เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 68 เผชิญหน้ากับศัตรู

                ท่ามกลางผืนป่านั้น ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน

               ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างชะงักงันไปในพริบตา คล้ายว่าอากาศรอบกายสามารถถูกแผดเผาได้ทุกเมื่อ เห็นได้ชัดว่าหลินเผิงและพวกเป็นมือสังหารที่มากด้วยฝีมือ ซึ่งยามนี้พวกเขาต่างก็กระจายตัวกันออกไปคล้ายค่ายกล เมื่อลมหายใจแผ่ซ่านก็มีพลังปราณถูกปลดปล่อยปิดล้อมบริเวณโดยรอบเอาไว้

               “ผู้ใดกัน!”

               เพียงไม่นานพลันมีหอกสีเงินเล่มใหญ่ปรากฏขึ้นในมือของหลินเผิงโดยที่เมิ่งฝานไม่ทันสังเกต เมื่อเขาใช้มันชี้ไปยังผืนป่าเบื้องหน้าก็มีพลังแห่งความตายที่ยิ่งใหญ่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย

               แม้ไม่ได้ขยับแต่ก็คล้ายดั่งว่ารอบกายนั้นเป็นระเบิดที่พร้อมจะแตกตัวได้ตลอดเวลาก็ไม่ปาน

               แปะ แปะ แปะ!

               พลันมีเสียงปรบมือดังขึ้นจากผืนป่า ตามมาด้วยกลุ่มคนที่ค่อยๆ เดินออกมา ผู้นำเป็นบุรุษวัยกลางคนอายุราวสามสิบปีมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ หัวหน้าหลิน ท่านยังคงแฝงไปด้วยจิตสังหารอันมากมายเช่นเดิม!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลินเผิงก็กระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เป็นท่านนี่เอง หลิวลี่ ท่านไม่พากลุ่มทหารรับจ้างไปปล้นสะดมหรือไร เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?”

               ข้างหลังของบุรุษวัยกลางคนมีลูกสมุนที่ปล่อยพลังลมปราณออกมามากมายถึงยี่สิบกว่าคน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าหาได้แข็งแกร่งเท่ากลุ่มคนของหลินเผิงไม่ ศักยภาพโดยรวมค่อนข้างน้อยจึงทำให้เกิดความแตกต่างทีค่อนข้างมาก

               “เขาเป็นใคร?”

               เมิ่งฝานย่นคิ้วแล้วถามด้วยความสงสัย

               หลินเผิงจึงกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เป็นกลุ่มโจรที่ลาดตระเวนอยู่ในแถบนี้ หลิวลี่มีพลังอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับห้า ปกติแล้วจะปล้นสะดมพวกพ่อค้า นักเดินทาง เป็นพวกที่ยำเกรงต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าและรังแกผู้ที่อ่อนแอ คราก่อนถูกข้าสั่งสอนไปแล้วครั้งหนึ่ง!”

               หลินเผิงไม่ได้ปิดบังแต่กลับเอ่ยขึ้นด้วยระดับเสียงที่ดังก้องไปทั่วทำให้หลิวลี่มีสีหน้าที่ย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง เขามองมายังหลินเผิงด้วยนัยน์ตาดุดันและโกรธแค้นที่หาได้ปิดบังแต่อย่างใด ก่อนจะตวาดเสียงเข้ม “หลินเผิง เจ้าอย่าได้เหิมเกริมให้มากนัก ครั้งก่อนเป็นเพราะเจ้าโชคดีก็เท่านั้น แต่ในครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมปล่อยอสูรเพลิงวิญญาณไปแน่นอน!”

               หลินเผิงได้ยินแล้วกระตุกยิ้ม จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “คนอย่างเจ้าหากคิดจะช่วงชิงอสูรเพลิงวิญญาณไปจากข้านั้นยังไม่พอหรอกนะ แต่ว่าในครั้งนี้...” ประโยคต่อไปหาได้เอ่ยออกไป ทว่ากลับมีจิตสังหารอันยากจะอธิบายแผ่ซ่านออกมา

               สีหน้าของหลิวลี่เปลี่ยนไปในทันใด เขายังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดพลันมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นที่ข้างกาย

               “ช่างเป็นการพูดจาที่อวดดีเสียจริง แต่ในวันนี้ข้าสวีซิวอยู่ตรงนี้ด้วย เกรงว่าเจ้าคงจะไม่ได้สมดั่งปรารถนาแล้วล่ะ!”

               บุรุษสวมชุดสีดำผู้หนึ่งเดินออกมา เขามีหน้าตาที่ไม่เลวซ้ำยังมีสีหน้าที่แสดงถึงความอวดดี ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งหลายคือซวินจางบริเวณหน้าอก แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงจอมยุทธ์หนุ่มในขั้นหลอมปราณธรรมดาแต่กลับมีซวินจางของปรมาจารย์จิตศัสตราติดอยู่ที่หน้าอก บนนั้นมีกลีบดอกไม้ประดับอยู่สองกลีบบ่งบอกว่าเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสอง!

