เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 69 กลุ่มมรกต

    หลงเฉินรีบวิ่งไปดูที่คอกม้า และเป็นไปตามคาด อาชาเกล็ดนิลนอนอยู่บนพื้น เลือดไหลออกมาจากปากขณะที่มันมองหลงเฉินอย่างสิ้นหวัง  มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามันได้รับบาดเจ็บภายใน และกำลังดิ้นรนอยู่หน้าประตูยมโลก


    เมื่อมองไปยังม้าแสนรักซึ่งกำลังเจ็บปวด  ดวงตาของหลงเฉินก็ค่อย ๆ แดงก่ำขึ้น


    “หวงเซียง...”


    หมัดของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนไปตามแขน  เมื่อฝูงชนที่ตามเขาออกมาจากโรงเตี๊ยมเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้น  พวกเขาต่างก็ปิดปากเงียบด้วยความหวาดกลัว


    เมื่อเห็นอาชาเกล็ดนิลที่ได้รับบาดเจ็บภายในอย่างสาหัสและกำลังอยู่ในอาการปางตาย  หลงเฉินนึกถึงหลิงชิงที่ให้อาชาเกล็ดนิลตัวนี้กับเขา


    เด็กสาวยอมเสี่ยงชีวิตของตนเองอยู่ในภูเขาเดียวดายทั้งคืนเพื่อทำให้ม้าตัวนี้เชื่อง  นางเปื้อนไปด้วยคราบดินเมื่อนางมอบอาชาเกล็ดนิลตัวนี้ให้กับเขา  หลงเฉินดูแลมันอย่างดีในช่วงเวลาไม่กี่วันมานี้เพราะกลัวว่ามันจะบาดเจ็บ  ทว่าในตอนนี้…


    เมื่อนึกถึงสีหน้าเย้ยหยันของหวงเซียง หลงเฉินก็เอ่อล้นไปด้วยจิตสังหาร


    ‘นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่หลิงชิงมอบให้ข้า และเป็นของขวัญที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้า ยกเว้นหยกมังกรที่ท่านพ่อให้ข้าไว้  แต่กลับ...’


    เมื่อถึงหลิงชิง เด็กโง่คนนั้น หลงเฉินก็รู้สึกผิดอย่างมาก


    ‘หลิงชิง ข้าปกป้องของขวัญของเจ้าไม่ดีพอ ข้าทำให้เจ้าผิดหวัง  แต่ข้าจะแก้แค้นให้มัน...’


    เขาเงยหน้าขึ้นและหันหน้าไปทางนครหยวนหลิง  สายตาของหลงเฉินเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง สีหน้าของเขาเย็นชาราวกับคมกระบี่


    ‘หวงเซียง ก่อนหน้านี้ข้าไม่คิดจะฆ่าเจ้า แต่เจ้ากลับรนหาที่ตายเอง อย่าโทษข้าก็แล้วกัน!’


    หลงเฉินเดินเข้าไปหาอาชาเกล็ดนิล เมื่อเห็นมันกำลังทุกข์ทรมาน  เขารู้สึกลังเลอย่างยิ่งแต่เขาก็ลงมือเพื่อจบความทรมานนั้นเสีย


    เมื่อมองไปยังอาชาเกล็ดนิลที่เป็นสหายร่วมทางของเขามาหลายวัน หลงเฉินส่ายศีรษะและถอนหายใจ  เขาหันไปรอบ ๆ และจับจ้องไปที่เด็กรับใช้พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา


    “ข้าจะให้หยกวิญญาณกับเจ้าสามร้อยชิ้นเพื่อฝังม้าของข้าไว้ในเขตชานเมืองของปราการเยวี๋ยนหยาง  และหากข้าพบว่าม้าของข้าถูกฝังอย่างไม่เหมาะสมละก็ ข้าจะจบชีวิตน่าสังเวชของเจ้าเสีย”


    เมื่อเห็นแววตาดุร้ายของหลงเฉิน  เด็กรับใช้หวาดกลัวเสียจนขาแข้งเริ่มสั่นก่อนจะรีบรับคำ


    “ขะ... ข้าจะฝังมันอย่างดีที่สุด!”


