้งร่างไม่แหลกเหลวก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

            เห็นเสิ่นหนิงร่วงลงพื้น มุมปากของเนี่ยหลีก็ยกสูงขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อยๆเสิ่นหนิงหมดสติไปแล้ว เดาว่าอย่างน้อยต้องหมดสติถึงสองหรือสามวันจึงจะฟื้นได้พื้นที่แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นผู้คนภายนอกย่อมไม่มีทางตรวจพบการลงมือลงเท้าของเนี่ยหลี

            เนี่ยหลีชนะอีกแล้ว!

            “ไม่ท้าทายเอาเสียเลย!” แม้เนี่ยหลีเพิ่งอยู่ในระดับเงินทว่าพลังที่แท้จริงนั้นกลับเพียงพอที่จะขยี้ยอดฝีมือระดับทองสองดาวได้แล้วดังนั้นเสิ่นหนิงจึงห่างชั้นจากเขามากนัก ไม่อาจคุกคามเขาได้แม้แต่น้อย

            หลังจากที่ได้เห็นภาพนี้เยี่ยจื่ออวิ๋นผู้อยู่บนอัฒจันทร์ไม่เพียงไม่แปลกใจ ตรงกันข้ามกลับมีสีหน้าดังว่านางคิดเช่นนี้อยู่แล้วตระกูลเสินเซิ่งตกอยู่ในกำมือของเนี่ยหลีอีกครั้งหนึ่ง นางมองๆ เนี่ยหลีอดที่จะเบ้ปากขึ้นมามิได้เนี่ยหลีเจ้าบ้าผู้นี้มักทำท่าว่าทุกอย่างจะต้องตกอยู่ในกำมือของตนแม้แต่ในเรื่องของความรู้สึก ก็มีความมั่นใจว่าเยี่ยจื่ออวิ๋นจะต้องชอบเขาอย่างแน่นอนช่างน่ารำคาญใจนัก

            สักวันหนึ่งตนจะต้องรักชอบเนี่ยหลีจริงๆ หรือ? ดวงตาของเยี่ยจื่ออวิ๋นแฝงแววเหม่อลอยขึ้นมาส่วนหนึ่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในซากเมืองโบราณกู่หลันเยี่ยจื่ออวิ๋นอดที่จะเขินอายขึ้นมามิได้ หัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างบังคับไม่อยู่เต้นตึกตักๆ

            เมื่อสิ้นสุดการประลองเนี่ยหลีชนะพนันได้เงินมาจากมือของตระกูลเสินเซิ่งอีกหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูร

            ทำให้ตระกูลเสินเซิ่งต้องเสียเงินถึงหนึ่งร้อยล้านเหรียญจิตอสูรแม้ยังไม่อาจสั่นคลอนรากฐานของตระกูลเสินเซิ่งได้ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้ตระกูลเสินเซิ่งต้องข้ามผ่านวันเวลาที่ยากลำบากแล้วต่อให้ตระกูลเสินเซิ่งเป็นตระกูลหลัก สามารถหยิบเงินสามร้อยถึงห้าร้อยล้านเหรียญจิตอสูรออกมาได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แน่นอน มูลค่าการค้าทั้งหมดที่มีอยู่ของตระกูลเสินเซิ่งย่อมมากกว่านี้มากอาจมีถึงหมื่นล้านเหรียญจิตอสูรเลยทีเดียว แต่หากจะพูดถึงเงินสดเกรงว่าก็คงมีเพียงเท่านี้

            แม้เงินหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเหรียญจิตอสูรไม่ถือว่ามากมายสำหรับเนี่ยหลีทว่าอารมณ์ของเนี่ยหลียังคงดีเป็นพิเศษ

            “ท่านผู้ช่วยเสิ่นหมิง ท่านออมมือ ออมมือให้ข้าชนะอีกแล้วพี่น้องตระกูลเสินเซิ่งเกรงใจเกินไปแล้ว ให้ข้าชนะตลอดทุกครั้งข้าชนะจนรู้สึกไม่ค่อยเหมาะอยู่บ้างแล้ว ที่แท้ข้าตำหนิตระกูลเสินเซิ่งผิดมาตลอดตระกูลเสินเซิ่งมิได้ขี้เหนียว ยังใจกว้างอย่างยิ่ง!” เนี่ยหลียิ้มแย้มและพูดกับเสิ่นหมิง

            เสิ่นหมิงสีหน้าดำคล้ำ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธจัดได้ยินคำพูดเยาะเย้ยถากถางของเนี่ยหลี หากทำได้เขาอยากจะตบจนศีรษะของเนี่ยหลีเละเป็นโคลนเลยทีเดียว!

            หนึ่งร้อยห้าสิบล้านเหรียญจิตอสูร เขาจะอธิบายกับท่านประมุขได้อย่างไร?

    คล้ายกับเรื่องบันทึกราชันย์เทพอสูร ที่คุณอ่าน