(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 141 สังหารอาชญากรทั้งหมด

            บรรยากาศในตอนนั้นเงียบงันราวกับทุกเสียงถูกกลืนหายไปในความร้อนระอุของคุกมังกรโลหิตชั้นที่สาม


            ไม่มีเสียงคำราม ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงกระทืบเท้าของฝูงชนที่ก่อนหน้านี้ยังคลั่งไคล้ในอำนาจของหัวหน้าใหญ่คนเก่า


            เหล่าอาชญากรที่เคยหวังพึ่งพาความแข็งแกร่งของผู้นำตนเอง บัดนี้ทำได้เพียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เสียงกลืนนั้นดังชัดเจนเกินควรในความเงียบที่หนักอึ้ง ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ไม่ต่างอะไรจากผนังศิลาแดงคล้ำที่ถูกความร้อนเผาผลาญจนแห้งแตก


            แววตาของพวกมันสั่นไหว บางคนถึงกับถอยกรูดไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัว ราวกับเกรงว่าร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะหันมามองตนเป็นรายถัดไป


            ในห้วงเวลานั้น หวงเยี่ยได้ยกแขนขวาที่แปรเปลี่ยนเป็นแขนมังกรขึ้นช้าๆ เกล็ดสีแดงเข้มสะท้อนประกายเพลิงที่ลุกโชนอยู่โดยรอบ ทำให้ทุกสายตาตื่นตระหนก เพียงการเคลื่อนไหวง่ายๆก็เพียงพอให้กลุ่มอาชญากรส่วนหนึ่งทรุดตัวลงกับพื้นทันที


            พวกมันคุกเข่าโดยไม่ลังเล หน้าผากกระแทกพื้นหินแข็งจนเกิดเสียงดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า


            “วะ.. ไว้ชีวิตด้วยท่านหัวหน้าใหญ่ หลังจากนี้ท่านคือหัวหน้าของพวกเราแล้ว!”


            “ใช่.. ใช่แล้ว หลังจากที่ท่านสังหารหัวหน้าใหญ่คนเก่าได้ ท่านก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองคุกมังกรโลหิตชั้นที่สามนี้ในทันที!”


            “ท่านหัวหน้าไร้เทียมทาน พวกเราจะขอติดตามท่านไปตลอดชีวิต!”


            ถ้อยคำสรรเสริญหลั่งไหลออกมาเหมือนน้ำที่ไหลจากเขื่อนแตก มีทั้งคำอ้อนวอน มีทั้งคำยกย่อง มีทั้งคำประกาศภักดีที่ไร้ความจริงใจ


            เพราะในความคิดของพวกมัน ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมควรค่าแก่การเทิดทูน ผู้ที่ยืนอยู่เหนือหัวได้ย่อมควรค่าแก่การสรรเสริญ และการเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นอาจเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาชีวิตตนไว้ ซึ่งชายหนุ่มผมแดงคนก่อนก็เป็นเช่นนั้น


            เขาแสดงพลังออกมา สยบอาชญากรกว่าสี่ร้อยคนให้อยู่ใต้อาณัติ และขึ้นปกครองคุกมังกรโลหิตชั้นที่สามแห่งนี้ด้วยกำปั้นของตน


            พวกมันเคยยกย่องเขา เคยคุกเข่าให้เขา เคยตะโกนคำสรรเสริญอย่างคลั่งไคล้ ทว่าบัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกแทนที่ด้วยเงาร่างของหวงเยี่ยซื่อจื่อ ชายหนุ่มผู้ซึ่งในสายตาพวกมันคือยมทูตที่เพิ่งลงทัณฑ์ผู้นำคนก่อนในหมัดเดียว


            แต่หวงเยี่ยหาได้มีอารมณ์เอนเอียงไปตามเสียงยกย่องเหล่านั้นไม่


            เขาเกลียดชังอาชญากร


            ยิ่งเป็นอาชญากรที่เลวร้าย ยิ่งเป็นผู้ที่สังหารผู้บริสุทธิ์ ยิ่งเป็นผู้ที่ทรมานผู้อ่อนแอ ความรู้สึกภายในของชายหนุ่มยิ่งไม่อาจยอมรับได้


            นัยน์ตาสีฟ้าสว่างวาบขึ้นอย่างชัดเจน จิตสังหารพลุ่งพล่านดั่งเปลวเพลิง ความเย็นเฉียบในแววตาตัดกับบรรยากาศโดยรอบอย่างประหลาด


            เขามองเหล่าอาชญากรที่ก้มกราบอย่างต่ำต้อย


            “พวกแกทุกคน..”