    หยกวิญญาณสามร้อยชิ้นนั้นมากพอสำหรับการฝังอาชาเกล็ดนิลนับสิบครั้ง


    หลังจากมอบหยกให้เขาไปแล้ว หลงเฉินก็ไม่ได้อยู่ในปราการเยวี๋ยนหยาง และมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่หวงเซียงจากไป  ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังนครหยวนหลิง


    “นี่ เจ้าคิดจะฆ่าพวกนั้นระหว่างทางเช่นนั้นหรือ?”


    หลงเฉินยิ้มอย่างเย็นชา


    “อย่าห่วงไปเลย ข้าไม่ทำอะไรวู่วามหรอก ข้าจะไม่ลงมือหากยังไม่มั่นใจพอว่าจะสู้กับเขาได้  ในเวลานี้ข้าไม่รู้ว่าตระกูลหลิงอู่อยู่ที่ไหน แต่ข้ารู้ว่าหวงเซียงมาทางนี้ ข้าก็แค่เลี่ยงการไปผิดทางเท่านั้นเอง”


    หลงเฉินไม่ได้สูญเสียความมีเหตุมีผลเพราะความโกรธแค้น  ดังนั้นหลิงซีจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะตักเตือนเขา


    “คนผู้นี้ชั่วช้านัก หากเขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เขาก็จะทำลายมันเสีย? หลังจากที่พลังของข้าฟื้นตัว ข้าจะสับเขาเป็นแปดชิ้นเพื่อล้างแค้นให้เจ้าดำ  จากที่ข้าเห็นนะ เขาไม่คู่ควรกับชื่อหวงเซียงเอาเสียเลย น่าจะชื่อหวงขี้เสียมากกว่า!”

    [TL Note: หลิงซีเรียกเจ้าดำ / เสี่ยวเฮย (黑 Hei แปลว่าสีดำ) หมายถึงอาชาเกล็ดนิล]


    หลิงซีชอบพออาชาเกล็ดนิลตัวนี้มากแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ  เมื่อเห็นว่าอาชาเกล็ดนิลต้องมาตายอย่างน่าสังเวช นางจึงรู้สึกโกรธแค้นจนเอ่ยวาจาหยาบคายออกมา


    หลงเฉินรู้ว่าเป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้วนับตั้งแต่ออกจากเมือง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าหวงเซียงเดินทางล่วงหน้าไปนานเพียงใด อย่างไรก็ตาม หวงเซียงเดินทางด้วยม้าขณะที่หลงเฉินใช้ฝีเท้าที่เร็วที่สุดมุ่งหน้าไปยังนครหยวนหลิง  หากเทียบกันแล้วความเร็วของหวงเซียงนั้นเร็วกว่าเขาหลายเท่าตัว


    ขณะที่เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป การเดินทางที่ควรจะใช้เวลาเพียงสองวันก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งวันครึ่ง  หลงเฉินเห็นเงาของหวงเซียงจากระยะไกล


    ยิ่งไปกว่านั้น นครหยวนหลิงในตำนานค่อย ๆ ปรากฏให้เห็น  มันยิ่งใหญ่และงดงามอย่างมาก!


    เมื่อเขาเห็นตัวเมือง หลงเฉินได้แต่ตะลึงงันจนพูดอะไรไม่ออก


    เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยี้ตา สำรวจเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นเบื้องหน้านั้นไม่ใช่เทือกเขาหากแต่เป็นเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา


    นครหยวนหลิงนั้นปกคลุมไปด้วยเมฆจนเขาแทบจะมองไม่เห็นขอบเขต แต่ถึงกระนั้น หลงเฉินรู้สึกตกใจในความยิ่งใหญ่อลังการของนครหยวนหลิงอย่างมาก!


    เขาได้ยินมาจากเฉินสงโจวว่าระยะทางระหว่างฝั่งตะวันออกจนถึงฝั่งตะวันตกของนครหยวนหลิงนั้นมีระยะทางถึงหนึ่งพันลี้  จึงพอเข้าใจได้ว่านครหยวนหลิงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด


    ‘ไม่แปลกใจเลยที่มันรองรับคนได้ถึงร้อยล้านคน  นครหยวนหลิงกว้างใหญ่เช่นนี้นี่เอง!’


