แสงอรุณสาดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างเรือนพักสายรอง บรรยากาศภายในกลับเงียบกว่าที่ควรจะเป็น หลินตงยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง สีหน้าคุมเข้มและจริงจังเป็นพิเศษ
"สามวันนี้ห้ามเจ้าออกจากเรือนเด็ดขาด"
น้ำเสียงเฉียบขาดจนไม่เหลือช่องให้ต่อรอง
หลินเย่หยิบถุงหอมสีอมฟ้าครามที่เหม่ยหลินมอบให้ขึ้นมาสำรวจอีกครั้งอย่างใจเย็น ภายในถุงมิตินั้น นอกจากเงินตราหกสิบสองเหรียญเงิน ยังมีคัมภีร์เคล็ดวิชาอีกสองเล่ม เล่มแรกคือวิชาตัวเบาเคลื่อนกายที่สลักชื่อว่า เหยียบวายุ ส่วนเล่มที่สองคือ เคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์ ทั้งสองเล่มไม่ใช่วิชาระดับตำนาน หากประเมินจากกระแสอักขระแล้ว ย่อมอยู่ไม่ต่ำกว่าขั้นกลาง
เงินหกสิบสองเหรียญถูกจัดสรรอย่างรวดเร็ว สามสิบเหรียญคืนให้หลินตงเพื่อล้างหนี้เก่า อีกยี่สิบห้าเหรียญฝากนางออกไปจัดซื้อสมุนไพรฟื้นฟูปราณและหม้อหลอมยาดินเผาใบใหม่ หลินตงรับเงินแล้วก็ออกไป ทิ้งความเงียบไว้ในห้อง
เมื่อหม้อยาและห่อสมุนไพรที่ฝากซื้อถูกจัดวางไว้ข้างกายเรียบร้อย เขาสูดหายใจลึก โคจรลมปราณระลอกแรกเข้าสู่ร่างที่เคยแห้งขอด วันนี้ต้องเริ่มเตรียมอาวุธลับของตัวเองแล้ว
เจ็ดเหรียญเงินที่เหลือถูกนำไปซื้อสมุด พู่กัน และแผ่นกระดาษยันต์สีเหลืองเนื้อหยาบกว้างราวช่วงแขนกางสองข้าง ซึ่งเขาฉีกแบ่งออกเป็นสิบแปดแผ่นอย่างประณีต ของทั้งหมดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้เบื้องหลัง
หลินเย่ลุกขึ้นก้าวไปนั่งบนเก้าอี้ เสียงตะโกนขานรับจากการซ้อมยุทธ์ที่ลานฝึกด้านนอกดังแว่วเข้ามาหนาหูกว่าวันก่อนๆ เด็กหนุ่มสาวในตระกูลหลินต่างเค้นพลังฝึกซ้อมกันก่อนงานแข่งขันจะเริ่ม เขาตัดขาดจากเสียงเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง บรรจงจรดพู่กันลงบนสมุดบันทึกเล่มเปล่า
เนื้อหาในตำราอักษรโลหิตเก้าดาราที่แม่นางอวิ๋นเสวี่ยให้เปิดอ่านเมื่อวานยังสลักแน่นอยู่ในสมอง ราวกับมีภาพซ้อนทับอยู่ตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น ไม่ใช่แค่การระลึกได้ หากเป็นการจำทุกตัวอักษรและทุกลายเส้นยันต์ไว้ได้อย่างแม่นยำ เขาลงมือคัดลอกสิ่งเหล่านั้นลงบนสมุดอย่างเชื่องช้าและมั่นคง
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เสียงจอแจจากลานฝึกเริ่มแผ่วลง เด็กๆ หลายคนแยกย้ายเข้าเรือนพักไปกินข้าว เสียงเจี๊ยวจ๊าวยังลอดหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ กลับไม่อาจดึงสมาธิของเขาออกจากสิ่งตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
เขาปิดสมุดหน้าสุดท้ายลงพลางถอนหายใจยาว เหนื่อยล้าดั่งถูกสูบเข้าไปในห้วงนิมิต การเค้นสมาธิเพื่อคัดลอกสิ่งที่จำมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หลับตาพักชั่วครู่ ก่อนจะเปิดอ่านหน้าแรกที่เพิ่งเขียนขึ้นเพื่อทบทวน ตามหลักการแล้ว วิชาอักษรโลหิตเก้าดาราคือการแปรโลหิตของตนแทนน้ำหมึก ขีดเขียนอักขระลงบนกระดาษยันต์เพื่อฝังพลังปราณและเจตจำนงของผู้เขียนลงไป
หลินเย่พลิกหน้าต่อไปพลางขมวดคิ้วแน่น
ตามกฎเกณฑ์ทั่วไป ยันต์คาถาถูกเขียนด้วยพู่กันและหมึกปราณ ต่อให้ยอดฝีมือหรือปรมาจารย์เป็นผู้ลงหมึก คุณภาพของอักขระอาจต่างกันที่ความเฉียบคม ผลลัพธ์ของตัวยันต์ย่อมไม่ฉีกหนีกันเท่าใดนัก ทว่าวิชายันต์โลหิตเก้าดาราฉีกกฎเกณฑ์เหล่านั้นทิ้งจนสิ้น ยิ่งจิตวิญญาณและสายเลือดเข้มข้นเพียงใด พลังทำลายล้างของยันต์ย่อมทวีคูณขึ้นตามพลังชีวิตของผู้สร้างเพียงนั้น
เขาเปิดอ่านทีละหน้าอย่างตั้งใจ ในตำรามีทั้งหลักการฝึก การสร้าง และประเภทของยันต์ ทว่าที่หน้าสุดท้ายกลับมีรอยหมึกสีแดงวงกลมล้อมตัวอักษรเตือนใจเอาไว้ คำเตือนถึงผลเสียอันร้ายแรงของวิชา เนื้อความข้างในกลับคลุมเครือและไม่ปะติดปะต่อ ราวกับจงใจเขียนเป็นรหัสลับ
เขาเดาในใจ อาการโรคโลหิตย้อนกลับของอวิ๋นเสวี่ยย่อมเกิดจากการฝืนใช้วิชานี้จนถูกพลังสะท้อนกลับเล่นงาน หน้าสุดท้ายนี้คงเป็นวิธีป้องกันไม่ให้พลังย้อนกลับ เนื้อความที่บิดเบี้ยวนั้นต่อให้อ่านวนซ้ำอีกกี่รอบก็ยังไม่เข้าใจ คงต้องหาโอกาสไปถามแม่นางอวิ๋นเสวี่ยด้วยตัวเองที่หมู่บ้านกุยเยี่ยน
เวลาล่วงเข้าสู่ยามเว่ย หลินเย่จึงเริ่มขั้นตอนการทดลองฝึกยันต์เก้าดารา เขากัดลงที่ปลายนิ้วโป้งขวาจนเลือดสดซึมออกมา จากนั้นจึงกดนิ้ววาดลวดลายอักขระลงบนแผ่นกระดาษเหลืองตามแบบในตำรา
วาดเสร็จ ยกแผ่นยันต์ขึ้นดู ลายเส้นบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปทรง เขากัดฟันเขียนใหม่ หนึ่งก้านธูปผ่านไป ใบหน้าซีดลงเรื่อยๆ เลือดกับปราณถูกรีดออกไปพร้อมกัน สิบสองแผ่นต่อมา เขาหยุดมือ ห้าแผ่นบนโต๊ะใช้ได้ เจ็ดแผ่นเป็นเศษกระดาษ
ยันต์ที่เขาพยายามเขียนคือยันต์ตัดปราณเเละยันต์ระเบิด เมื่อลองส่งกระแสปราณเข้าไปกระตุ้นใช้งาน แผ่นกระดาษกลับส่องแสงวาบอยู่ชั่วอึดใจแล้วมอดดับไป
เขากัดฟันเริ่มเขียนใหม่ คราวนี้บรรจงและตั้งจิตให้มั่นกว่าเดิม เวลากลืนกินไปอีกหนึ่งก้านธูป ใบหน้าซีดเผือดลงเรื่อยๆ เลือดที่ถูกกรีดกับกระแสปราณที่ถูกรีดเค้นออกไปพร้อมกันทำเอาเขารู้ซึ้งถึงคำเตือนในตำรา
หลังเพียรเขียนไปได้สิบสองแผ่น เขาต้องหยุดมือ หากฝืนต่อคงได้สลบล้มพับคาโต๊ะเป็นแน่
เมื่อประเมินผลงานบนโต๊ะ มีเพียงห้าแผ่นเท่านั้นที่ใช้งานได้จริง อีกเจ็ดแผ่นกลายเป็นยันต์เสีย สำหรับการฝึกครั้งแรก ผลลัพธ์เพียงเท่านี้ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว
เขารีบเก็บยันต์ทั้งห้าใบลงถุงมิติสีฟ้าคราม ดับตะเกียง เก็บกวาดโต๊ะให้เรียบร้อย ก่อนออกไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แสร้งเป็นเด็กสายรองผู้ไร้ทางสู้ของตระกูลหลินต่อไป
ที่เรือนพักตระกูลมู่ ฝั่งซีหนาน เรือนชาหลังเล็กยังสว่างอยู่หลังเดียวท่ามกลางความมืด
มู่หว่านหรงนั่งอยู่เพียงลำพัง มือข้างหนึ่งประคองถ้วยชาขึ้นจิบ พลันชำเลืองมองจันทร์ดวงเด่นบนฟากฟ้า บนโต๊ะไม้ข้างกายของนาง แหวนมิติเหล็กเย็นสีนิลดำวางแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ของชิ้นสำคัญที่เคยหลุดจากมือไป บัดนี้หน่วยตรวจการนำกลับมาคืนถึงมือเรียบร้อย พร้อมคำรายงานเรื่องคดีระเบิดที่โยนความผิดไปให้สองสามีภรรยาแห่งร้านเหวินซิน
มืออีกข้างของนางหมุนเม็ดโอสถที่ยึดมาจากร้านเยี่ยจือไปมา นัยน์ตาคู่งามจ้องมันนิ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน
"หลินเย่"
น้ำเสียงราบเรียบที่กระซิบผ่านไรฟัน
"ข้าอยากรู้นัก เจ้าเกี่ยวข้องกับอาจารย์กู่เช่นไร"
เสียงนั้นลอยหายไปในอากาศโดยไม่มีผู้ใดรับฟัง
"หากเจ้าคิดจะมาขวางเส้นทางสืบทอดเซียนโอสถของข้า ข้าย่อมสังหารเจ้าทิ้งด้วยมือคู่นี้เอง"
มู่หว่านหรงออกแรงบีบ เม็ดโอสถของหลินเย่ในมือแหลกละเอียดคามือ กลายเป็นเศษผงร่วงกราวลงพื้น กลิ่นยาฉุนระเหยขึ้นมาชั่วขณะก่อนจะจางหายไป
"ฮัดเช้ย!"
หลินเย่จามฟอดใหญ่จนตัวโยน มือหนึ่งยังหนีบน่องไก่ตุ๋นเอาไว้แน่น มืออีกข้างยกขึ้นขยี้จมูกตัวเองแรงๆ เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวามองไปทั่วห้อง พบเพียงความว่างเปล่า จึงก้มหน้าก้มตาแทะน่องไก่ต่ออย่างไม่ใส่ใจ
กาลเวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันแห่งการกักตัวผ่านพ้นไปในความเงียบสงบ สำหรับหลินเย่แล้ว มันคือช่วงเวลาแห่งการลอกคราบและขัดเกลาตัวเองครั้งใหญ่
วันแรก เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเค้นหลอมโอสถฟื้นฟูปราณจากหม้อดินเผาใบใหม่ ควันยาสมุนไพรลอยอบอวลอยู่ในห้องตลบ หลอมได้สำเร็จอีกหลายเม็ดเพื่อสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ทันทีที่กลืนยาลงคอ ลมปราณที่เคยแห้งขอดดั่งทะเลทรายก็เริ่มไหลเวียนกลับมาอุ่นวาบและหนาแน่นขึ้นทีละสาย
วันที่สอง หลังปราณฟื้นคืนมาได้เจ็ดในสิบส่วน เขากางคัมภีร์เหยียบวายุออก ใช้พื้นที่แคบๆ ในห้องก้าวเดินตามผังดวงดาว ท่องบ่นเคล็ดวิชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ยังแสดงอานุภาพขั้นสูงสุดที่ก้าวข้ามอากาศไม่ได้ ฝีเท้ากลับแผ่วเบาและว่องไวขึ้นกว่าเดิมจนไร้สุ้มเสียง ลบจุดอ่อนเรื่องความเชื่องช้าของขอบเขตรวบรวมลมปราณไปได้เปลาะหนึ่ง
วันที่สาม แผ่นกระดาษเหลืองที่เหลืออยู่ถูกนำมาจัดสรร เขายอมหลั่งโลหิตและเจียดปราณอีกครั้งเพื่อสลักยันต์ตัดปราณเพิ่มจนได้จำนวนที่มั่นใจ ข้อมือขวาเริ่มคุ้นกับน้ำหนักและความหนืดของเลือด เส้นสายอักขระโบราณเก้าดาราเริ่มงดงามและเปี่ยมกระแสสังหารขึ้นกว่าเดิม
ค่ำคืนสุดท้ายก่อนรุ่งสาง หลินเย่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้ สำรวจสิ่งที่มีอยู่ในมือตอนนี้ ยันต์ชั้นดีแปดใบ โอสถฟื้นฟูปราณระลอกใหม่ และวิชาเหยียบวายุที่แม้ยังไม่สมบูรณ์ ทว่าก็แทบไร้สุ้มเสียงเมื่อออกก้าว
น่าเสียดายที่ดาบของเถ้าแก่เนี่ยเฟิงตกหายไปในการต่อสู้ และเคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์ยังไม่มีเวลาฝึกฝน ด้วยทรัพยากรเท่าที่มี มันก็เพียงพอแล้ว
เขานั่งเงียบอยู่กับความคิดที่เรียบลงทีละอย่าง
สิ่งที่ได้มาในไม่กี่วันมานี้ ตำราอักษรโลหิตเก้าดาราที่ถูกยึดไปทว่าคัดลอกไว้ได้หนึ่งเล่ม วิชาเหยียบวายุที่ทำให้ฝีเท้าเงียบและเร็วขึ้น ยันต์ชั้นดีที่สร้างเองด้วยเลือดตัวเอง ถุงมิติที่ทำให้การเดินทางคล่องตัวกว่าเดิม และความเข้าใจว่าสตรีชุดดำผู้นั้นอยู่ในขอบเขตหลอมลมปราณขั้นกลาง กับระยะห่างระหว่างขั้นนั้นกับขั้นของตัวเองว่ามีมากเพียงใด
เขามองออกไปที่หน้าต่างซึ่งยังมืดสนิท มู่หว่านหรงจะอยู่ในงานแข่งขัน สตรีชุดดำอาจยังอยู่ในเมือง และการแข่งขันชุมนุมมังกรน้อยคือสนามที่ทุกอย่างจะต้องมาเผชิญหน้ากัน
เขาวางมือลงบนเตียง หลับตา โคจรลมปราณรอบสุดท้ายก่อนนอน ทุกเส้นทางที่เคยแห้งขอดบัดนี้ไหลเวียนกลับมาครบ ไม่เต็มเท่าตอนก่อนเริ่ม
เสียงกลองรบและระฆังใหญ่จากใจกลางเมืองฟางหรงดังเหง่งหง่างสะท้อนก้องมาถึงเรือนพัก
หลินเย่ลืมตาขึ้นในความมืด แววตาสีขาวสลัวส่องประกายวาบขึ้นหนึ่งครั้ง
วันแข่งขันได้เริ่มขึ้นแล้ว