ภาพที่เห็นภายในกลับแตกต่างออกไป สมปอง หลี่ซุน และเยว่ิ มีความรู้สึกคล้ายกับการนั่งชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์สามมิติ ได้ยินสิ่งที่แม่เฒ่าโอสถบอกกล่าวอย่างชัดเจน มองเห็นปุโรหิตเืพุ่งลงมา
เห็นมือของแม่เฒ่าหวดไม้เท้าใส่ปุโรหิตเต็มแรง
ความรู้สึกนึกคิดหลอมรวมกับแม่เฒ่าโอสถ จึงทราบว่าชายชราผู้นี้เป็ศิษย์ลำดับแรกของสำนักกุ่ยเซียน มีพลังการฝึกตนอยู่ระดับเดียวกับแม่เฒ่าโอสถ
หมอกโลหิตพิษกลิ่นฉุนเฉียวพุ่งออกจากมือต้านทานไม้เท้าของแม่เฒ่า ปุโรหิตยื่นมือคว้าลำคอแม่เฒ่า สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้สมปองคือนางแทนที่จะหลบกลับยื่นคอเข้าหา ยิ่งประหลาดไปกว่าเดิมตรงที่ปุโรหิตเืหดมือหนี
เม็ดสีโลหิตใส่ปุโรหิตที่กำลังถอยหนี เม็ดยาถูกแขนเสื้อม้วนสะบัดออกไป เหลือไว้เพียงรูโหว่ที่แขนเสื้อของปุโรหิต
“ที่แท้ศิษย์ลำดับแรกสำนักกุ่ยเซียนขี้ขลาดถึงเพียงนี้”
“...” ปุโรหิตเืถึงกับพูดไม่ออก แม้ระดับการบ่มเพาะจะสูงกว่า แต่ทักษะการต่อสู้ของแม่เฒ่าโอสถเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
สมปองมองเห็นกรงเล็บสีดำของปุโรหิตพุ่งใส่ดวงตา เขาเห็นแม่เฒ่าโขกศีรษะใส่กรงเล็บนั้น แต่ไม่เห็นเืสาดกระจายอย่างที่คิด เล็บที่โดนโขกหงิกงอจนสีหน้าของปุโรหิตนั้นโกรธจนน่ากลัว
จู่ ๆ จอภาพยนต์ก็ดับวูบ แสงสว่างวาบร่างของเด็กสามคนที่ก่อตัวเสร็จก็ร่วงกระทบพื้นบนยอดเขาที่เอียงลาดเสียงกรีดร้องของเยว่ิดังขึ้น นางกลิ้งลอยออกไปจากยอดเขา สมปองกลิ้งตามมาคว้าแขนนางไว้ อีกมือก็จิกกำหญ้ากระจุกหนึ่งไว้แน่น หลี่ซุนคว้าตัวทั้งสองดึงกลับขึ้นมา
พื้นที่บนยอดเขากว้างเพียงสองจ้างเท่านั้น เมฆบาง ๆ ปกคลุมไปทั่ว ยอดเขารอบด้านล้วนตั้งตรงคล้ายแท่งตะปูปักลงไปบนพื้น เถาวัลย์เกี่ยวพันเชื่อมเกาะลอยฟ้ากับยอดเขาต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน
ทั้งสามคนมองออกไปรอบ ๆ
"พวกเราอยู่ที่ไหน?" สมปองร้องถามขึ้น
“ข้าไม่รู้เหมือนกัน” หลี่ซุนบอก
“ที่นี่ห่างจากหมู่บ้านหลายร้อยลี้” เยว่ิทำท่าครุ่นคิด “พวกกุ่ยเซียนจะตามมารึไม่?” นางถามด้วยความกังวล
“อ้อ นึกออกแล้ว แม่เฒ่าเคยบอกว่าเม็ดยาทะลุมิติของนางสามารถส่งคนไปได้ไกลหลายร้อยลี้” หลี่ซุนบอก
“พวกกุ่ยเซียนคงยังไม่ตามมาในเร็ว ๆ นี้ พวกเราลงไปจากตรงนี้ก่อนเถอะ น่าหวาดเสียว” เยว่ิบอก
หลี่ซุนไต่นำสมปองและเยว่ิลงไปตามยอดเขาลอยฟ้า เมฆบาง ๆ ลอยกระจายเต็มไปทั่วบดบังการมองเห็นของทั้งสาม
พรึบ พรึบ เสียงกระพือปีกดังขึ้นใกล้ ๆ หลี่ซุนหยุดไต่เถาวัลย์เบียดตัวแนบผนังผา สมปองก็หยุดนิ่งทันทีพร้อม ๆ กับหลี่ซุน แต่เยว่ิหยุดไม่ทันหงายหลังออกไป อสูรหน้ายาวคล้ายม้ากางปีกร่อนเข้ามา
ร่างของเยว่ิร่วงลงบนหลังของมันพอดี สัตว์อสูรรู้สึกมีอะไรเกาะอยู่ที่หลังก็กรีดร้องบินวนไปมาคล้ายพยายามจะสลัดให้ร่วง นางทางหนึ่งกอดคอของมัน ทางหนึ่งกำขนบนหลังของมันแน่น สีหน้าแตกตื่นสุดขีด
หลี่ซุนกับสมปองแยกย้ายกันไปดักคนละทาง เห็นสัตว์อสูรโผมาใกล้จึงร้องบอก
“เยว่ิเ้าะโลงมา ข้าจะคอยรับ”
นางเห็นหลี่ซุนอยู่บนพื้นเกาะลอย ้าสมปองกำลังไต่เถาวัลย์ตามมา นางคลายมือที่กำขนสัตว์อสูร ปลดแส้ออกมา อย่างไรก็ตามหลังจากตั้งสติได้บ้างแล้วนางเชื่อในฝีมือการใช้แส้ของนางมากกว่า
นางคล้องสายไว้รอบคอสัตว์อสูร พยายามบังคับมันให้บินลงไปข้างล่าง
"พี่หลี่ท่านกับเข่อเจี้ยนลงไปรอข้าข้างล่าง ข้าจะพยายามบังคับมันลงไป"
หลี่ซุนกับสมปองมองหน้ากัน ทั้งคู่ตัดสินใจทำตามที่เยว่ิบอก การบังคับสัตว์อสูรให้บินลงไปเบื้องล่างเป็งานที่ลำบากยิ่ง เยว่ิถอดใจกับการบังคับสัตว์อสูรในที่สุด นางเหวี่ยงแส้รั้งตัวทิ้งลงบนเกาะลอยแห่งหนึ่งรอคอยหลี่ซุนกับสมปองไต่ลงมาถึง
"บนเกาะลอยตรงโน่นมีโพรงถ้ำ" เยว่ิบอกทั้งสอง
"โพรงถ้ำ?" หลี่ซุนถามก่อนทำหน้างง
"ใช่ หรือคืนนี้พวกเราไม่ต้องหลับนอน?"
“อ้อ ข้าลืมสังเกตุไปว่าฟ้าใกล้มืด"
“เกาะลอยพวกนี้สูงจริง ๆ ข้ามองไม่เห็นพื้นข้างล่างเลย” สมปองชะโงกมองลงไปข้างล่าง ซึ่งนอกจากเกาะลอยอื่น ๆ แล้วแทบจะไม่เห็นพื้นดินข้างล่างเลย จึงไม่อาจหยั่งได้ว่าพวกเขาลอยอยู่สูงขนาดไหน
เยว่ินำเอาอาหารจากถุงจักรวาลมานั่งรับประทาน หลี่ซุนก่อกองไฟ แต่สมปองกลับรื้อกองไฟทิ้ง
"เข่อเจี้ยน หากไม่ก่อกองไฟพวกเราคงหนาวตายแน่" เยว่ิบ่น
สมปองล้วงเข้าไปในถุงจักรวาล "หนาวก็ห่มมา" หลี่ซุนเอามือกุมศีรษะ "เพื่อความปลอดภัย ทางที่ดีอยู่กันแบบมืด ๆ ไปก่อน"
หลี่ซุนกับเยว่ิได้แต่ดึงผ้าห่มจากถุงจักรวาลของตนเองออกมาคลุมตัว ถ้ำที่เยว่ินำทางมาอยู่ในมุมลับหากไม่สังเกตย่อมไม่อาจมองเห็นได้ แต่จากภายในถ้ำกลับสามารถมองออกไปข้างนอกได้
“พวกเ้าหลับไปก่อน ข้าจะเฝ้ายามให้”
“ต้องเฝ้ายามด้วยหรือเข่อเจี้ยน”