    ต่อให้เป็นปราการเยวี๋ยนหยางที่อยู่ด้านหน้านครหยวนหลิง มันก็เปรียบเสมือนไก่ตัวเล็ก ๆ ที่เผชิญหน้ากับวัวและม้าเท่านั้น


    เวลานี้ กลุ่มของหวงเซียงได้จากไปและมุ่งหน้าผ่านเข้าไปในเมฆหมอกที่ปกคลุมไปทั่วเมือง  หลงเฉินไม่รอช้าและรีบตามพวกเขาไปทันที


    มีผู้คนมากมายที่เข้าออกนครแห่งนี้ หลงเฉินมองไปยังผู้คนที่เบียดเสียดกันจากระยะไกล  ท่ามกลางฝูงชนที่คลาคล่ำ พวกเขาส่วนมากเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าหลงเฉิน   จอมยุทธ์พวกนั้นทำให้หลงเฉินรู้สึกอึดอัด แต่กระนั้นก็สามารถพบเห็นพวกเขาได้ทุกทั่วที่!


    หลงเฉินรู้สึกราวกับแกะน้อยที่เข้าไปในดงเสือก็ไม่ปาน


    ‘นครหยวนหลิงนี่น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวรึ? ด้วยความสามารถของข้าในตอนนี้ ข้าเป็นถึงยอดฝีมืออันดับหนึ่งในเมืองพฤกษาหมอก แต่พอมาที่นครหยวนหลิง ข้ากลับอยู่ระดับล่างสุด!’


    ‘ดูเหมือนว่าที่ท่านแม่บอกให้ค่าเก็บเนื้อเก็บตัวดี ๆ นางคงไม่ได้พูดออกมาโดยไร้เหตุผลเสียแล้ว!’


    หลงเฉินไม่ได้รู้สึกผิดหวังเมื่อได้เห็นคลื่นพลังของจอมยุทธ์เหล่านั้น เขาตระหนักว่าไม่ช้าก็เร็วตัวเขาเองก็ต้องไปให้ถึงระดับนั้นเช่นกัน สำหรับเหล่าจอมยุทธ์แล้ว  ยิ่งพวกเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งมีอายุมากขึ้น  เมื่อหลงเฉินเห็นชายชราคนหนึ่งเดินผ่านเขาไป  เขารู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่  มันน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาพบม่อเซียวหลางเสียอีก


    “ด้วยความสามารถกับอายุของเจ้าแล้ว ถือว่าเจ้าอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนครหยวนหลิงนะ แต่หากเทียบพลังของม่อเซียวหลางกับอายุของเขาซึ่งนับว่าเป็นยอดฝีมือในระดับสูงสุดแล้วละก็  เจ้ายังห่างไกลจากระดับนั้นอยู่สักหน่อย”


    “เพราะเจ้าเพิ่งเริ่มฝึกวิชาได้เพียงไม่นาน และยังอยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองพฤกษาหมอกอีก นับได้ว่าไม่เลวเลยทีเดียวที่เจ้าอยู่สูงกว่ามาตรฐานได้เช่นนี้”


    หลงเฉินตระหนักดีว่าความรีบร้อนจะทำลายทุกสิ่ง เช่นนั้นเขาจึงไม่วิตกกังวล


    “เหตุผลที่ข้ามาที่นครหยวนหลิงก็เพื่อจัดการกับลัทธิเซียนโลหิต  หากตระกูลหยางปลอดภัย  ข้าจะมาที่นี่เพื่อฝึกฝนตัวเอง ที่นี่อาจจะเป็นที่ของข้าก็เป็นได้!”


