King of world ราชันแห่งพิภพ

    เค้าลางสงคราม

            ​

            สกิลจิตสังหารบริสุทธิ์[Lv.1(0%)]=>ควบคุมจิตสังหารได้ดั่งใจนึก สามารถรวบรวมอารมณ์ด้านลบในรัศมี 100 เมตรรอบตัวกลั่นให้กลายเป็นจิตสังหารบริสุทธิ์ และสามารถนำจิตสังหารบริสุทธิ์ไปเพิ่มประสิทธิภาพของสกิลอื่นของรูปแบบอสูรสงครามได้

            มุมปากวาสยกขึ้นเล็กน้อย ความพยายามของเขาไม่สูญเปล่า

            สกิลจิตสังหารบริสุทธิ์ถือเป็นสกิลพื้นฐานของรูปแบบอสูรสงคราม วาสหลับตาลงขบคิดถึงวิธีที่จะใช้สกิลนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

            วังวนมิติผุดขึ้นที่ด้านหน้าวาส เขาเข้าไปนำบางอย่างออกมาจากในโลกมิติ มันคือมอนเตอร์กระทิงสีแดงตัวเขื่องตัวหนึ่ง

            มออออออ!

            กระทิงสีแดงร้องขึ้นตื่นตระหนก เมื่อครู่มันกำลังเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งในโลกมิติ ก่อนจะถูกอุ้มมือทรงพลังคว้าคอของมันออกมาและมาปรากฏอยู่ที่กลางท้องฟ้า

            วาสยกกระทิงสีแดงขึ้นด้วยมือข้างเดียว มันดิ้นสะบัดแต่ก็ไม่หลุดออกไปจากมือวาส จิตใจของมันบังเกิดความกลัวขึ้น

            จิตสังหารบริสุทธิ์ทะลักออกมาจากร่างเขาโดยลำบากเพียงแค่คิด เงาเลือนรางปรากฏอยู่รอบตัววาส เขารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ถูกดึงออกมาจากกระทิงสีแดงในมือและหลอมรวมไปกับจิตสังหารรอบตัว

            ทว่ายิ่งเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าใด จิตสังหารรอบตัววาสก็เริ่มเลือนรางลงไปเรื่อยๆจนแทบจะมองไม่เห็น

            จิตสังหารที่เพิ่มขึ้นมาน้อยกว่าที่ใช้ออกไป!

            วาสมัวแต่คิดจนไม่สังเกตว่าตอนนี้กระทิงสีแดงน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือกขาวไปหมดแล้ว

            แน่ละ! ก็มันเล่นเจอจิตสังหารบริสุทธิ์ของวาสไปเต็มๆเสียขนาดนั้น

            ในหัวของมันเกิดภาพหลอนที่น่ากลัวขึ้นหลายร้อยพันครั้งติดต่อกัน

            สุดท้ายวาสก็ถึงได้หันมาสังเกตเห็นว่ากระทิงสีแดงในมือของเขาได้หมดลมหายใจไปแล้ว

            ‘สกิลนี้พอจะฆ่าพวกกระจอกๆได้เลยสินะ’วาสคิดอย่างพึงพอใจ เขาโยนศพกระทิงสีแดงทิ้งหายไปในทะเลเมฆ

            ท้ายที่สุดการเดินทางอันแสนน่าเบื่อของวาสก็จบลง เขามาถึงที่หมายปลายทางในที่สุด

            แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้สีหน้าของเขาบิดเบี้ยว ถึงที่สุด

            สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาก็คือดินแดนสูงชันแห่งหนึ่งที่มีลักษณ์คล้ายภูเขาที่ถูกตัดส่วนยอดออก ทำให้มันกลายเป็นที่ราบกว้างประมาณ 4 เท่าของเมืองฟอนเต้

            เอกลักษณ์เด่นของสถานที่นี้ก็คือบริเวณโดยรอบของภูเขาไร้ยอดนี้ มันคือหุบเหวลึกดำมืดที่มองไม่เห็นก้น ทางเดียวที่จะไปถึงภูเขาไร้ยอดได้ก็คือบินข้ามหุบเหวนี้ไปหรือเดินเท้าผ่านทางเดินแคบๆทางเดียวที่ทอดข้ามหุบเหวลึกเข้าไปในภูเขาไร้ยอด

            ที่ด้านบนสุดของภูเขาไร้ยอดมีเมืองๆหนึ่งตั้งอยู่ บ้านเรือนถูกสร้างขึ้นจากอิฐขาวทำให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเมืองสีขาว สิ่งปลูกสร้างตั้งเรียงรายอย่างมีระเบียบแสดงถึงการวางผังเมืองที่ยอดเยี่ยม ที่บางจุดมีลานกว้างหรือสถานที่สำคัญบางอย่างที่ใหญ่โตกว่าปกติ ที่ใจกลางดินแดนแห่งนี้มีปราสาทสีขาวตั้งอยู่

            แต่สาเหตุที่ทำให้วาสมีสีหน้าไม่สู้ดีนักก็คือทุกอย่างมันกลายเป็นซากปรักหักพังไปหมดแล้ว!

            ‘หรือว่าเวลาที่ผ่านมามีคนเข้ามาทำลายที่นี่?’คิดเองคนเดียวก็เปล่าประโยชน์ วาสเรียกวังวนมิติขึ้นมาและใช้ซากทัพให้ไปตามผู้เฒ่าเวนก้าออกมา

            “ท่านมาถึงแล้ว?”ผู้เฒ่าเวนก้าทักขึ้นมาคำแรกหลังเดินออกมาจากวังวน

            “ใช่ครับ แต่ว่า...”

            “ไม่ต้องกังวล นี่เป็นเพียงแค่เมืองหลอกของพวกเขาเท่านั้น”ผู้เฒ่าเวนก้ารู้ถึงความในใจของวาสจึงเอ่ยออกมา

            “เมืองหลอก?”

            “ใช่! นี่เป็นแค่เมืองที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงศัตรูของพวกเขาและมันก็ถูกทำลายด้วยน้ำมือของศัตรูพวกเขาในที่สุด แต่เมืองที่แท้จริงของพวกเขายังปลอดภัยและมันอยู่ในนั้น”ผู้เฒ่าเวนก้าชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

            ทางที่ผู้เฒ่าเวนก้าชี้ไปก็คือบริเวณขอบหุบเหวอีกฝั่งตรงข้ามภูเขาไร้ยอด!

            “ไปกันเถอะ”ผู้เฒ่าเวนก้าขี่นำซากทัพตัวหนึ่งไป ซากทัพกระพือปีกบินเข้าไปใกล้บริเวณหน้าผาของหุบเหว แต่แล้วผู้เฒ่าเวนก้าก็ชะงักแวบหนึ่งแล้วหันมาพูดกับวาสด้วยความจริงจังว่า

            “ระวังตัวด้วย! อย่าบินต่ำเกินไป”

            “เพราะอะไรครับ?”ผู้เฒ่าเวนก้าชี้นิ้วลงไปในเหวลึกเหมือนไร้ก้นบึ้งแล้วพูดว่า

            “มีมหาดวงธาตุอยู่ด้านล่างนั่น ท่านคงรู้พลังของมันดี ลำพังท่านคงไม่เป็นอะไร แต่ซากทัพของท่านจะต้องถูกทำลายเป็นชิ้นๆแน่

            วาสทอดมองลงไปในเหวลึก ถ้ามองด้วยตาเปล่าคงไม่รู้เลยว่ามีอะไรอยู่ด้านใต้นั่น

            “ท่านช่วยข้ามองหาสัญลักษณ์รูปนี้ที่สิ”ผู้เฒ่าเวนก้าโยนกระดาษแผ่นหนึ่งให้วาส เขาคลี่มันออก ด้านในมีรูปวาดเป็นรูปสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง

            สัญลักษณ์นั้นคือรูปสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างทางกายภาพคล้ายคลึงกับมนุษย์แต่เกล็ดที่ราวกับเกล็ดของตัวนิ่มปกคลุมอยู่บนผิวหนังและมีกรงเล็บที่แหลม

            “นี่คือ..?”

