หลงเฉินรีบวิ่งไปดูที่คอกม้า และเป็นไปตามคาด อาชาเกล็ดนิลนอนอยู่บนพื้น เลือดไหลออกมาจากปากขณะที่มันมองหลงเฉินอย่างสิ้นหวัง มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามันได้รับบาดเจ็บภายใน และกำลังดิ้นรนอยู่หน้าประตูยมโลก
เมื่อมองไปยังม้าแสนรักซึ่งกำลังเจ็บปวด ดวงตาของหลงเฉินก็ค่อย ๆ แดงก่ำขึ้น
“หวงเซียง...”
หมัดของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนไปตามแขน เมื่อฝูงชนที่ตามเขาออกมาจากโรงเตี๊ยมเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาต่างก็ปิดปากเงียบด้วยความหวาดกลัว
เมื่อเห็นอาชาเกล็ดนิลที่ได้รับบาดเจ็บภายในอย่างสาหัสและกำลังอยู่ในอาการปางตาย หลงเฉินนึกถึงหลิงชิงที่ให้อาชาเกล็ดนิลตัวนี้กับเขา
เด็กสาวยอมเสี่ยงชีวิตของตนเองอยู่ในภูเขาเดียวดายทั้งคืนเพื่อทำให้ม้าตัวนี้เชื่อง นางเปื้อนไปด้วยคราบดินเมื่อนางมอบอาชาเกล็ดนิลตัวนี้ให้กับเขา หลงเฉินดูแลมันอย่างดีในช่วงเวลาไม่กี่วันมานี้เพราะกลัวว่ามันจะบาดเจ็บ ทว่าในตอนนี้…
เมื่อนึกถึงสีหน้าเย้ยหยันของหวงเซียง หลงเฉินก็เอ่อล้นไปด้วยจิตสังหาร
‘นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่หลิงชิงมอบให้ข้า และเป็นของขวัญที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้า ยกเว้นหยกมังกรที่ท่านพ่อให้ข้าไว้ แต่กลับ...’
เมื่อถึงหลิงชิง เด็กโง่คนนั้น หลงเฉินก็รู้สึกผิดอย่างมาก
‘หลิงชิง ข้าปกป้องของขวัญของเจ้าไม่ดีพอ ข้าทำให้เจ้าผิดหวัง แต่ข้าจะแก้แค้นให้มัน...’
เขาเงยหน้าขึ้นและหันหน้าไปทางนครหยวนหลิง สายตาของหลงเฉินเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง สีหน้าของเขาเย็นชาราวกับคมกระบี่
‘หวงเซียง ก่อนหน้านี้ข้าไม่คิดจะฆ่าเจ้า แต่เจ้ากลับรนหาที่ตายเอง อย่าโทษข้าก็แล้วกัน!’
หลงเฉินเดินเข้าไปหาอาชาเกล็ดนิล เมื่อเห็นมันกำลังทุกข์ทรมาน เขารู้สึกลังเลอย่างยิ่งแต่เขาก็ลงมือเพื่อจบความทรมานนั้นเสีย
เมื่อมองไปยังอาชาเกล็ดนิลที่เป็นสหายร่วมทางของเขามาหลายวัน หลงเฉินส่ายศีรษะและถอนหายใจ เขาหันไปรอบ ๆ และจับจ้องไปที่เด็กรับใช้พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าจะให้หยกวิญญาณกับเจ้าสามร้อยชิ้นเพื่อฝังม้าของข้าไว้ในเขตชานเมืองของปราการเยวี๋ยนหยาง และหากข้าพบว่าม้าของข้าถูกฝังอย่างไม่เหมาะสมละก็ ข้าจะจบชีวิตน่าสังเวชของเจ้าเสีย”
เมื่อเห็นแววตาดุร้ายของหลงเฉิน เด็กรับใช้หวาดกลัวเสียจนขาแข้งเริ่มสั่นก่อนจะรีบรับคำ
“ขะ... ข้าจะฝังมันอย่างดีที่สุด!”
