กลุ่มผู้ชมหน้าเวทีต่าง กรีดร้องถอยหนี
บางคนที่อยู่แนวหน้าเริ่ม สำลักกลิ่นพิษเพียงแค่สูดลมหายใจเดียว
“เปิดม่านพลังเสริมโดยเร็ว!!”
เสียงเข้มจากผู้นำตระกูลหลี่—หลี่เทียนไห่ ดังขึ้น เขารีบรุดมาข้างเวที พร้อมด้วย
หลัวซางเทียน แห่งนิกายจื่อเยี่ยน และกู้เหยียน แห่งนิกายหลัวเทียน
พวกเขาเพียงพลิกฝ่ามือ ม่านพลังสีทองลอยขึ้นจากสัญลักษณ์ผนึกที่มือ
ก่อนจะแผ่ขยายครอบคลุมอีกชั้นรอบสนาม
ทางด้านหลานซือหรง ผู้อาวุโสจาก หุบเขาเมฆาล่อง ไม่รอช้า
นางยกมือขึ้นอย่างอ่อนช้อย
เสียงระฆังแผ่วเบาดังขึ้นจากสร้อยข้อมือของนาง
แสงสีขาวโปร่งใสส่องประกายออกมา กลางอากาศเกิดลวดลายหิมะหมุนวนเป็นวงเวท
ฟุบ!!
ร่างของ กวางหยกเมฆา ปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างสง่างาม
มันคือสัตว์อสูรสายสนับสนุนระดับสูง
ขนของมันขาวนวลละมุนคล้ายหยก มีประกายสีเงินลอยขึ้นรอบกายทุกครั้งที่หายใจ
กลางหน้าผากมีดวงเนตรสีฟ้าเรืองรอง สะท้อนพลังวิญญาณแห่งปัญญา
“เมฆาหยกชะโลมจิต”
นางเอ่ยเพียงคำเดียว กวางหยกเมฆาก็กระทืบเท้าเบา ๆ
ละอองเมฆสีเงินขาวจาง ๆ ก็ลอยคลุมสนาม
ผู้ชมแนวหน้าเริ่มรู้สึกได้ว่าจิตใจกลับมาสงบ ปราณหมุนเวียนคล่องขึ้นอีกครั้ง
“พิษยังไม่หมดฤทธิ์ แต่อย่างน้อย…ผลกระทบต่อผู้ชมจะลดลง”
หลานซือหรงเอ่ยพลางจับตามอง หลี่หยาง อย่างพินิจ
กวางหยกเมฆา ของหลานซือหรง เป็นสัตว์อสูรสายสนับสนุนระดับสูงที่หาได้ยากยิ่ง มีคุณสมบัติเด่นด้านการฟื้นฟูพลังจิต บรรเทาอาการจากพิษ และการควบคุมสภาวะในสนามประลอง
กวางหยกเมฆา
ชนชั้น: เจ้าอสูร
ระดับพลัง: ราชันขั้นที่ 1
สายธาตุ: ธาติน้ำ และ พลังจิต
คุณสมบัติพิเศษ:
• เมฆาหยกชะโลมจิต: ปลดปล่อยหมอกเย็นฟื้นฟูพลังจิตและสภาพจิตใจให้แก่พันธมิตร พร้อมลดผลกระทบจากพิษและพลังมืด
• เนตรเมฆา: สามารถสังเกตสภาพจิตของสิ่งมีชีวิตได้แม่นยำ ใช้ตรวจจับการสะกดจิตหรือควบคุมจิตใจ
• เขาหยกศักดิ์สิทธิ์: เขาบนศีรษะมีพลังในการสร้างเกราะป้องกันหมู่ ช่วยเสริมม่านพลังหรืออำนวยการฟื้นฟูระดับสนามรบ
สัตว์อสูรตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ของหุบเขาเมฆาล่อง มีเพียงผู้อาวุโสสายหลักของสำนักเท่านั้นจึงจะสามารถทำสัญญากับมันได้
อีกด้าน
“ชิ้ง!”
เสียงจากขาคู่หน้าเสียดสีกัน แปรเปลี่ยนเป็นเสียงอันแหลมสูง
คลื่นเสียงพิษ ถูกส่งออกมาเป็นระลอก!
แม่ทัพบุปผา ปักรากลงพื้นทันที
เรียกโล่กลีบดอกไม้สีทองหมุนวนขึ้นมากั้นไว้
เสียงพิษถูกดูดกลืน หายไปกับแสงเรืองรองของดอกไม้ราวปาฏิหาริย์
“พิษของข้าคือของขวัญจากฟ้า เจ้าคิดว่าพิษจากนรกจะทำอะไรได้งั้นหรือ?”
แม่ทัพบุปผา เคลื่อนตัวด้วยรากนับสิบ ฟาดใส่แมงมุมอย่างรวดเร็ว
แมงมุมปิศาจนรก ตวัดขาเหล็กขึ้นปัดป้อง
เขี้ยวพิษของมันแทงสวนเข้าใส่กลางลำตัวแม่ทัพบุปผา!
เสียง “ปัก!” ดังขึ้น รากหนึ่งของแม่ทัพบุปผา ถูกเขี้ยวพิษแทงทะลุ
แต่…แทนที่จะเน่าเปื่อย กลับ มีประกายแสงสีทองไหลย้อนกลับ ไปตามหนวด
แมงมุมกรีดร้อง เจ็บปวดจากพิษสะท้อนกลับที่ไม่เคยพบเจอ
แม่ทัพบุปผาไม่รอช้า
เงยหน้าขึ้น — ดอกไม้บนหัว แย้มบานเต็มที่
ละอองสีทองพวยพุ่งออกมา — เป็น “ละอองพิษแห่งบุปผาสวรรค์”
ละอองพิษนั้น เรืองแสงในอากาศ ราวฝุ่นดาว งดงามน่าอัศจรรย์
แต่เพียงไม่กี่อึดใจ…
แมงมุมปิศาจนรก ที่อยู่ในวงละออง
ล้มลง! ขาสั่น ร่างกายเริ่มเปลี่ยนสี — พิษนั้น กัดลึกถึงจิตวิญญาณ!
“เป็นไปไม่ได้… ข้า… ข้าคือจอมอสูร…!”
เสียงสื่อสารจากแมงมุมสะท้อนในจิตของหลี่เฉินเฟิง
“เจ้าเป็นเพียง ‘พิษจากนรก’ แต่ข้า… เป็น ‘พิษจากสวรรค์’”
เสียงแม่ทัพบุปผาดังก้อง ก่อนรากใหญ่เส้นหนึ่ง
พุ่งแทงทะลุแมงมุมปิศาจนรก!
เสียงสะท้อนของแรงปะทะยังคงกึกก้องในสนามประลอง แมงมุมปิศาจนรกดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด ร่างกายเต็มไปด้วยรอยช้ำและหนามพิษจาก แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์
หลี่เฉินเฟิง ที่ยืนอยู่กลางสนามราวกับไม่รู้ตัว ค่อย ๆ ทรุดลงไปกับพื้น ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาสั่นระริก ก่อนที่สติจะเลือนหายไป…
ทันใดนั้น หลี่หยาง ก้าวช้า ๆ เข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ เย็นชา ดั่งน้ำแข็งใต้หุบเขา
“สามปีก่อน เจ้าเคยวางยาข้า… ทำให้ข้าตกต่ำจากอัจฉริยะกลายเป็นขยะไร้ค่า”
หลี่เฉินเฟิงที่ยังไม่หมดสติเต็มที่ เบิกตากว้าง แต่ไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบโต้อะไรได้
หลี่หยาง ย่อตัวลงเล็กน้อย พลางจ้องเขม็ง
“วันนี้… ข้าขอคืนให้เจ้า—พร้อมดอกเบี้ย”
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง สติของหลี่เฉินเฟิงก็ดับวูบ ล้มแน่นิ่งกลางสนาม ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุม
เสียงของหลี่หยางแม้เอ่ยเพียงเบา แต่ด้วยความเงียบงันในสนาม ทุกถ้อยคำกลับดังก้องชัดในโสตประสาทของทุกคน
“วันนี้… ข้าขอคืนให้เจ้า—พร้อมดอกเบี้ย”
เงียบ…
ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมทั่วลานประลอง แม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบไม่มี
“วางยาอย่างนั้นรึ…!?” เสียงกระซิบจากฝูงชนเริ่มดังขึ้น
“เมื่อสามปีก่อน หลี่เฉินเฟิงเป็นคนทำให้หลี่หยางตกต่ำ?”
“นี่มัน… เป็นเรื่องจริงหรือ!?”