            “พวกเขาคือเผ่าพันธุ์ดาร์ซี่”

            เผ่าพันธุ์ดาร์ซี่ เผ่าพันธุ์ที่มีอารยธรรมเหมือนกับมนุษย์ โลกใบเดิมที่พวกเขาอยู่เต็มไปด้วยดินแดนแห้งแร้ง เหนือผิวโลกร้อนระอุเกินกว่าจะอาศัยอยู่ได้ ทำให้พวกเขาต้องอพยพลงไปอยู่ใต้ดิน

            นานวันเข้าดวงตาของเขาก็ถูกวิวัฒนาการให้เข้ากับความมืดของใต้พิภพ กรงเล็บยืดยาวเหมาะแก่การขุดดินและเกล็ดที่แข็งพอจะก้อนดินก้อนกรวดที่ตกกระทบยามขุดดินตลอดเวลา

            ความสามารถที่โดดเด่นของเผ่าพันธุ์ดาร์ซี่ก็คือสิ่งปลูกสร้างและสถาปัตยกรรมใต้ดินของพวกเขา

            “ท่านผู้เฒ่า! ผมเจอแล้ว”เสียเวลากว่าชั่วโมง วาสก็เจอมันจนได้

            สัญลักษณ์ที่เหมือนกับที่ผู้เฒ่าเวนก้าให้เขาหา

            “ออกแรงกดมันเลยท่านวาส”

            ครืนนน!

            ส่วนหนึ่งของหน้าผาพลันแยกออก เผยให้เห็นทางเดินเข้าไปข้างใน

            วาสมองทางเข้าด้วยความสงสัย

            “พวกเขาเข้าออกสถานที่แห่งนี้ด้วยวิธีไหนกัน?”ลำพังวาสยังต้องขี่ซากทัพมีปีกเข้ามา แล้วคนอื่นทำเช่นไร

            “ชาวดาร์ซี่เก่งเรื่องการปีนป่าย ต่อให้หน้าผาสูงชันแค่ไหนพวกเขาก็ปีนขึ้นลงได้สบาย แต่ถ้ามนุษย์จะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองของพวกเขาก็คงต้องสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมาเอง”

            ทั้งคู่ขี่ซากทัพหายเข้าไปในปากทางเข้า สิ่งเดียวที่พวกเขาเจอก็คือ...

            ความมืด!

            “พวกเขาไม่ต้องอาศัยแสงสว่างในการมองเห็น ทำให้ในเมืองของพวกเขามีแหล่งให้แสงสว่างแม้แต่ชิ้นเดียว”วาสชักเริ่มรู้สึกถึงความวุ่นวายในวันข้างหน้า เมืองแห่งนี้คงต้องปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้มนุษย์อยู่อาศัยได้

            อย่างแรกคงต้องสร้างแหล่งให้แสงสว่าง...อืม...เอาสะเก็ดดวงตะวันจากต้นสายแร่มาใช้ก็คงดี

            จู่ๆวาสก็หยุดกึกกะทันหันแผดเสียงร้องดังลั่นว่า

            “ผู้เฒ่าเวนก้าหลบ!”วาสกระทืบเท้าลงบนซากทัพที่เขายืนอยู่อย่างรุนแรงจนเนื้อยุบลงไป เขาเอื้อมมือไปคว้าผู้เฒ่าเวนก้าที่อยู่ในอาการตกใจและขว้างออกไปจากหลังซากทัพอีกตัวที่ผู้เฒ่าเวนก้าขี่อยู่

            วูบ!

            วังวนมิติโผล่ขึ้นมาในอากาศซากทัพตัวใหม่โผล่ออกมารับผู้เฒ่าเวนก้าไว้ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

            ฉัวะ! เปรี้ยง!

            ใบมีดยักษ์ตกลงมาจากด้านบนตัดเข้าที่ตำแหน่งเดิมที่ผู้เฒ่าเวนก้ายืนอยู่เมื่อครู่และวาดผ่านร่างซากทัพไปง่ายๆ

            วาสกระแทกสันมือเข้าใส่ใบมีดยักษ์ อาศัยแรงกระแทกดันตัวเองหลบ

            ตึง!

            ใบมีดยักษ์ตกกระทบพื้นเกิดเป็นรอยบากลึก

            “กับดักของชาวดาร์ซี่!”ผู้เฒ่าเวนก้าสูดลมหายใจเย็นเฉียบ เมื่อครู่ถ้าวาสเตือนไม่ทันเขาคงขาดเป็น 2 ท่อนแล้ว!

            “เราคงต้องเรียกโตโต้มาช่วยแล้วละท่านวาส”วาสผงกหัว ตั้งแต่โตโต้ไปเรียนรู้อยู่ที่อาณาจักรคนแคระก็ทำให้เขามีความรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรกลไกขึ้นมาก รวมถึงเรื่องกับดักต่างๆอีกด้วย

            ในช่วงเวลาเดียวกันในอีกสถานที่หนึ่ง

            เพล้ง**!**

            “องค์ราชาเราต้องรอไปถึงเมื่อไหร่กัน ทำไมเราถึงไม่ยกทัพไปถล่มพวกมนุษย์เสียที”เสียงกึกก้องดังไปทั่วท้องพระโรงที่ทำขึ้นจากทอง!

            “ใจเย็นก่อนนอกซ์ อย่าลืมสิว่าเผ่าพันธุ์ก็อบลินของเราเหลือแม่ทัพใหญ่แค่เจ้าผู้เดียวเท่านั้น”บนจุดสูงสุดของท้องพระโรงทองคำ มีบัลลังค์ที่ทำจากทองล้วนตั้งอยู่ สิ่งมีชีวิตที่นั่งอยู่บนบัลลังค์ทองคำนั้นคือก็อบลินตัวมหึมาปานขุนเขา ร่างกายพองหนาไปด้วยไขมัน เครื่องประดับล้ำค่าถูกสวมใส่อยู่แทบทุกส่วนของร่างกาย มูลค่าทั้งหมดบนตัวราชาก็อบลินมีค่าพอๆกับทรัพย์สินของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง!

            “เหลือแค่ข้าคนเดียวแล้วอย่างไร อย่าคิดว่าข้าจะกลัวไอ้มนุษย์แก่ไคเซอร์นั่น!”นอกจากราชาก็อบลินแล้ว ในท้องพระโรงทองคำยังมีก็อบลินอีกตัวหนึ่ง

            ก็อบลินตัวนี้สวมใส่แค่กางเกงและเปลือยท่อนบนไว้ บนร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักประหลาดสีดำที่เปล่งประกายเป็นระยะๆ นามของมันคือนอกซ์ แม่ทัพใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์ก็อบลิน!

            “หุบปาก! อย่าได้ประมาทพวกมนุษย์นัก เจ้าลืมสูญเสียจากการทำสงครามกับพวกมันไปแล้วหรืออย่างไร!”ราชาก็อบลินตวาดอย่างดุดัน ใบหน้ามืดทะมึน การสูญเสียแม่ทัพใหญ่ก็อบลินไป 1 ตน เสมือนกับการตัดแขนราชาก็อบลินไปข้างหนึ่ง

            “แล้วเราจะปล่อยให้พวกมนุษย์มันเหิมเกริมอย่างนี้หรือขอรับ!”ถึงจะหวาดกลัวโทสะของราชาก็อบลิน แต่ก็อดแย้งไม่ได้

            คำพูดนี้ทำให้ราชาก็อบลินเงียบไป จริงอยู่ที่ว่าเผ่าพันธุ์ก็อบลินเสียหน้ามากจากการสู้รบที่ผ่านมา

            “ทำไมพวกเราไม่ขอความช่วยเหลือจากท่านผู้นั้นละขอรับ”ใบหน้าหน้าของราชาก็อบลินกระตุกเมื่อคิดไปถึงบุคคลท่านหนึ่ง

            “อย่าได้พูดอะไรไร้สาระ ถ้าเราขอยืมกำลังของท่านผู้นั้น เราจะขาดความน่าเชื่อถือไปอีกมาก...”ราชาก็อบลินเงียบเสียงลง ไขมันกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจแล้วเอ่ยต่อว่า

            “ตอนนี้ข้าส่งคำเชิญไปถึงราชาออร์คแล้ว เมื่อไหร่ที่ตกลงผลประโยชน์ได้ลงตัว เราจะเคลื่อนกำลังพลเต็มอัตราศึกและทำสงครามครั้งสุดท้ายกับพวกมนุษย์ จากนั้นเราจะลบเผ่าพันธุ์พวกมันออกไปจากโลกใบนี้!”