หยกวิญญาณสามร้อยชิ้นนั้นมากพอสำหรับการฝังอาชาเกล็ดนิลนับสิบครั้ง
หลังจากมอบหยกให้เขาไปแล้ว หลงเฉินก็ไม่ได้อยู่ในปราการเยวี๋ยนหยาง และมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่หวงเซียงจากไป ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังนครหยวนหลิง
“นี่ เจ้าคิดจะฆ่าพวกนั้นระหว่างทางเช่นนั้นหรือ?”
หลงเฉินยิ้มอย่างเย็นชา
“อย่าห่วงไปเลย ข้าไม่ทำอะไรวู่วามหรอก ข้าจะไม่ลงมือหากยังไม่มั่นใจพอว่าจะสู้กับเขาได้ ในเวลานี้ข้าไม่รู้ว่าตระกูลหลิงอู่อยู่ที่ไหน แต่ข้ารู้ว่าหวงเซียงมาทางนี้ ข้าก็แค่เลี่ยงการไปผิดทางเท่านั้นเอง”
หลงเฉินไม่ได้สูญเสียความมีเหตุมีผลเพราะความโกรธแค้น ดังนั้นหลิงซีจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะตักเตือนเขา
“คนผู้นี้ชั่วช้านัก หากเขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เขาก็จะทำลายมันเสีย? หลังจากที่พลังของข้าฟื้นตัว ข้าจะสับเขาเป็นแปดชิ้นเพื่อล้างแค้นให้เจ้าดำ จากที่ข้าเห็นนะ เขาไม่คู่ควรกับชื่อหวงเซียงเอาเสียเลย น่าจะชื่อหวงขี้เสียมากกว่า!”
[TL Note: หลิงซีเรียกเจ้าดำ / เสี่ยวเฮย (黑 Hei แปลว่าสีดำ) หมายถึงอาชาเกล็ดนิล]
หลิงซีชอบพออาชาเกล็ดนิลตัวนี้มากแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อเห็นว่าอาชาเกล็ดนิลต้องมาตายอย่างน่าสังเวช นางจึงรู้สึกโกรธแค้นจนเอ่ยวาจาหยาบคายออกมา
หลงเฉินรู้ว่าเป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้วนับตั้งแต่ออกจากเมือง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าหวงเซียงเดินทางล่วงหน้าไปนานเพียงใด อย่างไรก็ตาม หวงเซียงเดินทางด้วยม้าขณะที่หลงเฉินใช้ฝีเท้าที่เร็วที่สุดมุ่งหน้าไปยังนครหยวนหลิง หากเทียบกันแล้วความเร็วของหวงเซียงนั้นเร็วกว่าเขาหลายเท่าตัว
ขณะที่เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป การเดินทางที่ควรจะใช้เวลาเพียงสองวันก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งวันครึ่ง หลงเฉินเห็นเงาของหวงเซียงจากระยะไกล
ยิ่งไปกว่านั้น นครหยวนหลิงในตำนานค่อย ๆ ปรากฏให้เห็น มันยิ่งใหญ่และงดงามอย่างมาก!
เมื่อเขาเห็นตัวเมือง หลงเฉินได้แต่ตะลึงงันจนพูดอะไรไม่ออก
เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยี้ตา สำรวจเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นเบื้องหน้านั้นไม่ใช่เทือกเขาหากแต่เป็นเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา
นครหยวนหลิงนั้นปกคลุมไปด้วยเมฆจนเขาแทบจะมองไม่เห็นขอบเขต แต่ถึงกระนั้น หลงเฉินรู้สึกตกใจในความยิ่งใหญ่อลังการของนครหยวนหลิงอย่างมาก!
เขาได้ยินมาจากเฉินสงโจวว่าระยะทางระหว่างฝั่งตะวันออกจนถึงฝั่งตะวันตกของนครหยวนหลิงนั้นมีระยะทางถึงหนึ่งพันลี้ จึงพอเข้าใจได้ว่านครหยวนหลิงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด
‘ไม่แปลกใจเลยที่มันรองรับคนได้ถึงร้อยล้านคน นครหยวนหลิงกว้างใหญ่เช่นนี้นี่เอง!’
ต่อให้เป็นปราการเยวี๋ยนหยางที่อยู่ด้านหน้านครหยวนหลิง มันก็เปรียบเสมือนไก่ตัวเล็ก ๆ ที่เผชิญหน้ากับวัวและม้าเท่านั้น
เวลานี้ กลุ่มของหวงเซียงได้จากไปและมุ่งหน้าผ่านเข้าไปในเมฆหมอกที่ปกคลุมไปทั่วเมือง หลงเฉินไม่รอช้าและรีบตามพวกเขาไปทันที
มีผู้คนมากมายที่เข้าออกนครแห่งนี้ หลงเฉินมองไปยังผู้คนที่เบียดเสียดกันจากระยะไกล ท่ามกลางฝูงชนที่คลาคล่ำ พวกเขาส่วนมากเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าหลงเฉิน จอมยุทธ์พวกนั้นทำให้หลงเฉินรู้สึกอึดอัด แต่กระนั้นก็สามารถพบเห็นพวกเขาได้ทุกทั่วที่!
หลงเฉินรู้สึกราวกับแกะน้อยที่เข้าไปในดงเสือก็ไม่ปาน
‘นครหยวนหลิงนี่น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวรึ? ด้วยความสามารถของข้าในตอนนี้ ข้าเป็นถึงยอดฝีมืออันดับหนึ่งในเมืองพฤกษาหมอก แต่พอมาที่นครหยวนหลิง ข้ากลับอยู่ระดับล่างสุด!’
‘ดูเหมือนว่าที่ท่านแม่บอกให้ค่าเก็บเนื้อเก็บตัวดี ๆ นางคงไม่ได้พูดออกมาโดยไร้เหตุผลเสียแล้ว!’
หลงเฉินไม่ได้รู้สึกผิดหวังเมื่อได้เห็นคลื่นพลังของจอมยุทธ์เหล่านั้น เขาตระหนักว่าไม่ช้าก็เร็วตัวเขาเองก็ต้องไปให้ถึงระดับนั้นเช่นกัน สำหรับเหล่าจอมยุทธ์แล้ว ยิ่งพวกเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งมีอายุมากขึ้น เมื่อหลงเฉินเห็นชายชราคนหนึ่งเดินผ่านเขาไป เขารู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ มันน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาพบม่อเซียวหลางเสียอีก
“ด้วยความสามารถกับอายุของเจ้าแล้ว ถือว่าเจ้าอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนครหยวนหลิงนะ แต่หากเทียบพลังของม่อเซียวหลางกับอายุของเขาซึ่งนับว่าเป็นยอดฝีมือในระดับสูงสุดแล้วละก็ เจ้ายังห่างไกลจากระดับนั้นอยู่สักหน่อย”
“เพราะเจ้าเพิ่งเริ่มฝึกวิชาได้เพียงไม่นาน และยังอยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองพฤกษาหมอกอีก นับได้ว่าไม่เลวเลยทีเดียวที่เจ้าอยู่สูงกว่ามาตรฐานได้เช่นนี้”
หลงเฉินตระหนักดีว่าความรีบร้อนจะทำลายทุกสิ่ง เช่นนั้นเขาจึงไม่วิตกกังวล
“เหตุผลที่ข้ามาที่นครหยวนหลิงก็เพื่อจัดการกับลัทธิเซียนโลหิต หากตระกูลหยางปลอดภัย ข้าจะมาที่นี่เพื่อฝึกฝนตัวเอง ที่นี่อาจจะเป็นที่ของข้าก็เป็นได้!”
ขณะที่ติดตามหวงเซียงไป สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังผู้คนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ รอบตัว เมื่อหลงเฉินเข้ามาในนครหยวนหลิง แม้จะเป็นเพียงบริเวณชานเมือง ทว่าอาคารบ้านเรือนที่นี่นั้นช่างใหญ่โตและสูงตระหง่านมากกว่าที่ปราการเยวี๋ยนหยางมาก
“นครหยวนหลิงเป็นที่ซึ่งเหล่ายอดฝีมือมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มาตรฐานของที่นี่จะสูงมาก”
ผู้คนนับร้อยล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ แต่กลับไม่ได้แออัดหนาแน่นนัก จึงบ่งบอกอย่างชัดเจนว่านครหยวนหลิงนั้นกว้างใหญ่มหาศาลเพียงใด
ที่นี่เปรียบเสมือนอาณาจักรเล็ก ๆ สำหรับหลงเฉินเลยทีเดียว
ตระกูลหลิงอู่ปกครองผืนดินกว้างใหญ่เช่นนี้โดยไม่มีเรื่องยุ่งยากใด ๆ แสดงให้เห็นถึงพลังที่แข็งแกร่งของตระกูลหลิงอู่
‘สำหรับข้าแล้ว การเข้าตระกูลหลิงอู่เป็นเพียงเรื่องของผลประโยชน์เท่านั้น’
หลงเฉินติดตามหวงเซียงไปขณะที่พยายามทำความคุ้นเคยกับนครหยวนหลิงไปด้วย
เวลานี้ หวงเซียงอยู่ที่ร้านอาหารซึ่งใหญ่กว่าร้านที่เขาพักในปราการเยวี๋ยนหยาง แม้ว่ามันจะใหญ่โตกว่า แต่กลับถือเป็นร้านที่ต่ำกว่ามาตรฐานในนครหยวนหลิง
“ผู้เฒ่าหลิว ท่านคิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะทำอย่างไรในตอนนี้”
หวงเซียงกำลังเพลิดเพลินกับนครหยวนหลิงก่อนที่จะหันไปพูดคุยกับพ่อบ้านหลิวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทีนอบน้อม
พ่อบ้านหลิวรีบตอบในทันที
“เขาจะทำเช่นไรได้? เจ้าเด็กนั่นน่าจะมีเงินไม่มากนัก และยังต้องเสียม้าไปอีก เขาคงนั่งร้องไห้อยู่กระมังในเวลานี้ ฮะ ๆ ๆ ใครสั่งสอนให้เขาทำตัวไร้มารยาทกันล่ะ? นายน้อยเมตตาเสนอหยกศักดิ์สิทธิ์ให้เขาถึงสองชิ้น แต่เขากลับโง่เขลาเบาปัญญาและไม่ซาบซึ้งกับความเมตตาที่ท่านมีให้ ก็ถูกแล้วที่นายน้อยสั่งสอนบทเรียนแก่เขา!”
สิ่งที่หวงเซียงได้ยินทำให้เขารู้สึกสบายใจและพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“หลังจากที่ข้าเข้าตระกูลหลิงอู่สำเร็จแล้ว ท่านก็กลับไปที่ปราการหวงยวิ๋นได้ทันที ท่านรับใช้ข้าอย่างดีในช่วงสิบวันมานี้ เมื่อท่านกลับไปแล้ว ท่านพ่อจะตกรางวัลท่านอย่างงาม”
“ขอรับ!”
เมื่อคิดว่าจะได้รางวัล ดวงตาของพ่อบ้านหลิวก็เป็นประกาย เขาเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“เมื่อนายน้อยเข้าตระกูลหลิงอู่ คุณชายใหญ่เฟยหยางก็อยู่ที่นั่นด้วย ข้าคงจะเบาใจไม่น้อย จริงสิ จากที่นายน้อยพูด คุณชายใหญ่เฟยหยางมีตำแหน่งใหญ่โตในตระกูลหลิงอู่ และมีความก้าวหน้าในการฝึกทักษะยุทธ์อย่างมาก เขาน่าจะบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นแล้วใช่หรือไม่?”
หวงเซียงพยักหน้า
“พี่ชายของข้ามีพรสวรรค์เช่นเดียวกับข้า ดังนั้นเมื่อข้าอายุเท่าเขา ข้าก็จะบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นและอาจจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ก็เป็นได้!”
“ข้าชื่นชมความสามารถของนายน้อยจริง ๆ!”
เมื่อมองไปที่หวงเซียงที่กำลังสบายอกสบายใจไปกับคำสรรเสริญเยินยอ หลงเฉินก็ยิ้มอย่างเลือดเย็น
“ตอนนี้เจ้ายังคงยิ้มได้มากเท่าที่เจ้าต้องการ รอจนกว่าการคัดเลือกเข้าตระกูลหลิงอู่จะเริ่มขึ้นก่อนเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าทุกทรมานจนต้องร้องขอชีวิต!”
ในเวลานี้ หวงเซียงเอ่ยขึ้น
“พี่ชายของข้าเป็นสมาชิกนอกตระกูลที่สังกัดอยู่ในกลุ่มมรกต ช่างบังเอิญที่กลุ่มมรกตนั้นอยู่ในสำนักสุริยันมรกตที่จะมีการคัดเลือกสมาชิกใหม่ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นท่านพ่อจึงได้ส่งข้ามา พี่ชายของข้าก็อยู่ในสำนักสุริยันมรกต การันตีได้เลยว่าข้าจะต้องเข้าตระกูลหลิงอู่ได้อย่างแน่นอน!”
“ทุกครั้งที่มีการคัดเลือกคนเข้าสำนักสุริยันมรกต จำนวนของผู้เข้าสมัครจะมีราว ๆ ห้าสิบคน โอกาสหนึ่งในสิบที่จะเข้าได้ ระดับคุณชายรองก็น่าจะเข้าได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว”
‘หนึ่งในสิบอย่างนั้นรึ?’
หลงเฉินนิ่วหน้า แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกโล่งใจ
‘โอกาสเพียงหนึ่งในสิบ? หวงเซียงไม่กังวลเรื่องนั้นเลย ที่น่ากังวลกว่าคือตัวข้าเองในตอนนี้ต่างหาก อย่างไรก็ตาม พี่ชายของหวงเซียงที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นก็ยังอยู่ในกลุ่มมรกตของสำนักสุริยันมรกตอีกด้วย ดูเหมือนว่าถ้าข้าไม่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ ข้าก็คงจะฆ่าหวงเซียงและล้างแค้นให้อาชาเกล็ดนิลไม่ได้!’
การล้างแค้นไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปต่อให้ต้องใช้เวลานับสิบปีก็ตาม หลงเฉินเข้าใจในข้อนี้ดี
ไม่นานนัก หวงเซียงก็ทานอาหารเสร็จและเอ่ยขึ้น
“ในนครหยวนหลิงมีเมืองชั้นในสองเมืองซึ่งก็คือ เมืองหลิงอู่ และ เมืองเยวี๋ยนตี้ เราจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลิงอู่เมื่อการคัดเลือกใกล้เข้ามา เราจะต้องเดินทางให้เร็ว มิเช่นนั้นท่านพี่จะต้องตำหนิข้าแน่ ๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี ข้าได้ยินมาว่าพี่ชายของข้ากลายเป็นคนอารมณ์ร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!”
เมื่อพูดจบพวกเขาก็มุ่งหน้าไปที่เมืองหลิงอู่ในตำนาน
หลงเฉินรีบตามพวกเขาไปด้วยความรวดเร็ว
“ดูเหมือนว่าสถานที่สำหรับการคัดเลือกจะไม่ได้อยู่ที่เมืองหลิงอู่ หากเพียงข้าผ่านการคัดเลือกและได้เข้าเป็นสมาชิกของตระกูลหลิงอู่ ข้าก็จะสามารถอยู่ในเมืองหลิงอู่นี้ได้ ช่างเป็นเกียรติจริง ๆ? แต่ทว่าหวงเซียงก็มีโอกาสเช่นกัน ...กลุ่มมรกตงั้นรึ!”
“กลุ่มมรกต? ข้าได้ยินว่าตระกูลหลิงอู่มีสี่กลุ่มภายใน เก้ากลุ่มภายนอก กลุ่มมรกตน่าจะเป็นหนึ่งในเก้าของกลุ่มภายนอกนะ!”
******************************