    ขณะที่ติดตามหวงเซียงไป  สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังผู้คนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ รอบตัว  เมื่อหลงเฉินเข้ามาในนครหยวนหลิง  แม้จะเป็นเพียงบริเวณชานเมือง  ทว่าอาคารบ้านเรือนที่นี่นั้นช่างใหญ่โตและสูงตระหง่านมากกว่าที่ปราการเยวี๋ยนหยางมาก


    “นครหยวนหลิงเป็นที่ซึ่งเหล่ายอดฝีมือมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มาตรฐานของที่นี่จะสูงมาก”


    ผู้คนนับร้อยล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองนี้  แต่กลับไม่ได้แออัดหนาแน่นนัก  จึงบ่งบอกอย่างชัดเจนว่านครหยวนหลิงนั้นกว้างใหญ่มหาศาลเพียงใด


    ที่นี่เปรียบเสมือนอาณาจักรเล็ก ๆ สำหรับหลงเฉินเลยทีเดียว


    ตระกูลหลิงอู่ปกครองผืนดินกว้างใหญ่เช่นนี้โดยไม่มีเรื่องยุ่งยากใด ๆ  แสดงให้เห็นถึงพลังที่แข็งแกร่งของตระกูลหลิงอู่


    ‘สำหรับข้าแล้ว การเข้าตระกูลหลิงอู่เป็นเพียงเรื่องของผลประโยชน์เท่านั้น’


    หลงเฉินติดตามหวงเซียงไปขณะที่พยายามทำความคุ้นเคยกับนครหยวนหลิงไปด้วย


    เวลานี้ หวงเซียงอยู่ที่ร้านอาหารซึ่งใหญ่กว่าร้านที่เขาพักในปราการเยวี๋ยนหยาง  แม้ว่ามันจะใหญ่โตกว่า แต่กลับถือเป็นร้านที่ต่ำกว่ามาตรฐานในนครหยวนหลิง


    “ผู้เฒ่าหลิว ท่านคิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะทำอย่างไรในตอนนี้”


    หวงเซียงกำลังเพลิดเพลินกับนครหยวนหลิงก่อนที่จะหันไปพูดคุยกับพ่อบ้านหลิวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทีนอบน้อม


    พ่อบ้านหลิวรีบตอบในทันที 


    “เขาจะทำเช่นไรได้? เจ้าเด็กนั่นน่าจะมีเงินไม่มากนัก และยังต้องเสียม้าไปอีก เขาคงนั่งร้องไห้อยู่กระมังในเวลานี้ ฮะ ๆ ๆ ใครสั่งสอนให้เขาทำตัวไร้มารยาทกันล่ะ? นายน้อยเมตตาเสนอหยกศักดิ์สิทธิ์ให้เขาถึงสองชิ้น แต่เขากลับโง่เขลาเบาปัญญาและไม่ซาบซึ้งกับความเมตตาที่ท่านมีให้ ก็ถูกแล้วที่นายน้อยสั่งสอนบทเรียนแก่เขา!”


    สิ่งที่หวงเซียงได้ยินทำให้เขารู้สึกสบายใจและพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเอ่ยขึ้น


    “หลังจากที่ข้าเข้าตระกูลหลิงอู่สำเร็จแล้ว ท่านก็กลับไปที่ปราการหวงยวิ๋นได้ทันที ท่านรับใช้ข้าอย่างดีในช่วงสิบวันมานี้  เมื่อท่านกลับไปแล้ว ท่านพ่อจะตกรางวัลท่านอย่างงาม”


    “ขอรับ!”


    เมื่อคิดว่าจะได้รางวัล  ดวงตาของพ่อบ้านหลิวก็เป็นประกาย เขาเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น


    “เมื่อนายน้อยเข้าตระกูลหลิงอู่ คุณชายใหญ่เฟยหยางก็อยู่ที่นั่นด้วย ข้าคงจะเบาใจไม่น้อย จริงสิ จากที่นายน้อยพูด คุณชายใหญ่เฟยหยางมีตำแหน่งใหญ่โตในตระกูลหลิงอู่ และมีความก้าวหน้าในการฝึกทักษะยุทธ์อย่างมาก เขาน่าจะบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นแล้วใช่หรือไม่?”


    หวงเซียงพยักหน้า


    “พี่ชายของข้ามีพรสวรรค์เช่นเดียวกับข้า ดังนั้นเมื่อข้าอายุเท่าเขา ข้าก็จะบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นและอาจจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ก็เป็นได้!”


    “ข้าชื่นชมความสามารถของนายน้อยจริง ๆ!”


    เมื่อมองไปที่หวงเซียงที่กำลังสบายอกสบายใจไปกับคำสรรเสริญเยินยอ หลงเฉินก็ยิ้มอย่างเลือดเย็น


    “ตอนนี้เจ้ายังคงยิ้มได้มากเท่าที่เจ้าต้องการ รอจนกว่าการคัดเลือกเข้าตระกูลหลิงอู่จะเริ่มขึ้นก่อนเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าทุกทรมานจนต้องร้องขอชีวิต!”


    ในเวลานี้ หวงเซียงเอ่ยขึ้น


    “พี่ชายของข้าเป็นสมาชิกนอกตระกูลที่สังกัดอยู่ในกลุ่มมรกต ช่างบังเอิญที่กลุ่มมรกตนั้นอยู่ในสำนักสุริยันมรกตที่จะมีการคัดเลือกสมาชิกใหม่ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นท่านพ่อจึงได้ส่งข้ามา  พี่ชายของข้าก็อยู่ในสำนักสุริยันมรกต การันตีได้เลยว่าข้าจะต้องเข้าตระกูลหลิงอู่ได้อย่างแน่นอน!”


    “ทุกครั้งที่มีการคัดเลือกคนเข้าสำนักสุริยันมรกต จำนวนของผู้เข้าสมัครจะมีราว ๆ ห้าสิบคน โอกาสหนึ่งในสิบที่จะเข้าได้ ระดับคุณชายรองก็น่าจะเข้าได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว”


    ‘หนึ่งในสิบอย่างนั้นรึ?’


    หลงเฉินนิ่วหน้า แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกโล่งใจ


    ‘โอกาสเพียงหนึ่งในสิบ? หวงเซียงไม่กังวลเรื่องนั้นเลย ที่น่ากังวลกว่าคือตัวข้าเองในตอนนี้ต่างหาก อย่างไรก็ตาม พี่ชายของหวงเซียงที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นก็ยังอยู่ในกลุ่มมรกตของสำนักสุริยันมรกตอีกด้วย  ดูเหมือนว่าถ้าข้าไม่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ ข้าก็คงจะฆ่าหวงเซียงและล้างแค้นให้อาชาเกล็ดนิลไม่ได้!’


    การล้างแค้นไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปต่อให้ต้องใช้เวลานับสิบปีก็ตาม หลงเฉินเข้าใจในข้อนี้ดี


    ไม่นานนัก หวงเซียงก็ทานอาหารเสร็จและเอ่ยขึ้น


    “ในนครหยวนหลิงมีเมืองชั้นในสองเมืองซึ่งก็คือ เมืองหลิงอู่ และ เมืองเยวี๋ยนตี้  เราจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลิงอู่เมื่อการคัดเลือกใกล้เข้ามา เราจะต้องเดินทางให้เร็ว มิเช่นนั้นท่านพี่จะต้องตำหนิข้าแน่ ๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี ข้าได้ยินมาว่าพี่ชายของข้ากลายเป็นคนอารมณ์ร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!”


    เมื่อพูดจบพวกเขาก็มุ่งหน้าไปที่เมืองหลิงอู่ในตำนาน


    หลงเฉินรีบตามพวกเขาไปด้วยความรวดเร็ว


    “ดูเหมือนว่าสถานที่สำหรับการคัดเลือกจะไม่ได้อยู่ที่เมืองหลิงอู่  หากเพียงข้าผ่านการคัดเลือกและได้เข้าเป็นสมาชิกของตระกูลหลิงอู่  ข้าก็จะสามารถอยู่ในเมืองหลิงอู่นี้ได้ ช่างเป็นเกียรติจริง ๆ? แต่ทว่าหวงเซียงก็มีโอกาสเช่นกัน ...กลุ่มมรกตงั้นรึ!”


    “กลุ่มมรกต? ข้าได้ยินว่าตระกูลหลิงอู่มีสี่กลุ่มภายใน เก้ากลุ่มภายนอก กลุ่มมรกตน่าจะเป็นหนึ่งในเก้าของกลุ่มภายนอกนะ!”


    ******************************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    481K 312