“แน่นอนว่าไม่ต้อง แต่พวกเราเพิ่งหนีมา หากพวกนั้นตามมาเจอพวกเรานอนหลับสนิทคงสบายพวกมันแน่ๆ”
“พี่หลี่ท่านเข้ายามสุดท้าย ท่านนอนก่อนได้เลย เยว่ิเ้าเฝ้ายามถัดไป”
“ข้าว่าข้าเฝ้ายามถัดไปแทนเยว่ิแล้วให้นางเฝ้ายามสุดท้ายดีกว่า”
“แล้วแต่ท่านเลยพี่หลี่” สมปองบอกแล้วออกไปนั่งที่ปากถ้ำ
อาหารที่มีอยู่ในถุงจักรวาลมีเพียงพอที่จะรับประทานคนเดียวได้เป็ปี หมู่บ้านในหมอกเอาใจใส่คนในหมู่บ้านเป็อย่างดี เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้จุกจิกสำหรับปะทังชีวิต รวมทั้งเงินทองที่บรรจุไว้ เทียบได้กับเศรษฐีย่อย ๆ เลยทีเดียว
เขาหยิบเอาถุงจักรวาลที่ได้จากัฟ้าาออกมา ถุงผ้าแผ่ปราณัฟ้าจาง ๆ ไหลซึมเข้าไปที่มือขวาของสมปอง ภาพสิ่งของต่าง ๆ ภายในถุงก็ปรากฎขึ้นในจิตใจ แกนอสูรระดับสูงจำนวนมากกองอยู่มุมหนึ่งของถุงจักรวาล
"มากมายขนาดนี้เลย" สมปองรำพึงในใจเมื่อเห็นข้าวของภายในถุงจักรวาลของัฟ้าา “นี่กว้างกว่าถุงจักรวาลที่หมู่บ้านให้มาเป็ร้อยเท่าเลย” เขาสำรวจอย่างตื่นเต้น
เงามืดบินผ่านเหนือถ้ำไปวูบหนึ่ง สมปองรีบยัดถุงจักรวาลัฟ้าเก็บในถุงจักรวาลของหมู่บ้านอีกชั้นหนึ่ง เงาดำที่ลอยมาแยกออกเป็สามสายกระจายออกไปโดยรอบ
สมปองมองตามเงานั้นจวบจนมันหายลับไป เขาย่องเข้าไปบอกกับหลี่ซุนและเยว่ิให้เตรียมตัวไว้ “มีคนติดตามพวกเรามา”
“พวกกุ่ยเซียนหรือ?”
“ข้าไม่แน่ใจ”
“พวกมันตามมาเร็วจริง ๆ” หลี่ซุนเก็บข้าวของใส่ถุงจักรวาล เขาดึงกระบี่ออกมาเตรียมไว้
ทั้งสามอดหลับอดนอนรอคอยกลุ่มคนที่สมปองกล่าวถึง แต่รอจนเช้าก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ไหนเ้าบอกว่ามีคนมา” เยว่ิเอ่ยด้วยความโมโหและง่วง
“ใครจะคิดว่าพวกมันแยกย้ายแล้วหายไปไม่กลับมา”
พี่หลี่พยายามลืมตา “เข่อเจี้ยนไม่ว่าอย่างไรพวกเราต้องนอนต่อสักหน่อยก่อนไป”
หลี่ซุนลืมตาไม่ไหวทิ้งตัวลงนอนเป็คนแรก เยว่ิเห็นหลี่ซุนหลับไปก่อน นางก็ถลึงตาใส่สมปองก่อนฟุบหลับไปอีกคน สมปองก็ทนง่วงไม่ไหว เขาคิดว่าตอนกลางวันคงไม่เป็อย่างไร จึงฟุบหลับไปอีกคน
เต่าน้อยที่อยู่ในถุงผ้าดิ้นรนจนหลุดออกมา มันใช้เวลาครู่หนึ่งคลานไปที่มือขวาของสมปอง มันดูดปราณจากมือของสมปองไปเล็กน้อยก่อนมีควันฟู่ออกมา
ควันก่อตัวเป็สัญลักษณ์บางอย่างลอยขึ้นไปบนอากาศแล้วก็จางหายไป เต่าน้อยรอจนสัญลักษณ์จางจึงมุดเข้าไปในถุงจักรวาลดังเดิม