            เขาหยุดเล็กน้อย ดวงตากวาดมองไปทั่วลานกว้าง


            “เคยคิดหรือเปล่าว่าคนบริสุทธิ์ที่ถูกพวกแกฆ่าหรือทรมานน่ะ ในวาระสุดท้ายของพวกเขานั้นเป็นยังไง?”


            “เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เจ็บปวด และชีวิตในห้วงวาระสุดท้ายน่ะมันเป็นยังไงกัน?”


            ความเงียบตอบรับ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาเลยซักคน


            บางคนตัวสั่น บางคนกำหมัดแน่น บางคนเหงื่อไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว


            “พวกเขาอาจต้องการความหวังที่อยากมีชีวิตรอด ต้องการมีชีวิตอยู่!”


            “ทว่าจากที่ได้ฟังพวกแกพูดคุยกันก่อนหน้านี้แล้ว.. บอกตรงๆว่าข้าหวงเยี่ยไม่อยากจะไว้ชีวิตพวกแกวะ!”


            คำประกาศนั้นดังชัดเจน และทำให้บรรยากาศยิ่งเงียบสนิท ความหวังที่เพิ่งก่อตัวในใจเหล่าอาชญากรถูกเหยียบย่ำจนแตกสลาย


            พวกมันเคยคิดว่าความแข็งแกร่งสามารถซื้อได้ด้วยคำยกย่อง เคยเชื่อว่าผู้ที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดย่อมหลงใหลต่อการถูกสรรเสริญ แต่ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่บุคคลเช่นนั้น เขาไม่ต้องการเสียงโห่ร้อง ไม่ต้องการการยอมรับจากคนที่เคยเหยียบย่ำชีวิตผู้อื่น


            ในสายตาของหวงเยี่ย พวกมันไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บไว้ใช้ประโยชน์ พวกมันคือคราบเลือดที่ต้องถูกชำระ


            แล้วทันใดนั้นเอง ร่างของหวงเยี่ยก็เคลื่อนไหวในฉับพลัน กรงเล็บมังกรซึ่งกางออกกว้างแผ่ประกายเย็นวาบตัดผ่านทุกสรรพสิ่งที่เคลื่อนผ่าน อากาศโดยรอบปริแตกดังสนั่น เส้นสายแสงสว่างพาดผ่านห้วงอากาศคล้ายรอยแยกที่ถูกคมเขี้ยวฝากไว้

            

            เพียงหนึ่งการสะบัด กวาดตัดผ่านเหล่าอาชญากรนับหลายสิบชีวิตในคราวเดียว


            ร่างเงาของเขาปรากฏตรงทิศใด ทิศนั้นก็ราวกับถูกแขนของยมทูตเหยียบย่ำ ไม่มีพื้นที่ให้ความหวัง ไม่มีช่องว่างให้หลบหนี


            “มะ.. ไม่นะ!”


            เสียงร้องตะโกนดังขึ้นพร้อมกันหลายสาย ความหวาดกลัวที่เพิ่งก่อตัวกลับระเบิดออกเป็นความแตกตื่นอย่างแท้จริง


            เหล่าอาชญากรวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น


            บางคนผลักเพื่อนร่วมคุกให้ล้มลง บางคนกระโจนข้ามศพที่เพิ่งถูกฉีกขาด บางคนถึงกับเหยียบย่ำร่างผู้บาดเจ็บเพื่อเปิดทางให้ตนเอง


            มีผู้เคราะห์ร้ายจำนวนหนึ่งถูกเบียดเสียดจนเสียหลัก ร่างกระเด็นตกลงไปในสายธารแห่งลาวาที่ไหลผ่านกลางลาน


            เสียงกรีดร้องดังแทรกผ่านความร้อนระอุ ก่อนจะถูกเปลวเพลิงกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เงา


            ทุกคนต่างใช้วิธีการของตนเองเพื่อยื้อชีวิต บางคนหลบหลังเสาหิน บางคนปีนกำแพง บางคนร้องไห้สะอึกสะอื้นขอความเมตตาที่ไม่มีอยู่จริง


            ทว่าในความโกลาหลนั้น ยังมีอาชญากรบางกลุ่มคำรามออกมาอย่างเดือดดาล ความสิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็นแรงฮึดเฮือกสุดท้าย


            “กรูเข้าไป!”


