จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 42 ความลับของตระกูลฉิน

            ชายหนุ่มชุดดำโกรธจัด พยายามควบคุมกระบี่วิญญาณให้หลุดออกจากมือของฉินอวี่แต่ฉินอวี่ยังคงจับมันไว้แน่น แม้ว่ากระบี่วิญญาณจะสั่นสะท้านและส่งเสียงดังแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมหลุดจากมือของฉินอวี่ เมื่อชายหนุ่มเห็นเช่นนี้พลังปราณก็พลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง และพุ่งตรงเข้าหาฉินอวี่ทันที

            เมื่อฉินอวี่เห็นดังนี้ เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาทันทีเขากำลังมองหาใครสักคนมาทดลองใช้พลังของอสุนีลึกลับอยู่พอดีการโจมตีของชายหนุ่มชุดดำในครั้งนี้จึงเป็นไปตามที่เขาต้องการ

            แม้ว่าพลังวิญญาณในร่างกายของเขาจะยังไม่ใช่พลังลมปราณที่สมบูรณ์แต่ฉินอวี่ก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยความแข็งแกร่งในร่างกายของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฉินอวี่มีร่างกายที่เทียบได้กับผู้ฝึกตนขั้นปราณเสถียรระดับกลางแล้วเขาจะไปเกรงกลัวชายหนุ่มชุดดำคนนี้ทำไม

            “ตูม!” ชายหนุ่มชกหมัดที่แฝงด้วยพลังปราณขึ้นไปในอากาศ

            ร่างกายของฉินอวี่สั่นสะท้าน พลังวิญญาณในร่างกายของเขาเพิ่มขึ้นหมัดทั้งสองปะทะกันจนเกิดแรงระเบิดขึ้นทันที

            “ปัง!”

            เสียงอู้อี้ของระเบิดดังขึ้น ฉินอวี่หัวเราะที่มุมปากและในขณะที่ชายหนุ่มชุดดำกำลังถอยกลับด้วยความหวาดกลัวเขาก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรุนแรงและโจมตีออกไปอีกครั้ง

            หมัดระเบิดฟ้า!

            ในตอนแรก ฉินอวี่สามารถปล่อยหมัดออกไปได้สามหมัดในเวลาเดียวกันแต่ครั้งนี้หลังจากกระตุ้นแก่นของสายฟ้าในร่างกายเขาก็สามารถปล่อยออกไปได้ถึงห้าหมัดในคราวเดียว!

            พลังของหมัดทั้งห้าพุ่งเข้าใส่หน้าอกของชายหนุ่มชุดดำเกิดพลังระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง กระแทกชายหนุ่มชุดดำกระเด็นขึ้นไปในอากาศทันที

            “เอ๊ะ?” ฉินอวี่ไม่ได้มองไปยังชายหนุ่มชุดดำที่กำลังลอยตีลังกาออกไปแต่กำลังจ้องไปที่ฝ่ามือขวาของตนเองสิ่งที่ทำให้ม่านตาของฉินอวี่หดตัวลงอย่างรวดเร็วคือรอยฝ่ามือทองสัมฤทธิ์รอยหนึ่งที่ปรากฏอยู่บนฝ่ามือข้างขวาและรอยพิมพ์ฝ่ามือนี้ เป็นรอยฝ่ามือที่อยู่บนเจดีย์ทองสัมฤทธิ์ซึ่งกำลังรักษาเลือดอสูรไว้ด้านใน!

            “นี่มันอะไรกัน?” ฉินอวี่สลายพลังวิญญาณของเขาและพบว่ารอยฝ่ามือทองสัมฤทธิ์หายไปราวกับว่าได้ละลายลงในฝ่ามือของเขาแล้ว

            “เฮือก!”ชายหนุ่มชุดดำคนนั้นถูกโจมตีด้วยหมัดระเบิดฟ้าจนกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างของเขากระเด็นออกไปสิบจ้างก่อนจะหยุดลงด้วยความยากลำบาก ใบหน้าของเขาซีดเซียวลงไปอย่างมากทั่วทั้งร่างเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ทั้งยังรู้สึกชาเล็กน้อย นอกจากนี้อาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงทำให้เขาแน่ใจว่ามีกระดูกซี่โครงของเขาหักอยู่อย่างน้อยสองซี่

            “ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งจริงๆ” ชายหนุ่มชุดดำแสดงความหวาดกลัวเขาไม่ได้คิดหาสาเหตุที่ร่างกายของเขาชาแต่เขาคิดว่ามันเป็นอาการชาที่เกิดจากแรงสะท้อนจากพลังของฉินอวี่

            หมัดของเขาเดิมเป็นเพียงการทดสอบแม้ว่าฉินอวี่จะอยู่เพียงขั้นยุทธ์ระดับเก้า แต่ก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความอันตรายแต่มือข้างเดียวที่ถือกระบี่วิญญาณเอาไว้ได้ ทำให้เขาไม่กล้าประมาทเลยซ้ำเขายังนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะโจมตีเข้ามาเช่นนี้อีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นหมัดที่ปรากฏขึ้นนี้ทำให้เขาได้เห็นภาพลวงขึ้นห้าสาย ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก

            ชายหนุ่มชุดดำหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจากวงแหวนมิติ และนำเข้าปากทันทีก่อนจ้องมองไปทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่ระแวดระวัง พลันพูดออกไปเบาๆ“ข้าคือจางเว่ยศิษย์สำนักยุทธ์ว่านจ้ง สหายเจ้าต้องการตั้งตัวเป็นศัตรูกับสำนักยุทธ์ว่านจ้งหรือ?”

            ชายหนุ่มเริ่มตัดสินใจล่าถอยแล้ว พลังของฉินอวี่เหนือกว่าจินตนาการของเขายิ่งนักโอกาสชนะของเขามีไม่ถึงครึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการหมาป่าหนุ่มเขาคงออกไปจากที่นี่แล้ว

            ฉินอวี่ละสายตาออกจากฝ่ามือแล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองดูชายหนุ่มคนนั้นด้วยความประหลาดใจเขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับศิษย์ของสำนักยุทธ์ว่านจ้งที่นี่ก่อนจะพูดอย่างเฉยเมย “ราชาหมาป่าตัวนี้มีบุญคุณต่อข้า ลูกหมาป่าตัวนี้ต้องเป็นของข้าเจ้ากลับไปเถอะ” พูดจบเขาก็ขว้างกระบี่วิญญาณไปทางชายหนุ่ม

            เนื่องจากเขาเป็นลูกศิษย์ของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ฉินอวี่จึงไม่ต้องการทำให้เขาต้องลำบากใจ

            เมื่อเห็นว่าฉินอวี่มีท่าทีที่ช้าลงชายหนุ่มชุดดำคิดว่าเขาเกรงกลัวสำนักยุทธ์ว่านจ้ง เผยความภาคภูมิใจออกมาทางมุมปากก่อนจะกล่าวขึ้น “มียอดฝีมือของสำนักยุทธ์ว่านจ้งอยู่ที่นี่ข้าขอให้สหายโปรดทบทวนอีกครั้ง อย่าได้คิดยั่วยุสำนักยุทธ์ว่านจ้งเพียงเพื่อลูกอสูรตัวเดียวเลย”

            “ไปให้พ้น!” ฉินอวี่เบิกตากว้างและตะโกนอย่างเย็นชา

            “สหายอย่าได้เสียใจภายหลัง” ชายหนุ่มชุดดำแสดงสีหน้าเคร่งขรึมหยิบกระบี่วิญญาณขึ้นมาแล้วหันหลังเดินจากไป พลางลอบสบถอยู่ในใจเมื่อตกที่นั่งลำบากต้องยอมถอยเพื่อไม่ให้สูญเสีย ไปพบพวกศิษย์พี่ก่อนค่อยว่ากันอีกครั้งจะดีกว่า

            ฉินอวี่หันไปทางชายหนุ่มชุดดำที่กำลังจะจากไปและรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาเขาพึมพำด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน“ใช้เรื่องสำนักยุทธ์ว่านจ้งมากดดันข้า? เจ้ารู้จักปฐมาจารย์ผู้บุกเบิกหรือไม่?”พูดจบ ฉินอวี่ก็เดินไปด้านข้างของราชาหมาป่าเปิดปากมันและอุ้มลูกหมาป่าที่กำลังส่งเสียงร้องออกไป

            เมื่อรู้สึกว่าลูกหมาป่ากำลังหิวฉินอวี่ก็หยิบศิลาวิญญาณระดับล่างออกมาก้อนหนึ่งบดขยี้แล้วใส่เข้าไปในปากของมันทันที

            แม้ว่าจะเป็นเพียงลูกหมาป่าแต่ศิลาวิญญาณเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยที่จะทำให้ลูกหมาป่าเติบโตขึ้นได้โดยเร็วที่สุด

            ฉินอวี่ไม่ได้คาดหวังว่าจะวุ่นวายอะไรเช่นนี้ ลูกหมาป่ากลับคืนสู่มือของตนเองอีกครั้งนี่คงเป็นลิขิตสวรรค์จริงๆ เป็นเพราะตอนนี้ไม่มีถุงเก็บอสูรการจะอุ้มมันไปเช่นนี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาอีกทั้งการได้รับการกระตุ้นร่างอสุนีบาตในครั้งนี้ทำให้ฉินอวี่พอใจเป็นอย่างยิ่งและตัดสินใจที่จะกลับออกไป ที่สำคัญเขาไม่รู้ว่าหมดสติไปนานเท่าไรแล้วเขาต้องรีบกลับไปเพื่อจะได้ไม่พลาดกับการต่อสู้กับชุยซั่ว

            จากนั้น ฉินอวี่ก็ขุดหลุมขึ้นแห่งหนึ่ง ทำการฝังร่างราชาหมาป่าลงไปแล้วเดินไปอีกด้านหนึ่งเพื่อหาใครสักคนที่สามารถบอกเขาได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่ จะได้กลับสู่เมืองหลักเทียนอู่ถูก

            ห้าเดือนต่อมา

            ฉินอวี่กลับมาถึงจวนตระกูลฉินอย่างเงียบๆ ตลอดทางมานี้หัวใจของฉินอวี่เต็มไปด้วยความสงสัยระหว่างทางเขาได้ยินการสนทนามากมายนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับแดนสุสานอสูรแต่ทุกคำพูดเหล่านั้นล้วนแต่เป็นการคาดเดา ซึ่งฉินอวี่ไม่สามารถบอกได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

            เนื่องจากจำนวนผู้ฝึกฝนในเมืองหลักเทียนอู่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทำให้ฉินอวี่ไม่ต้องการที่จะอยู่ที่นี่นานเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นจากลูกหมาป่าเขาจึงตัดสินใจกลับมายังตระกูลฉินเสียก่อน

            ทันทีที่เขาเข้าไปยังตระกูลฉินฉินอวี่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติของจวนตระกูลฉินเขาไม่พบเจอคนรับใช้ดั้งเดิมของที่นี่เลยสักคนเดียว สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ขมวดคิ้วและคาดการณ์ได้ว่ามีใครบางคนลงมือกับตระกูลฉิน แต่ฉินอวี่ก็ไม่ได้ใส่ใจขอเพียงฉินเสวี่ยและฉินจ้านผู้เป็นบิดาไม่เป็นอะไรก็เป็นพอ

            “เสี่ยวอวี่กลับมาแล้ว” เมื่อฉินอวี่เตรียมตัวไปหาฉินเสวี่ยเงาร่างของผู้อาวุโสคนหนึ่งก็เรียกเขาไว้

            ฉินอวี่หันศีรษะไปแต่กลับมองเห็นผู้อาวุโสในชุดสีครามยืนอยู่ข้างต้นบอนไซต้นหนึ่งมองดูตนเองด้วยรอยยิ้มที่ดูใจดี เมื่อพบหน้าผู้อาวุโสผู้นี้ฉินอวี่ก็ขมวดคิ้วดูเหมือนจะคุ้นเคย แต่นึกไม่ออกว่าเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน

            “ข้าคือปู่โม่ชิงของเจ้า เป็นหัวหน้าพ่อบ้านของตระกูลฉิน ลืมไปแล้วหรือ?”ผู้อาวุโสยิ้มดวงตาที่ขุ่นมัวของเขามองไปยังลูกหมาป่าที่อยู่ในอ้อมแขนของฉินอวี่

            “หัวหน้าพ่อบ้าน?” ฉินอวี่เริ่มมีความทรงจำขึ้นมาในความทรงจำของร่างก่อนมีหัวหน้าพ่อบ้านคนนี้อยู่ด้วยจริงๆแต่หัวหน้าพ่อบ้านคนนี้ล้วนแต่ต้องอยู่รับผิดชอบกิจการร้านค้าของตระกูลฉิน สองสามปีจึงจะได้พบกันสักครั้งหนึ่งและการที่เขากลับมาในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลฉินจริงๆ

            “ท่านปู่โม่ เกิดอะไรขึ้น?” ฉินอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามออกไป

            “ก็ไม่มีอะไรนี่นา แค่ไม่ได้เจอเจ้านานแล้ว อ้อจริงสิ พ่อของเจ้ารออยู่นานแล้วตามข้าไปเถอะ” โม่ชิงพูดอย่างช้าๆ

            ฉินอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไรมากมายจากนั้นจึงเดินตามโม่ชิงไปยังห้องหนังสือของฉินจ้านผู้เป็นพ่อ

            เมื่อเดินเข้าไปในห้องหนังสือเขาก็เห็นฉินจ้านผู้เป็นพ่อกำลังจ้องมองบนโต๊ะหนังสือด้วยท่าทางเคร่งขรึมเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

            “นายท่าน... เสี่ยวอวี่” โม่ชิงเอ่ยปาก

            ฉินจ้านเงยหน้าขึ้นอย่างดุเดือด และมองไปยังฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจเมื่อเขาสังเกตเห็นระดับการฝึกฝนของฉินอวี่ สายตาของฉินจ้านก็เริ่มสั่นไหวสีหน้าของเขากลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว และพูดอย่างนิ่งขรึม “ขั้นยุทธ์ระดับเก้าไม่เลว เจ้ามีความแน่ใจแค่ไหนกับการประลองในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า?”

            ฉินอวี่มองไปยังฉินจ้าน และรู้สึกถึงอารมณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ระยะเวลาเพียงสี่เดือน ดูเหมือนว่าฉินจ้านผู้เป็นบิดาของเขาจะเริ่มชราลงไปมากแล้วขมับทั้งสองข้างเหมือนมีน้ำค้างแข็งบนใบหน้าของเขาสูญเสียความน่าเกรงขามที่มีอยู่แต่เดิมไปแล้วเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ทำอะไรไม่ได้ แม้ว่าเขาจะพยายามซ่อนมันไว้ก็ตาม

            เมื่อรู้ว่าฉินจ้านกำลังเป็นกังวลเรื่องการประลองในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าฉินอวี่ก็นิ่งเงียบไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “เต็มร้อย!”

            ดวงตาของฉินจ้านเป็นประกาย และพูดอย่างเคร่งขรึม“เจ้าไม่ควรจะประมาทเกินไป ได้ยินมาว่าไม่กี่วันมานี้สำนักเทียนหั่วได้รับโอกาสดีมีโชคอันยิ่งใหญ่ และชุยซั่วจะต้องขอความช่วยเหลือจากสำนักเทียนหั่วแน่นอนหากยอมให้เขายืมไฟวิเศษฟ้าดิน เรื่องนี้คงไม่ดีกับเจ้าแน่”

            ฉินอวี่พูดอย่างใจเย็น “ข้ารู้แล้วหากไม่มีเรื่องอะไรแล้วข้าขอตัวไปหาเสวี่ยเอ๋อก่อนก็แล้วกัน”ฉินอวี่คาดการณ์คร่าวๆ ว่าโชคอันยิ่งใหญ่ของสำนักเทียนหั่วจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับแดนสุสานอสูรเขาแทบจะทนรอไม่ไหวแล้วว่าตอนที่เขาหมดสติไปนั้นมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง

            “ไปเถอะ!” ฉินจ้านพูดช้าๆ พลางมองไปทางฉินอวี่ ด้วยสายตาที่ดูเป็นกังวล

            หลังจากมองฉินอวี่จากออกไป จนแน่ใจว่าฉินอวี่ได้ไกลออกไปแล้วฉินจ้านก็ถอนหายใจออกมา พลางมองไปบนโต๊ะ ดูสมุดบัญชีที่ส่งมาจากตระกูลต่างๆในแต่ละแห่ง “เป็นตาแก่ที่โหดเหี้ยมอำมหิตมาก! กิจการพังไปก็สร้างใหม่ได้แต่อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ข้ากังวลว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป!”

            นับตั้งแต่ฉินอวี่ได้รับคำท้าประลอง ร้านค้าและกิจการทุกแห่งของตระกูลฉินต่างย่ำแย่ลงและร้านค้าส่วนใหญ่ต่างถูกทำลายโดยกลุ่มคนที่ไม่ธรรมดาบางกลุ่ม

            อาณาจักรการค้าที่ฉินจ้านสร้างขึ้นด้วยตัวเขาเองได้ถูกทำลายล้างจนหมดสิ้นภายในเวลาเพียงสี่เดือนแม้ว่าเขาจะมีการเตรียมการเอาไว้นานแล้ว แม้แต่การยอมสละตระกูลฉิน แต่การพยายามทำงานอย่างหนักหน่วงมาเป็นเวลาหลายสิบปีทำให้ในใจของเขาหดหู่ลงอย่างมากและสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกังวลมากเป็นพิเศษนั่นคือการต่อสู้ที่ชี้เป็นชี้ตาย

            โม่ชิงหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะด้านข้างขึ้นมารินชาสองถ้วยแล้ววางถ้วยหนึ่งไว้ข้างหน้าฉินจ้านโดยไม่ได้พูดอะไร

            ฉินจ้านเหลือบมองดูผู้อาวุโสและลูบขมับของตนเอง ก่อนจะกล่าวขึ้น“ผู้อาวุโสโม่ หลายปีมานี้ลำบากท่านแล้ว”

            โม่ชิงนั่งลงอย่างช้าๆ ถือถ้วยชาแนบริมฝีปากของเขา และพูดอย่างเฉยเมย“แม้ว่าระดับการฝึกฝนจะหายไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ไม่เหนื่อยเลย” โม่ชิงวางถ้วยชาลงถูนิ้วหัวแม่มือซ้ายของเขาและพูดช้าๆ “ท่านหก เสี่ยวอวี่โตขึ้นแล้ว”

            ฉินจ้านตกตะลึง เขาไม่ทราบว่าเหตุใดโม่ชิงจึงเปิดประเด็นเช่นนี้เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ใช่ ในเวลาเพียงครึ่งปีเขาก็ก้าวข้ามจากขั้นยุทธ์ระดับหนึ่งขึ้นมาถึงขั้นยุทธ์ระดับเก้าได้ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งที่ฉินเอ๋อทิ้งเอาไว้ในร่างกายของเขาข้าเองก็คงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขายังคงเป็นเสี่ยวอวี่”

            “ท่านหกคงไม่ทันสังเกตว่าเสี่ยวอวี่โตแล้ว ตอนนี้มีความลับของตัวเองแล้ว?”โม่ชิงกะพริบตาดวงตาขุ่นมัว

            ฉินจ้านขมวดคิ้วในใจของเขากำลังนึกถึงกิจการของตระกูลฉินและเรื่องการประลองของฉินอวี่กับชุยซั่วในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าแต่เขาไม่ได้สนใจมองการเปลี่ยนแปลงอะไรอื่นของฉินอวี่เลยและเขาก็ถามขึ้นอย่างสงสัย “ความลับ?”

            “หรือว่า ท่านหกไม่ได้สังเกตเลยว่าเสี่ยวอวี่ได้ทำการเปิดใช้พลังชีพจรแล้ว?”โม่ชิงกระซิบ

            รูม่านตาของฉินจ้านหดตัวลงอย่างรวดเร็วมือของเขาที่อยู่บนโต๊ะกำแน่นอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าที่สงบนิ่งอย่างชายชาตรีของเขาเผยให้เห็นความเหลือเชื่อเขายืนขึ้นทันทีและพูดเบาๆ “เป็นไปได้อย่างไร?”

            “บางทีคนอื่นอาจมองไม่เห็นหากไม่ตรวจสอบอย่างละเอียดแต่ท่านก็น่าจะมองเห็นได้ เขาอาจไม่เพียงแต่เปิดใช้งานพลังชีพจรแต่อาจจะสร้างแรงกระตุ้นให้กับร่างอสุนีลึกลับแล้วก็เป็นได้!”โม่ชิงนั่งตัวตรงและพูดด้วยเสียงต่ำ

            “เป็นไปไม่ได้! ข้าทำการตรวจสอบอย่างชัดเจนแล้วเมื่อตอนที่ฉินอวี่เกิดชีพจรของเขามีความบางเกินไป ไม่มีทางที่จะทำการเปิดพลังชีพจรได้และไม่มีทางกระตุ้นร่างอสุนีลึกลับออกมาได้อย่างแน่นอน!” ฉินจ้านกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ

            “ตอนนี้ท่านสามารถพิสูจน์ดูได้ ท่านหกอันที่จริงหลายปีมานี้ท่านไม่ควรจะเป็นเช่นนี้แม้ว่าตัวข้ารู้ว่าท่านจงใจทำให้พวกเขามีห่วงน้อยลง เพื่อจะจากไปดังนั้นแล้วจึงจงใจทำให้เขาแปลกแยก ทิ้งเอาไว้ตามลำพังแต่ท่านเคยนึกถึงความรู้สึกของพวกเขาบ้างหรือไม่?” โม่ชิงพูดอย่างเรียบเฉย

            ดูเหมือนว่าฉินจ้านจะหมดเรี่ยวแรง เขาทรุดตัวลงบนที่นั่งจ้องมองไปที่โต๊ะอย่างว่างเปล่า และใบหน้าของเขาเริ่มไม่แน่ใจมากยิ่งขึ้นราวกับว่าเขากำลังดิ้นรนกับบางสิ่ง

            “หลายปีมานี้ท่านได้ระดมทรัพยากรจำนวนมากสำหรับเพื่อเสี่ยวอวี่และเสี่ยวเสวี่ยแต่ทรัพยากรเหล่านั้นจะใช้สนับสนุนพวกเขาได้นานสักเท่าไร? ตอนนี้เสี่ยวอวี่ได้เรียกร่างอสุนีลึกลับออกมาแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือกลับ...”โม่ชิงไม่ทันจะพูดจบ ก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมา

            “ปัง!”

            ฉินจ้านตบฝ่ามือลงบนโต๊ะ โต๊ะฉีกขาดออก และเศษไม้ปลิวไปรอบๆเขามีใบหน้าที่น่าเกลียด หายใจอย่างหนักและรวดเร็ว พลางตะเบ็งเสียงดัง“ในตอนที่พวกเขาทำลายเส้นลมปราณของข้า ยึดครองห้วงพลังของข้าไปข้าก็ตั้งสัตย์สาบานอย่างแน่วแน่ ชั่วชีวิตชาตินี้จะไม่ขอเกี่ยวข้องกับพวกเขาอีกและจะไม่มีวันก้าวไปแม้เพียงครึ่งก้าว!!!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน