การเดินทางอันเงียบเชียบดำเนินต่อไป สลับกับภารกิจปลิดชีพและอำพรางศพที่เกิดขึ้นอีกสองสามครั้ง ทุกครั้งผลลัพธ์ยังคงยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ยังไม่มีทหารแม้แต่นายเดียวที่สามารถส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริมได้ทันก่อนชีวิตจะดับสูญ
เหลือระยะทางอีกเพียงไม่กี่ลี้ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง เป็นเวลาเดียวกับที่เส้นแสงสีแดงอมส้มเริ่มปรากฏให้เห็นที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก บ่งบอกว่ารุ่งสางกำลังจะผ่านพ้นไป อรุโณทัยกำลังจะมาเยือน ขณะที่ทั้งสี่สืบเท้าลัดเลาะผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ พลันจางเหว่ยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่กำลังย่างกรายเข้ามา
“พวกเราติดกับมันเข้าเสียแล้ว เจ้าเข่อซิงเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ทั้งยังจิตใจโหดเหี้ยม ใช้ทหารปลายแถวพวกนั้นเป็นเหยื่อล่อ จากที่ข้าสัมผัสได้จากพลังปราณในยามนี้ พวกมันล้อมกรอบเข้ามาหาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร จำนวนมีมากนับพัน” โพล่งขึ้นทำลายความเงียบ ทำให้อีกสามผู้ร่วมขบวนหันขวับมามองจางเหว่ยเป็นตาเดียว
“เช่นนั้นจะทำอย่างไร เจ้ามีแผนต่อไปหรือไม่?” แม้สถานการณ์คับขันจะมาเยือนอีกครา แต่อเล็กซ์ยังคงมิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก ความสุขุมยังคงชัดเจนในน้ำเสียง
“อเล็กซ์ เจ้าไปอยู่ท้ายขบวน เฝ้าระวังภัยจากเบื้องหลัง หากพบเจอศัตรูผู้ใดย่างกรายเข้ามา ใช้หุ่นรบจัดการได้เลย มิต้องลังเล ส่วนฮันเตอร์ เจ้าแบกลี่กันขึ้นหลัง แล้วอยู่กลางขบวน เร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนข้าจะนำทางให้เอง” ตัดสินใจออกคำสั่งได้อย่างฉะฉานว่องไว สมกับเป็นหัวหน้ากลุ่มกบฏวิหคล่องนภา แม้แต่อเล็กซ์ที่ในโลกของตนก็มีฐานะเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มนักล่าเผด็จการที่น่าเกรงขามที่สุดก็ยังยอมรับ ไม่คัดค้านสิ่งใด
“รับทราบ!” สองชายฉกรรจ์ตอบรับโดยพร้อมเพรียง จากนั้นสลับโยกย้ายตำแหน่ง เป็นขบวนเรียงสาม นำทัพโดยจางเหว่ย ตรงกลางคือฮันเตอร์ที่แบกลี่กันไว้บนหลัง และปิดท้ายด้วยอเล็กซ์ ยามนี้มือขวาของชายหนุ่มกำกระชับแคปซูลจักรกลไว้มั่น พร้อมกดปุ่มได้ทุกเมื่อ
“เวลาไม่มีแล้ว เร่งฝีเท้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามหลังข้ามาอย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด” หันมากำชับอีกคราหนึ่ง จากนั้นจางเหว่ยพุ่งปราดไปด้านหน้า ระดับความเร็วการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตามติดด้วยอีกสองชายฉกรรจ์ ที่ถึงแม้รายหนึ่งร่างกายจะใหญ่โตแข็งแรง ดีกรีเป็นถึงผู้ชนะเลิศศึกหมัดมวย ทว่าเมื่อมีชายชราผู้หนึ่งเกาะอยู่บนหลัง ประกอบกับปราศจากพลังปราณช่วยเสริมพลังเคลื่อนไหว ทำให้เร่งความเร็วได้ไม่มากนัก เช่นเดียวกับอีกรายที่ไร้ซึ่งพลังปราณเช่นกัน อีกทั้งขุมพลังแห่งเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนอาวุธประจำกายก็มิอาจนำออกมาใช้ได้ในเวลานี้
ดังนั้น แม้จางเหว่ย ผู้มีความสามารถเคลื่อนไหวได้ไวปานสายอสนีจะออมฝีเท้าไว้เก้าจากสิบส่วน การไล่ตามให้ทันโดยมิคลาดสายตา ก็ยังคงเป็นภารกิจที่โหดหินอยู่ดีสำหรับชายฉกรรจ์ทั้งสอง
ถึงแม้อเล็กซ์และฮันเตอร์จะเร่งความเร็วเต็มฝีเท้า ความเหนื่อยหอบถาโถมจนหัวใจเต้นระรัวดั่งกลองรบ ทว่าความต่างชั้นระหว่างฝีเท้าธรรมดากับฝีเท้าที่ได้พลังปราณเสริมแรง มากยิ่งเสียกว่าเต่ากับราชสีห์ ดังนั้น หลังจากเริ่มเร่งฝีเท้าได้เพียงไม่ถึงสิบนาที จางเหว่ยก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
“ช่วยช้าลงกว่านี้หน่อยได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นอีกครู่หนึ่งเราต้องคลาดสายตากันแน่” ผู้กล่าวคือฮันเตอร์ อย่างไรก็ตามชายหนุ่มร่างกายบึกบึนด้วยกล้ามเนื้อผู้นี้ยังคงตามติดจางเหว่ยมาอย่างกระชั้นชิด แววตาฉายชัดความมุ่งมั่น ไม่ไหวติงต่ออุปสรรคที่ต้องเผชิญ แม้ยามนี้ต้องแบกชายชราไว้บนแผ่นหลัง
จางเหว่ยแลเห็นเช่นนี้ เขารับรู้ได้ในทันทีว่าฮันเตอร์มิได้เอ่ยปากขอร้องเพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อคนที่อยู่ด้านหลังสุดของขบวนอย่างอเล็กซ์ต่างหาก
จากการเดินทางร่วมกับอเล็กซ์มาหลายวัน จางเหว่ยกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าร่างกายของสหายใหม่ผู้นี้อ่อนแอเพียงใด เรียกได้ว่าหากปราศจากหุ่นรบ แม้แต่เด็กสิบขวบผู้หนึ่งในจักรวรรดิเหลียนหยางที่เพิ่งเริ่มฝึกพลังปราณได้ไม่นาน ก็สามารถเอาชนะอเล็กซ์ได้ไม่ยาก
ตระหนักได้เช่นนี้ จางเหว่ยจึงกวาดสายตาไปมองยังท้ายขบวน และภาพที่เห็นก็เป็นดั่งที่คิดไว้ไม่ผิดเพี้ยน แม้ฝีเท้ายังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุด ทว่ายิ่งก้าวกลับยิ่งดูอ่อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ระบบหายใจของอเล็กซ์เริ่มประสบปัญหา เสียงหอบถี่ลอยตามลม ใบหน้าปรากฏความซีดเซียวให้เห็นชัดเจน
“อเล็กซ์ เจ้ายังไหวหรือไม่?” จากหัวขบวนสู่ท้ายขบวน จางเหว่ยตะโกนถาม
“แฮ่ก ๆ มีทางเลือกอื่นด้วยหรือไง? ยังไงก็ต้องไหว” อเล็กซ์กัดฟันแน่นตอบกลับเสียงสั่น
“แข็งใจอีกหน่อย ข้าสัญญาว่าอีกไม่กี่อึดใจจะถึงที่หมายแล้ว”
แม้จะตอบกลับเป็นเชิงให้กำลังใจสหายที่กำลังหมดแรง ทว่ายามนี้ จางเหว่ยทราบดีแก่ใจว่าสถานการณ์กำลังเข้าตาจนอย่างที่สุด กลุ่มพลังปราณจำนวนนับพันที่ล้อมรอบอยู่ทุกสารทิศขยับเข้าประชิดขึ้นทุกวินาที จนตอนนี้ระยะห่างเหลือเพียงสองสามร้อยเมตรเท่านั้น
ด้วยจำนวนที่มากมายเช่นนี้ นอกจากนั้น เท่าที่จางเหว่ยสัมผัสได้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นทหารฝีมือดี พลังปราณระดับนักรบยุทธ์ขึ้นไป บางส่วนถึงขั้นระดับปราชญยุทธ์และเซียนยุทธ์ ส่วนผู้นำทัพแน่นอนว่าคือเข่อซิง เจ้าเมืองไคชุน ผู้แกร่งกล้าระดับมหาเซียนยุทธ์
จริงอยู่ที่สำหรับจางเหว่ยและอเล็กซ์ สามารถจัดการคู่ต่อสู้ระดับนักรบยุทธ์และปราชญยุทธ์ได้อย่างง่ายดาย ทว่าหากโดนรุมกระหน่ำจากทุกทิศทาง ด้วยจำนวนนับพัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเข่อซิงที่อยู่ระดับมหาเซียนยุทธ์คอยเสริมทัพอีกแรง แม้พวกเขาจะร่วมมือกันประจัญบาน แต่หากไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป โอกาสพลาดท่านับว่ามีสูงกว่าโอกาสคว้าชัยชนะ
คล้อยหลังอีกหลายนาที ยามนี้นอกจากจางเหว่ย ทุกคนที่เหลือก็สามารถรับรู้ได้ถึงการคุกคามอย่างชัดเจนผ่านโสตประสาท สุ้มเสียงฝีเท้ามากมายนับไม่ถ้วน สลับกับเสียงอาวุธหนักกระทบชุดเกราะ ดังก้องจากทุกทิศทาง เข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกที
เลวร้ายยิ่งกว่านั้น เมื่อดวงตะวันกลมโตโผล่พ้นเส้นขอบฟ้ามาแล้วครึ่งหนึ่ง ความมืดสลัวพลันจางหาย แทนที่ด้วยแสงสว่างอุ่น ๆ ยามเช้าตรู่ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้ถูกล่ามิอาจใช่ความมืดเป็นโล่กำบังได้อีกต่อไป หากประจันหน้ากันเมื่อไร เท่ากับกลายเป็นเป้านิ่งโดยสมบูรณ์
บริเวณท้ายสุดของขบวน อเล็กซ์ที่ร่างกายจวนเจียนจะถึงขีดจำกัด ลมหายใจยิ่งมายิ่งถี่ เหงื่อกาฬไหลอาบร่างกาย ความจุกเสียดโจมตีที่ท้องอย่างรุนแรง ภาพในครรลองสายตาเริ่มพร่าเลือนขึ้นทุกขณะ ทว่าทันใดนั้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าที่เปลี่ยนไป ช่วยเหนี่ยวรั้งให้อเล็กซ์ที่เกือบจะร่วงลงไปกองกับพื้น ฝืนกัดฟันได้อีกคราหนึ่ง ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างไม่ยอมแพ้
สิ่งที่อเล็กซ์เห็นคือแสงสว่างที่อยู่ห่างไปเบื้องหน้าราวสองร้อยเมตร แสงสว่างดังกล่าวแยงตาจนไม่อาจรับรู้ได้ชัดเจนว่าภูมิประเทศเป็นเช่นไร แต่อย่างน้อยก็บ่งบอกว่าการลัดเลาะในผืนป่าที่ทุกทิศทางรกทึบกำลังจะสิ้นสุดลง
ราวกับนักวิ่งที่กำลังเข้าเส้นชัย จางเหว่ยเป็นคนแรกที่โผพุ่งจากความเขียวขจี เข้าสู่พื้นที่สว่างโล่งเบื้องหน้าเป็นคนแรก จากนั้นตามติดด้วยฮันเตอร์ซึ่งมีลี่กันอยู่บนแผ่นหลัง ซึ่งต้องขอบคุณการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อพิชิตบัลลังก์แชมป์โลก ที่ทำให้ชายหนุ่มแม้ต้องแบกชายชราวิ่งมาร่วมหลายกิโลเมตร แต่ก็ยังสามารถรับมือความเหน็ดเหนื่อยได้เป็นอย่างดี ลมหายใจถี่ขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนผู้รั้งท้ายอย่างอเล็กซ์ เรียกได้ว่าเป็นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่มีอย่างแท้จริง ร่างสูงโปร่งโผล่พ้นจากผืนป่าสู่ความสว่างในสภาพที่ร่างโถมเซไปด้านหน้า โชคดีที่สัญชาตญาณชายหนุ่มยังว่องไวพอ ใช้มือยันพื้นได้ทันเวลาก่อนจะล้มลง
ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สาดส่อง อเล็กซ์ยืนนิ่ง งอตัวลง สองมือจับที่สองเข่า หอบหายใจรุนแรง พยายามลำเลียงอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดให้มากที่สุด จนผ่านไปหลายวินาที เมื่ออาการหอบเหนื่อยเริ่มบรรเทา ชายหนุ่มจึงเหยียดร่างกายขึ้น สายตาสำรวจทัศนียภาพรอบข้าง และทันใดนั้นก็ต้องพบความตื่นตะลึง
ไกลที่สุดในครรลองสายตาของอเล็กซ์ ปรากฏดวงอาทิตย์สีส้มอมแดง กำลังเคลื่อนตัวขึ้นจากเส้นขอบฟ้า ถัดใกล้เข้ามาเป็นผืนสมุทรกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สีครามของน้ำหยอกล้อกับแสงอาทิตย์ ทอประกายระยิบระยับประหนึ่งอัญมณี ส่วนที่ ๆ เขายืนอยู่คือหน้าผาสูงชัน ตั้งตระหง่านประจันหน้ากับมหาสมุทรอย่างไม่เกรงกลัว
คะเนด้วยสายตา ระยะห่างระหว่างหน้าผากับผืนสมุทรเบื้องล่างมากกว่าสามร้อยเมตร เปรียบเทียบกับหน้าผาริมชายหาดที่อเล็กซ์เคยใช้อำพรางศพหน่วยลาดตระเวนย่อยเมื่อหลายวันก่อน ที่นี่สูงชันกว่าหลายสิบเท่า
เกลียวคลื่นเชี่ยวกรากระลอกแล้วระลอกเล่าซัดกระทบชะง่อนหินเบื้องล่าง เกิดเป็นสุ้มเสียงแห่งธรรมชาติ ที่คอยเตือนว่าหากร่วงหล่นลงไป ร่างกายที่ปะทะผืนน้ำคงไม่ต่างจากกระดาษบางสัมผัสคมมีด ดังนั้น แม้ทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาจะแปรเปลี่ยนจากความรกทึบสู่ความสวยงามตระการตาอย่างฉับพลัน แต่อเล็กซ์กลับมิได้รู้สึกดีขึ้น เพราะตอนนี้เท่ากับว่าพวกเขาเผชิญทางตันเสียแล้ว! จะไปต่อก็ไม่ได้ จะถอยหลังกลับก็คงสายเกินไป
“จางเหว่ย นี่เจ้านำทางมาที่ไหนกัน ทางตันเช่นนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อไป?” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงความสงสัยเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่อเล็กซ์จะได้รับคำตอบ สุ้มเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังเสียก่อน
“ในที่สุดก็ได้พบกันอีกครั้ง เจ้าพวกบัดซบทั้งหลาย ข้าบอกเจ้าแล้วว่าบนเกาะไคชุนแห่งนี้ ต่อให้พวกเจ้าจะหลบหนีไปทางไหน ก็ไม่มีทางพ้นเงื้อมมือข้า”
เมื่อเหลียวกลับไปมองต้นเสียง พบว่าผู้พูดคือเข่อซิง ที่ขณะนี้ยืนประจันหน้ากับตนอยู่ที่บริเวณรอยต่อระหว่างผืนป่ากับหน้าผา ใบหน้าที่แลดูเจ้าเล่ห์เป็นทุนเดิม ยามนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ราวกับว่ากำลังลำพองตนเต็มที่ มั่นใจว่าไล่ต้อนศัตรูเข้ามุมได้สำเร็จแล้ว
นอกจากเข่อซิง เบื้องหลังยังปรากฏนายทหารพร้อมชุดเกราะและอาวุธครบมืออีกนับพัน เรียงแถวกันปิดล้อมทั่วทุกมุม มองไม่เห็นปลายแถวว่าไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เรียกได้ว่าหน้าผาแห่งนี้กลายสภาพเป็นเหมือนห้องปิดตายรูปแบบหนึ่งในชั่วพริบตา
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ อเล็กซ์ไม่มีทางเลือกอื่น เขาขยับขึ้นหน้าสองก้าว ไปยืนเคียงข้างกับจางเหว่ย ในลักษณะประจันหน้ากับกองทัพที่นำโดยเข่อซิงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มือขวาเตรียมพร้อมกดปุ่มเข้าประจำการในหุ่นรบได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับจางเหว่ย ที่ยามนี้กระบี่อสนีจันทราถูกชักออกจากฝักเป็นที่เรียบร้อย สองบุรุษหนุ่มเปรียบเสมือนป้อมปราการที่คอยพิทักษ์คุ้มครองฮันเตอร์และลี่กันที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
“ยินดีที่พบกันอีกครั้งท่านเจ้าเมือง คราวนี้พาพวกสุนัขรับใช้ฝูงใหญ่ติดสอยห้อยตามมาด้วย คงรู้สึกเสียหน้ากับการสัประยุทธ์คราวก่อนไม่น้อย หรือข้ากล่าวสิ่งใดผิด” จางเหว่ยตอบกลับด้วยท่าทีปราศจากความตระหนกร้อนรนโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นริมฝีปากยังฉีกยิ้มกว้างราวกับต้องการยั่วยุผู้มาเยือน
ซึ่งก็ต้องบอกว่าได้ผล เมื่อกลุ่มทหารได้ยินคำว่าสุนัขรับใช้ ความเดือดดาลปรากฏขึ้นบนสีหน้าในบัดดล เกรงว่าหากไม่ต้องรอคำสั่งจากเข่อซิง พวกเขาคงไม่รีรอที่จะโรมรันเข้าหาเป็นแน่
“วาจาเจ้ายังอวดดีได้แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ เพราะหลังจากนี้สิ่งเดียวที่เจ้าจะได้เผชิญคือความตาย” ก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว พลังปราณสีฟ้าพลันไหลอาบรอบกาย เข่อซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความอำมหิตเต็มพิกัด
“เฮ้อ ท่านเจ้าเมือง ท่านทำข้าผิดหวังในตัวท่านจริง ๆ ข้าคิดว่าท่านจะฉลาดกว่านี้ คิดว่าฝูงสุนัขรับใช้หน้าโง่พวกนี้จะช่วยให้ท่านจัดการพวกข้าได้สำเร็จงั้นหรือ ข้าบอกเลยว่าต่อให้ยกมาอีกสิบฝูงก็เปล่าประโยชน์” ราวกับว่าการเห็นอีกฝ่ายเดือดดาลคือเรื่องสนุกสำหรับจางเหว่ย ชายหนุ่มยังคงยั่วโทสะต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน จากนั้นเมื่อกล่าวจบประโยค เขาก็ลอบหันไปกระซิบกระซาบบางอย่างกับอีกสามคนที่เหลือ
“คิดว่าเข่อซิงผู้นี้จะโดนเจ้าปั่นหัวได้หรือไง ข้ารู้ว่าพลังปราณเจ้าอยู่ในระดับขุนพลยุทธ์ ส่วนเจ้าคนข้าง ๆ นั่น ข้าจำได้ว่าแม่นว่ามันคือคนที่อยู่ในหุ่นยักษ์ประหลาดนั่น แม้หุ่นยักษ์นั่นจะร้ายกาจ แต่ก็คงไม่เกินระดับขุนพลยุทธ์เช่นกัน ที่สำคัญตอนนี้หุ่นนั่นอยู่ที่ไหน หรือเจ้าทิ้งมันไปเสียแล้วเพื่อหนีการตามล่าของข้า?”
ประโยคนี้ของเข่อซิง หากสดับผิวเผิน อาจหลงคิดไปว่าต้องการยั่วโทสะตอบกลับ ทว่าแท้จริงแล้ว เป็นการขุดหลุมพรางอันแยบยล แม้จะมั่นใจว่าอย่างไรเสียระดับพลังปราณของศัตรูก็ไม่แกร่งกล้าพอที่จะใช้วิชายุทธ์ห้วงมิติเนรมิตเก็บซ่อนหุ่นยักษ์ตัวนั้นได้ แต่มันอันตรธานหายไปไหน คำตอบก็ยังไม่แน่ชัด ดังนั้นล่อให้อีกฝ่ายหลุดคำตอบออกมาเองคือหนทางที่ดีที่สุดในยามนี้
“แล้วท่านคิดว่าอย่างไรล่ะท่านเจ้าเมือง?” คราวนี้เป็นอเล็กซ์ที่เอ่ยตอบขึ้นบ้าง และแน่นอนว่าเขาไม่หลงกลอุบายเช่นนี้เป็นแน่
“อย่ามาทำเป็นใจดีสู้เสือไปหน่อยเลย ข้าสัมผัสพลังปราณของเจ้าไม่ได้แม้แต่น้อย หากไร้ซึ่งหุ่นยักษ์นั่น ก็เท่ากับว่าเจ้าคือเศษสวะผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับเจ้าหมัดมวยด้านหลังนั่น หนึ่งขุนพลยุทธ์กับเศษสวะอีกสาม กับกองทัพทหารกล้านับพัน นำทัพด้วยมหาเซียนยุทธ์เช่นข้า มองมุมไหนฝ่ายที่ต้องพบกับความตายคือพวกเจ้า! ” กล่าวจบ เข่อซิงพลันหัวเราะเยียบเย็น พลังปราณรอบกายยิ่งมายิ่งเข้มข้น ตั้งท่าเตรียมต่อสู้
โดยที่คาดไม่ถึงแม้แต่น้อย จางเหว่ยไม่เพียงไม่สะทกสะท้านกับวาจาคุกคามเกรี้ยวกราดของเข่อซิง ชายหนุ่มเจ้าของกระบี่อสนีจันทรายังทำราวกับว่าเสียงของเข่อซิงเป็นเสียงนกเสียงกาลอยล่องตามลม สดับแล้วยกมือขึ้นแคะหู ปั้นหน้าทะเล้น ก่อนเอ่ยตอบ
“ท่านเจ้าเมืองจะเอาแต่พูดไปถึงเมื่อไร หรือว่าอาวุธไม้ตายของท่านคือน้ำลาย?” ประโยคนี้ของจางเหว่ยเป็นการเผาฟางเส้นสุดท้ายให้มอดไหม้ สุมไฟแห่งโทสะของเข่อซิงให้เดือดดาลถึงขีดสุด
“ได้เลยเจ้าบัดซบ! เช่นนั้นก็ถึงเวลาตายของเจ้าแล้ว แต่ก่อนที่เจ้าจะหมดลมหายใจ ข้าจะบอกอะไรให้รู้ไว้หนึ่งอย่าง อีกไม่กี่นาที ‘สองแม่ทัพสวรรค์’ จะเดินทางมาถึงที่นี่ ถึงเวลานั้นต่อให้เจ้าจะล้มกองทัพข้าได้ แต่ต่อหน้าสองแม่ทัพสวรรค์ อย่างไรเจ้าก็ตายกลายเป็นศพ ทุกคน ฆ่ามัน!”
สิ้นคำประกาศิต เข่อซิงและทหารอีกนับพันโรมรันเข้าหาทั้งสี่ยืนโดยทันที พลังปราณหลากสีสันปรากฏให้เห็นทั่วทั้งบริเวณ
ในขณะที่จางเหว่ย แม้คำว่าแม่ทัพสวรรค์ที่เข่อซิงเอ่ยถึงจะทำให้สีหน้าทะเล้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ทว่าเขายังคงใจเย็น หันไปกล่าวกับอีกสามคนที่เหลือว่า “ตอนนี้แหละ กระโดดเลย!”
จบคำ สิ่งที่เกิดขึ้นพลิกสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้กลับตาลปัตร แม้แต่เข่อซิงที่เจนจัดศึกสงครามก็ยังคาดไม่ถึง ตื่นตะลึงกับภาพที่เห็น นั่นก็เพราะกลุ่มศัตรู รวมถึงขุนพลยุทธ์ผู้อวดดีคนนั้น กลับไม่ได้เลือกที่จะตั้งรับหรือโรมรันเข้าต่อสู้ ตรงกันข้าม ทั้งสี่หมุนกาย หันหลังให้กองทัพเข่อซิง พริบตาต่อมา ต่างวิ่งเข้าหาหน้าผา ก่อนพุ่งกระโจนสู่ความเวิ้งว้างเบื้องหน้า ราวกับวิหคกำลังโผบิน เพียงแต่พวกเขาไร้ซึ่งปีก แล้วผลลัพธ์จะมีทางอื่นด้วยหรือ นอกจากตกลงไปเป็นเหยื่อของกระแสน้ำเชี่ยวกราก
“เจ้าพวกบัดซบ! สุดท้ายก็ตัดสินใจโง่ ๆ กระโดดหนีลงหน้าผาไป เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเปลืองแรง ยังไงเสียพวกเจ้าก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้ว” เข่อซิงที่พุ่งตัวมาอยู่ที่ริมหน้าผากล่าวขึ้น ขณะสายตามองร่างทั้งสี่ร่วงหล่นสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง
ทว่าทันใดนั้น เหตุการณ์มหัศจรรย์พลันบังเกิดขึ้นอีกคำรบหนึ่ง และคราวนี้ถึงขั้นทำให้เจ้าเมืองไคชุนตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง ไม่อยากเชื่อสายตาว่าสิ่งที่เห็นคือเรื่องจริง!