น้ำเสียงผู้ชมเต็มไปด้วยความตกตะลึงและโกรธแค้น พวกเขาหันไปมองหลี่เฉินเฟิงที่หมดสติ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
บนที่นั่งผู้อาวุโส
หลี่เทียนหยุน ปู่ของหลี่หยาง ลุกพรวดขึ้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ดวงตาเปล่งประกายคมกริบ
“เจ้าเด็กอกตัญญู… เจ้าทำลายอนาคตของคนในสายเลือดตัวเอง!”
ข้างกัน ผู้นำตระกูลหลี่ สีหน้าดำคล้ำ ปราศจากคำพูด แต่แรงกดดันจากการบ่มเพาะขั้นสูงกลับปะทุออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ผู้อาวุโส ที่คอยดูแลการประลองยืนขึ้นทันที เสียงคำรามต่ำหลุดออกจากลำคอ
“การวางยาผู้สืบสายตรงในตระกูล—นี่เป็นความผิดใหญ่หลวง!”
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสจาก สามนิกายใหญ่ ที่นั่งชมอยู่ ก็ยังแสดงสีหน้าเคร่งเครียด ไม่คาดฝันว่าอัจฉริยะเช่นหลี่เฉินเฟิงจะใช้วิธีต่ำทรามเช่นนั้น
เสียงฮือฮายังไม่ทันจางหาย
หลี่หยางยังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางสนาม ข้างกายมีแม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ยืนคุ้มกันดั่งเงา
“ความยุติธรรม… ถึงจะช้า… แต่ก็มาเสมอ”
พาตัวหลี่เฉินเฟิงออกไป!”
เสียงของ ผู้นำตระกูลหลี่ ดังก้องกังวาน เย็นเยียบราวสายลมเหนือขุนเขา ผู้พิทักษ์ของตระกูลทั้งสี่นายพุ่งเข้ามา ล้อมร่างที่บาดเจ็บของหลี่เฉินเฟิงไว้แน่นหนา พร้อมจะนำตัวเขาไปยังห้องขังใต้พิภพเพื่อรอการลงโทษ
“ไม่เพียงแต่จะถูกลงโทษ… เจ้าจะถูกขับออกจากตระกูล!”
ดวงตาผู้นำตระกูลหลี่ฉายแววเยือกเย็นเด็ดขาด ไม่มีที่ให้ความเมตตาหลงเหลือ
ทันใดนั้น!
ฟุ่บ! — เงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านม่านพลังอย่างรวดเร็วราวหลอมรวมไปกับอากาศ ม้วนตัวเข้าฉุดร่างของหลี่เฉินเฟิงออกจากการคุมตัวในพริบตา!
“เงาดำ! ใครกล้ารุกล้ำเขตตระกูลหลี่!?”
เสียงตะโกนดังจาก ผู้อาวุโสของนิกายหลัวเทียน พร้อมกับที่ กู้เหยียน สะบัดแขนเรียกอสูรคู่ใจออกมา
อีกสองผู้อาวุโส ก็ไม่รอช้า เร่งใช้พลังเร่งความเร็ว พุ่งไล่ตามเงาดำนั้นอย่างฉับไว แต่… ช้าไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ!
ฟุ่บ—!
เงาดำนั้นหายวับไปจากขอบสนาม ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ทิ้งไว้เพียงไอเย็นเยียบและกลิ่นอายแห่งอันตราย
“มันหนีไปได้…”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็นจากเบื้องหลัง ทุกสายตาหันไปมอง — หลานซือหรง ผู้อาวุโสแห่งหุบเขาเมฆาล่อง ผู้ที่เงียบมาตลอดการประลอง บัดนี้ขมวดคิ้วแน่น แววตาเปล่งประกายเย็นชา
“…กลิ่นอายแบบนั้น ถ้าข้าจำไม่ผิด”
“มันคือ—กลิ่นของวิญญาณดำ…”
บรรยากาศในสนามเย็นยะเยือกลงฉับพลัน ชื่อของ “หอวิญญาณดำ” ทำให้ผู้อาวุโสอีกสองนิกายหันขวับ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันใด
“หอวิญญาณดำ… ขุมอำนาจต้องห้ามในดินแดนตะวันรอน… เหตุใดจึงปรากฏที่นี่?”
เสียงของผู้อาวุโสจากนิกายจิ่วเยี่ยนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
หลานซือหรงหลุบตาลง สีหน้าเยือกเย็น