               แม้แต่หลินเผิงก็ยังมีสีหน้าที่เคร่งขรึมลงไปด้วยเช่นกัน มีปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสองอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อใดกัน?

               แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสอง แต่ดูจากอายุแล้วแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับการบ่มเพาะมาอย่างยิ่งใหญ่

               เมื่อเห็นว่าสวีซิวปรากฏตัวหลิวลี่จึงกระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “ท่านนี้คือแขกที่ข้าเชิญมา เขาคือหนึ่งในปรมาจารย์จิตศัสตราของหน่วยองครักษ์แพรโลหิต หลินเผิง ครั้งนี้อสูรเพลิงวิญญาณจะต้องเป็นของเหล่าจื่อแน่นอน เจ้าคงจะยังไม่รู้ถึงความร้ายกาจของท่านสวีต้าซือสินะ เขาคือผู้ประดิษฐ์การสยบพลังปราณของศรเงาจันทรา หึหึ!”

               องครักษ์แพรโลหิต!

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นชายฉกรรจ์หน้าหนวดก็เอ่ยออกมาเสียงเบา “แย่แล้ว องครักษ์แพรโลหิตนับว่าเป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่แข็งแกร่งที่สุดในแถบนี้ เหตุใดเจ้าเด็กผู้นี้ถึงมาอยู่กับกลุ่มของหลิวลี่ได้?”

               สวีซิวคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความอวดดีเหิมเกริม จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ถูกต้อง แต่ไม่ต้องห่วง เหตุที่ข้ามาครั้งนี้หนึ่งก็เพื่ออสูรเพลิงวิญญาณ สองคือเพราะในแถบนี้มีสตรีงามเลื่องลืออยู่ผู้หนึ่ง มีนามว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์ ข้ามาก็เพื่อยลโฉมนาง!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินเผิงพลันกัดฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยว่า “ฝันไปเถอะ!”

               สวีซิวปรายตามองหลินเผิงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “เหตุใดกันเล่า หัวหน้าสวีจะไม่เห็นแก่หน้าข้าหน่อยหรือไร?”

               มันเป็นน้ำเสียงที่เย็นชาแต่กลับทำให้นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ด้วยความไม่สบอารมณ์ เดิมทีคิดว่าการพบเจอกับปรมาจารย์จิตศัสตราครั้งนี้ตนเองจะได้รับคำชี้แนะ แต่ดูท่าอีกฝ่ายคงจะไม่ได้มีความสามารถที่ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด กลับอวดดีซ้ำยังกระหายในกามอารมณ์อีกด้วย

               หลินเผิงเดินขึ้นหน้าแล้วเอ่ยเสียงดัง “ข้าหลินเผิงไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งนั้น ต่อให้เจ้าเป็นคนขององครักษ์แพรโลหิตแล้วจะอย่างไร อย่าว่าแต่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เลย อสูรเพลิงวิญญาณตัวนั้นข้าตามหามานาน ไม่มีทางยอมมอบมันให้เจ้าแน่!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานจึงพยักหน้ารับ และรู้สึกดีต่อหลินเผิงผู้นี้อีกไม่น้อย

               สวีซิวพลันมีสีหน้าที่ร้ายกาจขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไม่มีผู้ใดกล้าพูดกับข้าเช่นนี้!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย พลางส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยเช่นกัน ดูท่าสวีซิวผู้นี้จะอวดดีเกินไปเสียหน่อยจนนึกว่าทุกคนต้องเห็นความสำคัญของตนเองทั้งหมด

               เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเมิ่งฝาน สวีซิวก็รู้สึกเดือดดาลขึ้นในทันใด เขามองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็นก่อนจะถามว่า “เจ้ารนหาที่ตายหรือไร?”

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “โง่เขลา!”

               มันเป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบเย็นชา ซึ่งเมื่อสวีซิวได้ยินก็เดือดดาลอย่างยิ่งพร้อมทั้งกำหมัดแน่น หลิวลี่ที่อยู่ด้านหลังเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยอย่างรวดเร็ว “แม้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องสังหารคนพวกนี้อยู่ดี แต่ยามนี้ยังไม่ถึงเวลา อสูรเพลิงวิญญาณยังไม่ปรากฏด้วยซ้ำ รอสักประเดี๋ยวค่อยลงมือ!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของสวีซิวก็เปลี่ยนไป เขากัดฟันแน่นก่อนสุดท้ายจะเอ่ยออกมาอย่างไม่มีทางเลือก “เจ้าหนู ข้าจะจำเจ้าไว้ แต่ข้ายังจะไม่สังหารเจ้าในตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ไม่มีทางรอดไปจากสถานที่แห่งนี้ได้อยู่แล้ว เมื่อถึงยามนั้นข้าก็จะให้พวกเจ้าคุกเข่าร้องขอชีวิตต่อข้า คอยดูเถอะ!”

               เมื่อพูดจบเขาจึงหันหลังกลับไปโดยไม่ได้หันกลับมา ทางฝั่งของหลิวลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังยกยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “หลินเผิง เจ้าคอยดูเถอะ ไม่นานพวกเราจะได้พบมันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง...หึหึ!”

               เมื่อหลิวลี่และคนพวกนั้นจากไปหลินเผิงก็กระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ทุกคนเร่งมือหน่อย จะต้องตามหาอสูรเพลิงวิญญาณให้ได้ก่อนคนพวกนั้น!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนต่างก็พยักหน้ารับ ทว่ากลับมีความเคร่งขรึมปรากฏขึ้นบนใบหน้า

               ถึงอย่างไรแล้วการล่าอสูรเพลิงวิญญาณก็หาใช่เรื่องที่ง่ายดายไม่!

               พวกเขามีแผนที่อยู่ในมือ เวลานี้ได้เดินทางเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาชิงหลงโดยมีหลินเผิงนำทาง ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ได้รู้ว่าอสูรเพลิงวิญญาณตัวนี้ทำให้ผู้คนโดยรอบให้ความสนใจกันไม่น้อย ซึ่งการล้อมโจมตีอสูรเพลิงวิญญาณแล้วนำหินเพลิงวิญญาณมาครอบครองก็นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เมิ่งฝานตาลุกวาว

               เวลาหนึ่งวันผ่านพ้น เมื่อยามราตรีคืบคลานเข้ามาหลินเผิงและคนอื่นๆ  หยุดพักผ่อนอยู่ในจุดที่ค่อนข้างลึกลับของผืนป่า ก่อฟืนจุดไฟ หลินเผิงย่างเนื้อไปพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา “ข้าสัมผัสได้ว่าอสูรเพลิงวิญญาณอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนต่างพยักหน้ารับ ส่วนชายฉกรรจ์หน้าหนวดก็กัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ดูท่าเจ้าสวีซิวผู้นั้นจะยากต่อการรับมือไม่น้อย ข้าเคยได้ยินเรื่องศรเงาจันทรา หากมันอยู่ในมือของปรมาจารย์จิตศัสตราก็จะสามารถสังหารศัตรูที่อยู่ในระยะหนึ่งร้อยเมตรได้อย่างง่ายดายด้วยศรที่พุ่งทะยานดุจเงาอันบางเบา!”

               ศรเงาจันทรา?

               รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเมื่อได้ยิน ก่อนที่จะพึมพำเสียงเบา “มันร้ายกาจอย่างมากเลยหรือ?”

               ทว่าเสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันของรั่วสุ่ยอี “มันก็แค่ศัสตราวุธของปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสองเท่านั้น ถูกสลักด้วยตราเวทย์ธรรมดา มีพลังการทำลายล้างเล็กน้อย แต่มันก็ค่อนข้างจะธรรมดาหากเทียบกับลูกศรที่ข้าสร้างขึ้นมามันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถูกเอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ!”

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วรู้สึกดีใจ พลันเอ่ยเสียงเบา “แต่ท่านก็น่าจะเห็นแล้วว่าเจ้าคนผู้นั้นต้องเอาแต่เล่นงานข้าเป็นแน่ หากต้องการช่วงชิงสิ่งของจากมือเขาละก็...คงจะยากไม่น้อย”

               หึหึ...

               เสียงหัวเราะประหนึ่งเสียงขลุ่ยสวรรค์ของรั่วสุ่ยอีดังขึ้น ก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงเรียบ “หึ เจ้าก็แค่อยากให้ข้าช่วยมอบศัสตราวุธให้ไม่ใช่หรือไร ไม่ต้องอ้อมค้อมไปหรอก รับไป!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีข้อมูลลึกลับปรากฏขึ้นมาในหัวของเมิ่งฝาน

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อน แต่เขาหาได้สนใจสิ่งใดเพราะขอเพียงตนเองได้ประโยชน์ก็เพียงพอแล้ว

               เวลานี้เมิ่งฝานอยู่ในขั้นหลอมปราณจึงไม่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลจากผนึกแล้ว แต่การถ่ายทอดโดยตรงจากรั่วสุ่ยอีนั้นก็ดูคล้ายว่าจะน่าสะพรึงไปเสียหน่อย! จากนั้นเขาจึงหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพลันมีแสงสว่างวาวโรจน์

               เขาเอ่ยเสียงเรียบ “พี่ใหญ่หลินเผิง ข้าว่าข้ามีวิธีต่อกรกับพวกนั้น!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนโดยรอบต่างพากันมองมาที่เมิ่งฝานด้วยความชะงักงันเล็กน้อย

               เพราะถึงอย่างไรแล้วปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสองนับเป็นศัตรูที่แม้แต่หลินเผิงเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้หรือไม่ แต่เขาสัมผัสได้ว่าเมิ่งฝานดูคล้ายจะมั่นใจและหนักแน่นไม่น้อย

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “พิภพบริสุทธิ์ บัวบุษราคัมสองดอก และเหล็กสีนิลจำนวนมาก ไม่รู้ว่าพี่มีของพวกนี้หรือไม่?”

               หลินเผิงสบตากับเมิ่งฝาน เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า “มี ว่าแต่เจ้าจะนำไปทำสิ่งใดเล่าไอ้หนู?”

               “หึหึ ขายให้ข้าตามราคาตลาดก็พอ!”

               เมิ่งฝานว่าพลางยิ้มขึ้น โดยมุมปากที่ยกขึ้นมาของเขานั้นช่างเป็นองศาที่เจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง

               ในเมื่อมีคนมาให้ลองของถึงที่เขาก็พร้อมที่จะสนอง เส้นทางแห่งการบำเพ็ญตนนั้นจะต้องก้าวเดินไปอย่างยากลำบาก มีเพียงศักยภาพเท่านั้นที่จะช่วยได้ เส้นทางของปรมาจารย์จิตศัสตราก็เช่นกัน ภายในข้อมูลที่รั่วสุ่ยอีมอบให้แก่เมิ่งฝานนั้นได้รวมถึงวิธีการหลอมศัสตราวุธระดับสองอยู่ด้วย

               แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายดายแต่มีบันทึกเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนวิธีที่รั่วสุ่ยอีคิดค้นขึ้นมาด้วย ดูท่าสิ่งที่สตรีน่าสะพรึงผู้นี้มอบให้แก่เมิ่งฝานล้วนแต่หาใช่สิ่งของธรรมดาไม่ ในบรรดาศัสตราวุธระดับสองนั้นก็มีการแบ่งแยกระดับเช่นกัน!

               แสงจันทร์เย็นยะเยือก แม้เมิ่งฝานจะไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็สามารถสัมผัสได้ถึงจิตสังหารจากกายของเมิ่งฝานทำให้รู้สึกขนลุกไม่น้อย!

               สีหน้าของหลินเผิงเปลี่ยนไปก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ได้ ประเดี๋ยวเจ้าหนวดจะนำของไปให้เจ้า ส่วนเรื่องราคานั้นข้าไม่สนใจ หากเจ้าสามารถสร้างสิ่งใดขึ้นมาได้ก็นับเป็นผลดีต่อพวกข้าไม่น้อย!”

               หลินเผิงว่าพลางผายมือออกมาด้วยท่าทีซึ่งบ่งบอกถึงความใจกว้าง ทั้งที่เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าหลายพันเหรียญทองคำแต่กลับมอบให้แก่เมิ่งฝานโดยไม่คิดราคา!

               ชายฉกรรจ์หน้าหนวดหัวเราะเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยว่า “พี่ใหญ่อยากจะแสดงฝีมือต่อหน้าไป๋สุ่ยเอ๋อร์สินะขอรับ!”

               “พูดมาก!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินเผิงก็ร้อง ‘หึ’ ด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ทว่ากลับตัวไม่ถูก

               ไป๋สุ่ยเอ๋อร์

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นางเป็นผู้ใดกัน?”

               “หึหึ เป็นกุหลาบหนามคมอันเลื่องลือดอกหนึ่งในละแวกนี้ มีพลังอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้า มักเดินทางไปไหนมาไหนเพียงลำพัง ต่อให้เป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่ใหญ่กว่านี้ก็ยังถูกนางจัดการจนหนีเตลิด นับได้ว่าเป็นผู้สูงส่งผู้หนึ่งเลยก็ว่าได้ และรูปร่างของนางนั้น...จิ๊จิ๊ ถือว่าเป็นนางในฝันของพี่ใหญ่เลยก็ว่าได้!”

               ชายฉกรรจ์หน้าหนวดเอ่ยออกมาพลางหัวเราะเสียงดัง

               เมิ่งฝานยักไหล่เพราะหาได้สนใจสตรีงามที่เขาเอ่ยถึงสักเท่าใด ก่อนที่เขาจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับศึกษาข้อมูลที่ได้มาจากรั่วสุ่ยอี ซึ่งมันเป็นเพียงคำกล่าวสั้นๆ ที่ว่า ‘อัสนีสังหาร เมื่อแสงแห่งลูกศรไปถึงพลังแห่งอัสนีก็จะระเบิด!’