สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 73 ยืมมือฆ่า

            เพียงแค่วันเดียว คนแถวนี้ต่างก็รู้ว่าเมืองฟางกู้มีคนต่างถิ่นมาใหม่และประคองหญิงชราเดินข้ามถนนด้วย หลังจากที่ชายตัวใหญ่หลายคนประคองหญิงชราข้ามถนนแล้วพวกเขาก็เริ่มทำร้ายคน เล่ากันว่าวันนั้นคนที่ถูกซ้อมไปฟ้องร้องต่อศาลจากนั้นศาลจึงส่งคนมาหาอันเจิงที่บ้านและรออยู่หลายชั่วโมง ต่อมาจึงได้ยินว่าอันเจิงไปหน่วยทหารแล้วก็ไปสำนักวรยุทธ์ชางต่อแล้ว

     

            คนของหน่วยฟางกู้รอทั้งหมดสี่ชั่วโมงแต่อันเจิงก็ยังไม่ได้กลับมาสุดท้ายพวกเขาจึงกลับไปตัวเปล่า และฝากคนแจ้งให้อันเจิงเข้าไปที่ศาล

     

            อันเจิงต้องไปอย่างแน่นอนถึงแม้เขาจะไม่ค่อยชอบที่แบบนั้นก็ตาม

     

            ว่ากันว่าคนของทางการที่อยู่ในเมืองจะหยิ่งผยองเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด แล้วคนแบบไหนกันที่จะเข้ามาเป็นคนของทางการในเมืองฟางกู้?แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่เอาตัวรอดเก่งอยู่แล้ว

     

            ในตัวเมืองนี้มีทั้งหมดหกหน่วยด้วยกัน เจ้าหน้าที่ระดับสี่และระดับห้าที่สวมเครื่องแบบสีแดงสามารถพบเจอได้ทั่วไปหากอยู่ในศาลแล้วไม่สามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้ก็คงเป็นผู้ดูแลหน่วยฟางกู้ไม่ได้เหมือนกันไม่ว่าจะตัดสินใจอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ และเอาตัวรอดกับเรื่องแบบนี้ให้ได้ฉะนั้นอย่าได้ดูถูกผู้ดูแลหน่วยฟางกู้เด็ดขาด เพราะการทำงานด้านนี้สามารถเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วไม่แน่ว่า วันดีคืนดีอาจกลายเป็นคนสำคัญในราชสำนักก็ได้

     

            ไม่ว่าอย่างไรชวีเจิ้งเซิงก็ถือว่าดวงซวยมากเพราะเขาเข้ามาในช่วงเวลาที่ไม่ดีสักเท่าไหร่

     

            นับตั้งแต่อดีตราชาแห่งแคว้นเยี่ยนสิ้นพระชนม์จากไปอำนาจทั้งหมดก็ตกไปอยู่ในมือของซูไทเฮาและตระกูลซูราชสำนักไม่มีพื้นที่หลงเหลือให้ชวีเจิ้งเซิงเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียวฉะนั้นต่อให้เขาจะมีผลงานที่ดีมากเท่าไหร่ เขาก็ไม่สามารถเลื่อนขั้นได้ วันแรกที่เขาเข้ามารับราชการในเมืองฟางกู้ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะเขารู้ดีว่าหากสามารถสร้างผลงานได้ก็จะได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว

     

            ตอนแรกจูเก๋อเหยียนอัครเสนาบดีฝ่ายขวาเป็นผู้ดูแลหน่วยฟางกู้มาก่อนในช่วงรุ่งโรจน์ของแคว้น จูเก๋อเหยียนมีอำนาจมากในราชสำนัก แต่เมื่อซูไทเฮาเข้ามาควบคุมอำนาจของเขาก็เริ่มถูกลิดรอนลงเรื่อย ๆ สุดท้ายอำนาจสำคัญในราชสำนักก็ตกไปเป็นของซูเม่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายจนหมดซูเม่าเป็นน้องชายของซูไทเฮา ตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายของเขาสามารถควบคุมขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งหมดและได้ยินมาว่าน้องชายอีกคนของพระนาง ซูโจ้งจะได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพในเร็ว ๆนี้ เพื่อแบ่งแยกอำนาจในกองทัพของแม่ทัพฟางจือจี่ อย่างไรก็ตามสองคนนี้ไม่ใช่น้องชายแท้ๆ ของซูไทเฮา เพราะน้องชายแท้ ๆ ของนางเป็นราชาปกครองแคว้นจ้าวอยู่ในขณะนี้

     

            ฟางจือจี่เป็นใครกัน?เขาเป็นถึงคนที่ถูกราชาเชิญตัวเข้ามาทำงานด้วยตัวเองนั่นคือการยกย่องและให้เกียรติ ส่วนซูโจ้งคือใครกัน? ได้ยินมาว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการปกครองทหารต้องทำอย่างไร

     

            เพราะฉะนั้นชวีเจิ้งเซิงจึงอารมณ์ขึ้น ๆลง ๆ มักจะรู้สึกว่าตัวเองต้องหาวิธีออกจากเมืองฟางกู้นี้ให้ได้ ไม่นานมานี้เขาเสียเงินไปไม่น้อยเพื่อให้คนในราชสำนักช่วยหาวิธีให้

     

           ตอนนี้โกวจ่านหลียังสร้างปัญหามาให้เขาอีกเขาโมโหจนอยากจะฉีกตัวอันเจิงออกเป็นชิ้น ๆ เลยทีเดียว

     

            ทว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้เพราะถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของอันเจิงเลยด้วยซ้ำเพราะอะไรหน่วยทหารถึงได้เห็นความสำคัญของเขาถึงเพียงนั้นช่วงสงครามหน่วยทหารมีอำนาจมากที่สุดฉะนั้นชวีเจิ้งเซิงจึงไม่กล้าที่จะเข้าข้างโกวจ่านหลี ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้โกวจ่านหลีถูกขังไว้ในคุกของหน่วยทหารเขาส่งคนไปขอตัวโกวจ่านหลีสองครั้งแล้ว ทว่าก็ไม่สามารถพากลับมาได้ เช้านี้ยังมาได้ยินว่าอันเจิงไล่ตะเพิดคนในต้าฟางจาชัวไปหมดอีกไม่เหลือใครเลยแม้แต่คนเดียว

     

           หากอันเจิงไม่มีเบื้องหลังคอยช่วยเหลือจริง ๆ หากเขาเป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากต่างถิ่นจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้?

     

            ฉะนั้นเมื่อมีคนบอกว่าอันเจิงมาถึงแล้ว ต่อให้ชวีเจิ้งเซิงจะไม่ชอบขี้หน้าเด็กคนนี้มากเท่าไหร่ทว่าเขาเองก็ต้องออกไปต้อนรับอยู่ดี

     

            ในห้องโถงไม่โปร่งแสงและค่อนข้างอับมืด ดังนั้นชวีเจิ้งเซิงจึงจ้องมองอันเจิงอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งเขาได้ยินมาว่าอันเจิงอายุยังน้อย แต่คิดไม่ถึงว่าอายุจะน้อยมากขนาดนี้จากที่ดูแล้ว เขาน่าจะอายุราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปี แต่ถึงอย่างนั้นอันเจิงก็ดูมีความเป็นผู้ใหญ่มาก เพราะในความเป็นจริง เขาเพิ่งอายุเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้น

     

            “คารวะท่านใต้เท้า”

     

            อันเจิงโค้งตัวทำความเคารพ

     

            ตัวเขาเองก็มีตำแหน่ง ถึงแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็นทางการจากหน่วยทหารแต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับหกอยู่ดี และเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับห้ากับระดับหกเจอกันก็ไม่จำเป็นต้องทำความเคารพใหญ่โตอะไรมากนัก

     

            “เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์จริง ๆ”

     

            ชวีเจิ้งเซิงเผยรอยยิ้มที่จริงใจออกมาแล้วรีบเดินไปพยุงไหล่ทั้งสองข้างของอันเจิง “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น ที่เชิญเจ้ามาก็เพื่อทำให้คดีกระจ่างเท่านั้นเอง”

     

            “ท่านใต้เท้าเป็นผู้ดูแลราษฎรเมืองฟางกู้คงมีงานมากไม่น้อย ยังต้องหาเวลาออกมาต้อนรับข้าน้อยอีก ถือว่าข้าน้อยมีวาสนาจริงๆ”

     

           ความรู้สึกที่ชวีเจิ้งเซิงมีต่ออันเจิงได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าอันเจิงจะเป็นคนที่หยิ่งทะนงและบ้าอำนาจเสียอีกเมื่อเจอหน้ากัน อันเจิงกลับดูถ่อมตัวและนอบน้อมเมื่อเห็นแบบนี้แล้วเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย

     

            “ตำแหน่งนี้ก็มีเรื่องที่ต้องจัดการมากพอสมควรฉะนั้นจึงปล่อยปละละเลยคนของตัวเองไปบ้าง...นอกจากโกวจ่านหลีแล้วข้าจะระมัดระวังและเข้มงวดกับคนอื่นๆ ให้มากขึ้น โชคดีที่เจ้าสังเกตได้ว่าเรื่องนี้ผิดปกติ ไม่อย่างนั้นคงต้องมีคนถูกรังแกอีกไม่น้อย”

     

            อันเจิงถอนหายใจแล้วพูด “รู้หน้าไม่รู้ใจเรื่องแบบนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ข้าน้อยเพิ่งมาถึงเมืองฟางกู้ก็หาภาระมาให้ท่านแล้วข้าน้อยรู้สึกไม่ดีจริง ๆ”

     

            ชวีเจิ้งเซิงรีบพูดขึ้นทันที “ไม่เลย ๆเราต่างก็เป็นคนของทางการ ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย”

     

            เขารีบดึงอันเจิงให้นั่งลงจากนั้นอันเจิงก็รับกล่องจากชายกำยำด้านหลังแล้วเอามาวางบนโต๊ะ “นี่เป็นของฝากเล็กๆ น้อย ๆ ที่ข้าน้อยนำมาจากชายแดนใต้ ไม่ได้เป็นของมีค่าอะไรมากนักแต่ในตัวเมืองก็ถือว่าหาได้ยาก”

     

            ชวีเจิ้งเซิงยิ้มอย่างมีความสุข“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้ เมื่อเรารู้จักกันแล้ว ต่อไปก็ต้องไปมาหาสู่กันหากเกรงใจอย่างนี้จะดูห่างเหินมากเกินไป”

     

            “ท่านใต้เท้าพูดถูก ต่อไปข้าน้อยจะไม่ทำแบบนี้อีก”

     

            ชวีเจิ้งเซิงหัวเราะเสียงดัง “เช่นนั้นก็ดีในเมื่อของนี้เป็นของที่เอามาจากทางใต้ งั้นข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน ข้าสั่งให้คนจองร้านเตรียมเหล้าเอาไว้แล้วอีกประเดี๋ยวก็ออกไปด้วยกันเลย ข้าจะแนะนำคนอื่น ๆ ให้เจ้ารู้จักต่อไปเมื่อสนิทกันแล้ว มีเรื่องอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้”

     

           แน่นอนว่าอันเจิงไม่มีทางแตกหักกับคนของหน่วยฟางกู้ตอนนี้เขาจะทำให้ทุกคนอ่านใจเขาไม่ได้ แล้วก็จะหลอกใช้คนผู้นี้ไปในตัวด้วย

     

            “ท่านดูสิ ข้าน้อยเพิ่งออกจากหน่วยทหารและสำนักวรยุทธ์ชางแล้วก็เร่งมาที่นี่เลยยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อเลยด้วยซ้ำ เอาแบบนี้ดีกว่า ข้าน้อยขอกลับไปเปลี่ยนชุดก่อนจากนั้นค่อยตามท่านไป”

     

            ชวีเจิ้งเซิงยิ้ม “เช่นนั้นก็ได้ถ้าเป็นแบบนี้เจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวเราค่อยเจอกัน”

     

            อันเจิงลุกขึ้นและขอตัวกลับเมื่อออกมาพ้นประตูแล้วจึงอดหัวเราะไม่ได้

     

            แค่มอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เท่านั้นเขาถึงกับไม่เอ่ยเรื่องของโกวจ่านหลีเลยสักนิด จริง ๆ แล้วอันเจิงรู้ดีเขาหักแขนของโกวจ่านหลี ชวีเจิ้งเซิงต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน เมื่อเป็นถึงหัวหน้าองครักษ์หากไม่มีความสัมพันธ์กับชวีเจิ้งเซิงน่ะสิแปลก แต่ทว่าชวีเจิ้งเซิงก็ไม่ได้โง่เขารู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร อันเจิงไว้หน้าเขาแล้วไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องปล่อยให้เรื่องไหลไปตามน้ำ

     

            ความจริงตั้งแต่เข้าไปจนออกมาอันเจิงกับชวีเจิ้งเซิงคุยกันยังไม่ถึงสามสิบคำเลยด้วยซ้ำ แต่กระบวนการนี้สำคัญมาก

     

            หลังจากอันเจิงออกมาแล้ว ชวีเจิ้งเซิงเปิดกล่องออกด้านในมีไข่มุกและสมุดหนึ่งเล่ม

     

            ไข่มุกมีขนาดใหญ่ประมาณกำปั้นเด็กทารกของชิ้นนี้อย่างน้อยต้องมีราคาไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นตำลึงเลยทีเดียวอันเจิงมอบของขวัญให้เขาอย่างใจกว้างแบบนี้ ทำให้ชวีเจิ้งเซิงประทับใจเป็นอย่างมากเมื่อเขาเปิดสมุดเล่มนั้นออกสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ในสมุดจดบันทึกเงินที่เขาเอามาจากต้าฟางจาชัวทุกตำลึงทั้งวัน เวลาและจำนวนเงิน ทุกอย่างจดเอาไว้อย่างละเอียดมาก

     

            “โกวจ่านหลีไอ้เฮงซวย ไอ้โง่เง่า!”

     

            ชวีเจิ้งเซิงขว้างสมุดลงบนโต๊ะจากนั้นก็เดินร้อนรนอยู่ในห้องครู่หนึ่ง

     

            แอ๊ด! เสียงเปิดประตูดังขึ้น หลิวสุยที่ปรึกษาของศาลเดินเข้ามาเมื่อเห็นท่าทางที่ร้อนรนของชวีเจิ้งเซิง เขาจึงรีบปิดประตูในทันที“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

     

            ชวีเจิ้งเซิงชี้สมุดที่วางอยู่บนโต๊ะหลิวสุยก้าวยาว ๆ ไปหยิบสมุดขึ้นมา เมื่อเปิดออกแล้วสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันทีและเมื่อเห็นไข่มุกนั่นเขาก็สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น “ของพวกนี้อันเจิงส่งคนมามอบให้รึ?”

     

            “เขามอบให้ข้าเองกับมือ”

     

            หลิวสุยถอนหายใจยาว “งั้นก็ยังดีแสดงว่าเด็กคนนี้รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร รู้จักช่วยคนอื่นจัดการปัญหาเมื่อเขาเอาสมุดบัญชีนี้มาให้เองกับมือ แล้วยังให้ไข่มุกมาด้วยทั้งหมดนี้ก็ชัดเจนมากแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้อยากมีเรื่องมีราวกับท่านฉะนั้นเรื่องนี้ หากจัดการโกวจ่านหลีก็จบแล้ว”

     

            ชวีเจิ้งเซิงพูด“ข้าก็คิดแบบนี้เหมือนกัน อันเจิงมาที่นี่ด้วยตัวเอง ทั้งยังถ่อมตัวมาก ท่าทางเขาคงมีอำนาจไม่น้อยคาดว่าคงมีเบื้องหลังคอยช่วยอยู่ หากสมุดเล่มนี้ไปถึงหน่วยทหารละก็หายนะก็คงถึงตัวข้าแน่ ซูไทเฮากำลังหาทางให้คนของตัวเองเข้ามาทำงานในราชสำนัก หากเรื่องนี้แดงออกไปไทเฮาต้องเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน พระนางคงหาวิธีล้มข้าแล้วเปลี่ยนคนของตัวเองมาแทน”

     

            “ฉะนั้น เด็กคนนี้คบได้”

     

            หลิวสุยพูดต่อ “อันเจิงมีวิธีจัดการปัญหาที่สุขุมรอบคอบเกินอายุคาดว่าคงต้องเติบโตและได้รับการสั่งสอนมาอย่างดีแน่นอน ฉะนั้นข้าน้อยคิดว่าเราควรสร้างสัมพันธ์กับเขาไว้อย่างน้อยก็คบไว้เป็นเพื่อน”

     

            ชวีเจิ้งเซิงพยักหน้า“เจ้าส่งคนไปที่ร้านอาหาร ก่อนหน้านี้ข้าสั่งเหล้าธรรมดาเอาไว้ เจ้าให้เขาเปลี่ยนเป็นเหล้าที่ดีที่สุด”

     

            หลิวสุยลุกขึ้น“ข้าน้อยจะไปจัดการตอนนี้เลย”

     

            เขาเดินออกไปสองก้าวแล้วหันหลังกลับมาอีกรอบ“เก็บโกวจ่านหลีไว้ไม่ได้...ให้ข้าน้อยไปหน่วยทหารดีหรือไม่ เอาเงินให้พวกเขาหน่อยจากนั้นก็จัดการมันในคุกไปเลย”

     

            ชวีเจิ้งเซิงโบกมือ “เจ้าจัดการเลยก็แล้วกันไอ้สารเลวลืมบุญคุณอย่างมัน...หากไม่มีข้าคอยช่วยเหลือ มันจะมีทุกวันนี้หรือ?ยังกล้าจดบันทึกเงินที่ให้ข้า คนอย่างมันเก็บไว้ไม่ได้แล้ว”

     

            หลิวสุยพยักหน้า “ได้ ข้าน้อยจะรีบจัดการ”

     

            บนถนน อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเดินข้างกัน

     

            “อันเจิงทำไมเจ้าถึงเอาไข่มุกใหญ่ขนาดนั้นให้ชวีเจิ้งเซิงเล่า?เขาต้องไม่ใช่คนดีแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นจะเลี้ยงคนแบบโกวจ่านหลีไว้หรือ”ตู้โซ่วโซ่วถาม

     

            อันเจิงหัวเราะแล้วตอบกลับ “คนของทางการแต่กลับอมเงินแบบนี้สมควรตายหรือไม่?”

     

            “สมควรตาย!”

     

            “แต่ตอนนี้ยังฆ่าไม่ได้เพราะถ้าฆ่าเขาแล้วพวกเราต้องโดนลากเข้าไปเกี่ยวพันด้วยแน่นอน เจ้ากับข้าเห็นชวีเจิ้งเซิงเป็นศัตรูแต่เพราะไข่มุกกับสมุดบันทึกนั่น ชวีเจิ้งเซิงไม่ได้มองว่าเราเป็นศัตรูอีกต่อไป”

     

            “การทำให้ศัตรูมองเราเป็นเพื่อนใช้เพียงแค่ไข่มุกเม็ดเดียวเท่านั้น พวกเดียวกันต่างก็มีนิสัยเหมือนกันทั้งนั้นคนที่สนิทกับชวีเจิ้งเซิงมากกว่าครึ่งก็เป็นพวกอมเงินราชสำนักทั้งนั้นแหละแต่กลับกัน คนของหน่วยทหารทุกคนเป็นชายอกสามศอก เมื่อมีชวีเจิ้งเซิงที่คอยคาบข่าวในเมืองฟางกู้มาบอกเราแล้วพวกเราก็จะรู้เรื่องภายในเยอะขึ้น ไข่มุกหนึ่งเม็ดแลกกับการได้สายลับเพิ่มขึ้นหนึ่งคนมันคุ้มค่ามากสำหรับข้า”

     

            ตู้โซ่วโซ่วถามต่อ“ยังมีสมุดบันทึกอีกหนึ่งเล่มไม่ใช่รึ นั่นเป็นตัวชี้ชะตาของชวีเจิ้งเซิงเลยนะ”

     

            “ของปลอม”

     

            อันเจิงหัวเราะ“สมุดบันทึกเล่มนั้นชวีเฟิงจื่อเป็นคนเขียนขึ้นมา”

     

            “สวรรค์ เจ้าไม่กลัวพวกเขาจะดูออกหรือ!”

     

            “เจ้าคิดว่าชวีเจิ้งเซิงจะจำได้หรือว่าตัวเองเอาเงินมาวันไหนเมื่อไหร่ และครั้งละเท่าไหร่?”

     

            ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ตบบ่าของอันเจิง “ให้ตายเถอะ...เจ้ามันจิ้งจอกชัด ๆ”

     

            อันเจิงหัวเราะพลางพูดขึ้น “เจ้าชมเกินไปแล้วหากโกวจ่านหลีไม่ตาย โลกนี้ก็คงไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว ให้ชวีเจิ้งเซิงไปฆ่าโกวจ่านหลีจะแนบเนียนกว่าที่เราลงมือเอง”

     

            “ทำไมเมื่อก่อนข้าถึงดูไม่ออกนะ ว่าเจ้าร้ายกาจขนาดนี้”

     

            อันเจิงยิ้มแล้วพูด “เรื่องแบบนี้ใครจะให้ดูออกง่ายๆ กัน ครั้งก่อนที่เจ้าเข้าห้องน้ำแล้วมีคนโยนก้อนหินลงไป ข้าก็ไม่เอาไปพูดมั่ว ๆ เสียหน่อย”

     

            “อืม ก็จริง...ให้ตายเถอะ เจ้าคือคนที่โยนก้อนหินลงไปรึ!”