            “จัดการมันให้ได้!”


            เสียงฝีเท้านับสิบพุ่งตรงเข้าหาหวงเยี่ยอย่างบ้าคลั่ง หวังใช้จำนวนเข้ากดดัน หวังว่าสักหนึ่งการโจมตีหรือสองการโจมตีจะสัมผัสร่างชายหนุ่มผมคนนี้ได้ ทว่าหวงเยี่ยเพียงเหวี่ยงแขน และฟาดกรงเล็บมังกรออกไปในแนวกว้าง


            อากาศรอบด้านระเบิดออกอีกครั้ง คลื่นคมเขี้ยวปรากฏขึ้นเป็นเสี้ยวโค้งสว่างวาบ พาดผ่านฝูงชนอย่างไร้ปรานี ร่างของเหล่าอาชญากรถูกตัดขาดเป็นท่อนๆ โลหิตทะลักพุ่งราวกับฝนสีชาดที่โปรยปรายไม่หยุด หินพื้นลานถูกย้อมเป็นสีแดงฉานจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม


            ศพทับซ้อนกันเป็นกอง ราวกับสนามประหารที่ไม่มีผู้ตัดสินนอกจากคมกรงเล็บมังกร


            ยิ่งเข่นฆ่ามากเท่าใด หวงเยี่ยก็เหมือนจะจมลึกลงในห้วงภวังค์ที่ไร้การควบคุม ร่างของเขาอาบย้อมด้วยโลหิตจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม หยาดเลือดไหลผ่านปลายผมสีฟ้าสว่าง เปลี่ยนให้เส้นผมเหล่านั้นกลายเป็นสีแดงฉานอันน่าสะพรึง


            เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด


            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า แต้มวิญญาณ พวกแกทั้งหมดเป็นเพียงแค่แต้มวิญญาณของข้าเท่านั้น!”


            ความบ้าคลั่งของเขายิ่งทำให้อาชญากรที่เคยรวบรวมความกล้าเข้าต่อสู้ก่อนหน้าต้องสั่นสะท้าน แข้งขาสั่นเทิ้มจนแทบยืนไม่อยู่


            บางคนถึงกับฉี่ราดออกมาจากหว่างขา กลิ่นเหม็นคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเลือด


            ทว่าความร้อนอันโหดร้ายภายในคุกมังกรโลหิตชั้นที่สามกลับระเหยของเหลวนั้นไปในพริบตา เหลือเพียงคราบแห้งบนพื้นศิลา


            ในขณะเดียวกัน มีอาชญากรบางคนฉวยโอกาสวิ่งเข้าไปยังบริเวณทางเข้าของชั้นที่สาม พวกมันกระแทกกำปั้นลงบนเครื่องส่งตัวอย่างบ้าคลั่ง


            “เปิดสิ! เปิดประตู!”


            “ช่วยด้วยยยยยยย!”


            “พวกเจ้าหน้าที่อยู่ที่ไหน!”


            น้ำเสียงตะโกนสะท้อนก้องในโถงทางเข้า แต่ทั้งหมดก็ไร้ซึ่งการตอบสนอง


            พวกมันพยายามทุบกระแทกเครื่องส่งตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้เกิดปาฏิหาริย์ หวังว่าเหล่าเจ้าหน้าที่แห่งสมาพันธ์หรือพัศดีจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าคุกมังกรโลหิตมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน


            เจ้าหน้าที่จะเข้ามาเพียงหนึ่งครั้งต่อวัน มาเพื่อมอบอาหารประทังชีวิตให้แก่เหล่าผู้ต้องขังเท่านั้น


            นอกเหนือจากช่วงเวลานั้น จะไม่มีผู้ใดเข้ามาตรวจสอบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายในกำแพงนรกแห่งนี้


            เบื้องหลังพวกมัน เงาร่างของหวงเยี่ยยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด


            ทุกการสะบัดแขนคือเส้นทางแห่งความตาย ทุกก้าวที่ชายหนุ่มเหยียบย่างคือรอยตราที่พรากชีวิต


            ทำให้ลานกว้างที่ร้อนระอุแห่งนี้บัดนี้ มันไม่ต่างอะไรจากนรกบนดินที่ถูกสรรสร้างขึ้นด้วยกรงเล็บมังกรเลยซักนิด


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน