ทันทีที่เสียงประกาศบอกถึงพวกซุนหงอคงจบสัญญาณแตรเริ่มศึกก็ดังขึ้นพร้อมกับสัตว์อสูรระดับราชาหลายแสนตัวโผล่ขึ้นมาจากพื้นรอบวิหารคาลเทน่อน
ศิลาหรี่ตามองในวิหารด้วยสีหน้าเครียดเล็กน้อย “บางทีเราอาจจะต้องลงไปเองซะแล้ว” เขาเปรยออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“คุณศิลาครับ” ชายหนุ่มชุดสูทสีดำซึ่งเป็นจีเอ็มเดินเข้ามาหาศิลาก่อนที่ฟ้าครามจะขยับมานั่งบนตักชายหนุ่มเพื่อให้เขาคุยกับจีเอ็มได้สะดวกโดยที่ไม่ต้องคุยกันผ่านเธอ ฟ้าครามไม่อยากลุกหรือขยับไปไหนเลยสักนิดตอนนี้เจ้าหล่อนกำลังจดจ่อเอาใจช่วยลูกรักสดายุให้ชนะการแข่งนี้
ศิลาหันมองจีเอ็มก่อนจะพูดขึ้น “จีเอ็มอย่างคุณมาหาผู้เล่นอย่างผมโดยตรงแบบนี้มีอะไรหรือเปล่าครับ”
จีเอ็มหนุ่มนั่งลงห่างจากศิลาเล็กน้อย “ผมชื่อวาสก้าเป็นจีเอ็ม เรื่องที่ผมอยากจะบอกคือ การที่คุณส่งสัตว์อสูรมาเข้ากิจกรรมชิงวิหารแบบนี้ผมคิดว่าไม่ยุติธรรมกับผู้เล่น”
ศิลารู้ทันทีว่าจีเอ็มคนนี้ไม่ใช่จีเอ็มทีมของชิงหลง เขาถอนหายใจเหนื่อยหน่ายเพราะขี้เกียจจะพูดเรื่องเดิมๆเขาไม่ชอบพูดซ้ำซาก เฮอ....“ผมขอบอกครั้งสุดท้ายนะครับ มันมีกฎขอไหนไหมครับที่ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าห้ามให้ผู้เล่นที่ชื่อศิลา หรือนายศิลา ภัยพินาศ เข้าศึกชิงวิหาร ถ้าไม่มีคุณก็กลับไป แต่ถ้ามีคุณช่วยไปเอามายืนยันทีแล้วผมจะออกจากเกมนี้เลย” ศิลาตวาดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวหัวเสียถึงขีดสุดเพียงแค่คนมันพระเอกก็ถูกห้ามนู่นห้ามนี่ยกใหญ่เขาผิดหรือไรที่เขานั้นเก่งแต่เขาก็ไม่ได้โกงใคร ถึงจะมีบ่างนิดๆๆๆที่มีภูติเป็นคนสวมบทบาท
ฟ้าครามถึงขั้นหันควับกลับมามองหน้าพี่ศิของเธอโดยที่ไม่กลัวว่าคอจะหัก เพราะตามนิสัยแล้วพี่ศิของเธอจะเยือกเย็นเสมอที่เดือดฉุนง่ายขนาดนี้คงเพราะเขาเต็มทนจริงๆ เช่นเดียวกับพวกโมนาทีมองศิลาด้วยความทึ่งที่กล้าต่อปากตวาดจีเอ็มจากตระกูลเอาไซสแต่นั่นพวกเขาเข้าใจผิดคิดไปเอง แท้จริงจีเอ็มคนนี้คือลูกน้องของหุ้นส่วน
จีเอ็มสีหน้าเลิกลั่กเหวอรับประทานเพราะเขามาด้วยความมั่นใจในฐานะที่กุมอำนาจของคำว่าจีเอ็ม “แต่การที่คุณนั่งชมแล้วให้สัตว์อสูรเข้าทำกิจกรรมผมคิดว่าสำหรับผู้เล่นอื่นมันไม่ยุติธรรมครับ”
ทว่าคำพูดของวาสก้าทำเอาศิลาหัวเราะก๊าก
ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...“โอ๊ยคุณนี่ฮาดีนะครับคุณวาสก้า ผมล่ะอยากรู้จริงๆเลยว่าคุณเป็นจีเอ็มได้ยังไงยัดเงินเท่าไหร่ใช้เส้นสายขนาดไหนถึงได้ตำแหน่งมา คุณได้อ่านกฎกติกาของเกมบ่างหรือเปล่าครับ” เขาชี้ไปทางผู้เล่นทีละคน “คนนู้น คนนั้น คนนั้นก็ด้วย คนนั้นอีก พวกเขาทั้งหมดต่างก็นั่งชมแล้วให้สัตว์อสูรเข้าร่วมศึกชิงวิหาร ทำไมคุณไม่ไปบอกพวกเขาล่ะครับ แล้วพวกนั้นในสนามรบก็ใช้สัตว์อสูรทำไม่ห้ามล่ะครับถ้าบอกว่าไม่ยุติธรรม ไอ้ที่ไม่ยุติธรรมเนี่ยเพราะผมคือศิลาหรือเปล่ามันถึงไม่ยุติธรรมกับคนอื่น” เขาเน้นเสียงหรี่ตามองวาสก้า
ซึ่งคนถูกมองสะดุ้งโหย่งเพราะเกมนี้มันโลกแตกฆ่ากันเป็นว่าเล่นการที่จีเอ็มจะถูกลูกหลงตายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แถมบุรุษตรงหน้าเขายังแผ่จิตคุกครามออกมากดดันเขาอย่างชัดเจน วาสก้าพลันรู้สึกว่าหากเขาอ้าปากพูดเขาต้องตายแหงๆ ถ้าสู้กันเขาชนะเพราะมีสิทธิ์ของจีเอ็มแต่ว่าถ้าศิลาลงมือฆ่าเขาได้ก่อนที่เขาจะพูดพาสเวิร์ดไอดีเพื่อใช้สกิล Advance skill ของระบบ (สกิลพิเศษของระบบเหมือนกับที่ฟ้าครามใช้ตอนเจอศิลาครั้งแรก) แบบนั้นเขาคงไม่รอด และดูท่าว่าศิลาจะลงมือได้ทันก่อนที่เขาจะใช้สกิลของระบบเสร็จแน่ๆเพราะเขารู้ดีว่าชายคนนี้ไวยิ่งกว่าพญาวานร
ศิลาถอนหายใจก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ถ้าคุณอยากให้ยุติธรรมก็ลบระบบสัตว์อสูรพิทักษ์และสัตว์เลี้ยงออกไปเถอะ นั่นแหละถึงจะเรียกว่ายุติธรรม โลกนี้มันไม่มีอะไรยุติธรรมหรอกครับ คนรวยอยู่คอนโดหลังละสิบล้าน คนจน คนยาจก นอนกระท่อมนอนข้างถนน ไหนล่ะครับความยุติธรรม คุณกลับไปซะและอย่ามาอ้างอะไรอย่างความถูกต้องความยุติธรรมกับผมอีก สำหรับผมความยุติธรรมมันก็แค่สิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมันเป็นแค่นามธรรมจับต้องไม่ได้ และไอ้คนที่ให้นิยามความหมายคำว่ายุติธรรมเป็นใครผมก็ไม่รู้จักแล้วทำไมผมต้องไปผ่านกฎเกณฑ์ของมัน”
อึก!!......จีเอ็มหนุ่มสะอึก
พวกโมนามองหน้าศิลาปนทึ่งยอมซูฮก “ลึกซึ้ง” โมนาเปรยออกมา
โจโฉมองหน้าจีเอ็มก่อนจะพูดคุณ “คุณจีเอ็มเมื่อครู่คุณบอกว่าการที่คุณศิลาส่งสัตว์อสูรทำศึกชิงวิหารและตัวเองนั่งดูไม่ยุติธรรม หมายความว่าคุณต้องการให้คุณศิลาเข้าทำศึกชิงวิหารด้วยตัวเองพร้อมกับสัตว์อสูรพิทักษ์และภูติหรอครับ”
จีเอ็มหนุ่มวาสก้าหน้าซีดพลางคิดว่าเอาไงดีว่ะ....จะมาพูดใช้ฐานอำนาจในถานะของจีเอ็มขู่ซะหน่อย ไอ้เจ้าตัวก็ดันไม่กลัวแถมยังโดนสั่งสอนกลับอีก อยากจะรู้จริงๆใครหนุนหลังไอ้หมอนี่หรือเอ็งเป็นลูกเต้าเหล่าใคร
วาสก้าได้แต่คิดสบถอยู่ในใจ
ผู้เล่นระแวกนั้นหันมามองจีเอ็มหนุ่มเป็นตาเดียว สายตาประมาณว่าเอ็งรีบใสตูดไปเดี๋ยวนี้เลยน่ะ ห่านเอ๊ย...แค่สัตว์อสูรก็พินาศบรรลัยมากเกินพอและขืนถ้าตัวพ่อกับตัวแม่ลงไปจะขนาดไหน
เมื่อเห็นจีเอ็มเงียบโจโฉก็พูดขึ้นต่อ “การกระทำแบบนี้ของคุณวาสก้าที่เป็นจีเอ็มเข้าค่ายข่มเห่งระเมิดสิทธิ์ผู้เล่นนะครับพวกเราฟ้องได้นะ คุณเป็นจีเอ็มก็ควรทำหน้าที่จีเอ็มไม่ควรมาก้าวก่ายสิทธิ์ผู้เล่นซิครับ” โจโฉหรี่ตาจ้องวาสก้าก่อนจะพูดเสียงขรึม “หรือคุณหนุนหลังแอบช่วยผู้เล่นคนไหนอยู่เพื่อหวังผลประโยชน์ในหุ้นส่วน 50% ของบริษัทอัลไซส”
วาสก้าเหงื่อแตกพร้อมกับคิดในใจ ‘เอาวะวิธีสุดท้ายลองอ้างชื่อดู มันไม่มีใครไม่กลัวอิทธิพลมาเฟียหรอก’ เขายิ้มให้ศิลาก่อนจะพูดขึ้นเชิงขู่ “คุณศิลารู้ไหมครับว่าเจ้าของเกมนี้คือใคร”
“รู้ซิครับ” ศิลาตอบไม่ยีหร่ะ
“งั้นคุณก็คงรู้ซินะครับว่าจีเอ็มอย่างผมเป็นคนของตระกูลนั้น แล้วแบบนี้คุณจะพอทำตามคำขอของผมได้ไหมครับ” จีเอ็มหนุ่มพูดปนรอยยิ้มบนใบหน้ามั่นใจ
ศิลาเลิกคิ้วสูงสีหน้าตกใจ หวาดกลัว “โฮ่ว...คุณเป็นคนของตระกูลมาเฟีย อัลไซสหรอครับ” เขาหน้าตาตื่น
จีเอ็มพยักหน้า รอยยิ้มมั่นใจยิ่งขึ้น ‘Yes!..ฉันชนะ ไม่มีใครไม่กลัวมาเฟียเจ้าของเกมหรอก’ เขาดีใจลิงโลดในความคิดทว่าก็ต้องหน้าเหวอเมื่อศิลาตอบกลับมา
“ไป๋...ไป” เขาโบกมือเชิงไล่ “ผมพูดชัดเจนแล้ว ถ้าคุณยังดึงดันก็เอาหัวหน้าอะไรนั่นที่คุณบอกว่าคุยกับผม”
อ้า!!.....เหวอ... จีเอ็มและพวกโมนาเหวออ้าปากค้างก่อนที่จีเอ็มจะรุกออกไปพร้อมกับเรียกวินโดว์ขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน
ศิลาหันมามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ภาพที่เห็นตอนนี้คือซากไอเท็มหายไปทีล่ะชิ้นทีล่ะกองพร้อมกับผู้เล่นนอนตายซากผสมกับร่างของสัตว์อสูรเลือดสีแดงไหลนองทั่วพื้นสาดกระจายอาบย้อมวิหารเสียงระเบิดดังสนั่นแสงสีของมหาเวทมนต์วูบวาบไม่ขาดสายเหตุการณ์กลับพลิกผลันฝ่ายผู้เล่นกำลังถูกสัตว์อสูรที่อริสปล่อยออกมาไล่สังหารด้วยผลบุญจากการที่พวกซุนหงอคงไล่ฆ่าผู้เล่นเพื่อเก็บแต้มทำให้จำนวนผู้เล่นลดลงอย่างรวดเร็วเลยยากต่อการรับมือสัตว์อสูร
เดิมที่พวกผู้เล่นได้ตกลงกันไว้ว่าจะช่วยกันกำจัดสัตว์อสูรที่ระบบอริสปล่อยออกมาก่อนแล้วตีฝ่าเข้าห้องบอสจากนั้นค่อยสังหารกันเองเพื่อชิงสิทธิ์การฆ่าบอสทว่าทั้งหมดก็ต้องพังทลายลงเมื่อสี่มหาวายร้ายดันเข้าร่วมศึกชิงวิหารแถมยังฆ่าไม่เลือกเตียนเกลี้ยงหมดทั้งคนทั้งสัตว์อสูร
ศิลามองดูวิหารด้วยความครุ่นคิดก่อนจะพูดสั่งสัมพาทีทางกระแสวิญญาณ “สัมพาทีนายลองใช้เท้าเหยียบวิหารหรือลองใช้เวทมนต์ทำลายวิหารดูซิ”
“มีอะไรหรือครับนายท่าน” สัมพาทีถามกลับในขณะที่กำลังวิ่งไล่เหยียบบี้สัตว์อสูรและผู้เล่นด้วยขนาดเท้าที่ใหญ่ปานขุนเขา
“ฉันสงสัย วิหารนั่นโดนลูกหลงจากมหาเวทมนต์ไม่รู้เท่าไหร่ โดนลูกจากพวกนายก็เยอะ แต่มันยังไม่สะเทือน”
“ครับนายท่าน” สัมพาทีตอบกลับก่อนจะขยับปีกบินเกิดเป็นลมมหาพายุสองลูกวิ่งทั่วสนามรบผู้เล่นต่างร้องออกมาสุดเสียงบ่างก็ลอยหมุนราวกับอยู่ในเครื่องซักผ้า
สัมพาทีบินสูงเหนือยอดวิหารก่อนจะทิ้งดิ่งลงมาพร้อมกับขาขวายกสูงหมายจะตอกส้นใส่ยอดวิหารผ่าให้เป็นสองซีกเกิดเสียงดังครื่นๆจากมวลอากาศที่แหวกออกจากร่างของสัมพาทีเรียกความสนใจทุกสายตาวินาทีต่อมาเท้ามังกรสีแดงเลือดก็ตอกส้นลงยอดวิหารเกิดเสียงดังเปรี้ยงสนั่นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นผืนดินสั่นสะท้านวิปโยคพื้นหินยอดผาแตกร้าวยกตัวสูงจากแรงเท้าของสัมพาทีทว่าวิหารวาคิวเรียไม่สะเทือนสักนิด
“นายท่านไม่สะเทือนเลยครับ” สัมพาทีหรี่ตามองวิหารด้วยอาการฟุดฟัดขัดใจก่อนที่จะบินขึ้นสูงและทิ้งดิ่งเอาหัวลงโขกอีกครั้งเกิดเสียงเปรี้ยงสนั่นขึ้นอีกครั้งพร้อมสัมพาทีหงายท้องตึงเห็นลูกไก่วิ่งวนบนหัว
ศิลาเอามือกุมขมับ อนาถใจกับฉากหมดสภาพมังกรผู้องอาจของตน
ฟ้าครามหันมามองศิลา “ดูเหมือนสัมพาทีจะยังไม่ส่างยาดองนะคะ”
“พี่ก็คิดแบบนั้นค่ะ”
สดายุร้อนรนบินลงจากฟ้าคืนร่างเป็นเด็กชายตัวป้อมวัยสามขวบวิ่งหลุนๆผ่าดงสนามรบเข้าหาสัมพาทีด้วยท่าทางร้อนรนตื่นตระหนกก่อนจะค่อยๆปีนร่างสัมพาทีขึ้นไปทั้งที่ในร่างคนสดายุก็มีปีก “ฉี...ฉี..” สดายุเขย่าดิงหนังปากมังกรเรียกสัมพาทีให้รุกมาแข่งต่อ “ฉี...ฉืน” สดายุเดือดกำหมัด เปรี้ยง....มือขวาโบกหน้าพี่ชายดังสนั่นเล่นเอาสัมพาทีคืนสติก่อนจะคืนร่างเป็นคนเรียกดาบออกมาพร้อมกับสดายุเรียกกริชออกมา
“บูรพานายคิดว่าไอ้เจ้ามังกรนั่นมันเอาโหม่งวิหารทำไม” พลัมถามด้วยสีหน้าสงสัย
“มันคงกินอะไรผิดสำแดงมามั้ง”
“ระวัง!!” บูรพาดึงร่างของพลัมหลบคลื่นพลังสีเขียวสดแหลมคม “สายลม!!!!....” เขาเน้นเสียงฟันกัดแน่น
สายลมเดินย่ามสามขุมสืบเท้าเข้าหาบูรพาพร้อมเอนร่างหลบคลื่นพลังนับไม่ถ้วนอย่างสบายค่อยๆเข้าหาบูรพามือซ้ายกระชับดาบสีเขียวสดในมือแน่นนัยน์ตาเย็นยะเยือกทั่วร่างแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาชัดเจนจนคนดูสามารถสัมผัสได้ “เขาเคยลือกันว่าครั้งหนึ่งคุณเคยดวลเดี่ยวอย่างสูสีกับจอมมาร ถ้าหากผมชนะคุณได้แบบขาดลอยก็เท่ากับว่าผมเหนือกว่าจอมมาร เพราะขนาดคนที่สูสีกับจอมมารอย่างคุณยังเทียบผมไม่ติด”
บูรพาเดือดจัดฟันกัดแน่นถึงแน่นที่สุดจนใบหน้าสั่นสะท้านมือขวากำดาบแน่นจนเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากมือขวา
“น้องฟ้า” ศิลาเรียกหวานใจเสียงขรึม
“ค่ะพี่” เจ้าหล่อนตอบรับสีหน้าสงสัย
“รอพี่อยู่ตรงนี้สองนาทีนะ” เขาบอกก่อนรุกเดินออกจากที่นั่ง
“ค่ะ...” ฟ้าครามมองหลังศิลาด้วยสีหน้าขมวดคิ้วทว่าพวกโมนาและคนบนอัฒจันทร์กำลังอ้าปากเหวอใจเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นเพราะทางที่ศิลาเดินไปนั้นคือทางลงอัฒจันทร์เพื่อเข้าร่วมสงคราม
ในขณะที่ชายหนุ่มใบหน้าคมนัยน์ตาสุขุมเย็นยะเยือกกำลังเดินลงตามบันไดสเป็คตราโดรนการถ่ายทอดสดก็บินมาจับภาพของเขาให้ผู้ชมได้เห็นใบหน้าและแววตาของศิลาในระยะซูมมมม...ในจอภาพปรากฎใบหน้าหล่อคมเรียบนิ่งแฝงความโฉดชั่วถึงตัวตนเจ้าเลห์ลึกล้ำพร้อมกับเขากำลังบริกรรมคาถา
“มะ...มาแล้วค่ะ” จีเอ็มสาวตะโกนออกท่าทาง “ในที่สุดอดีตผู้เล่นอันดับหนึ่งบัลลังก์มารสูงสุดก็เข้าร่วมศึกชิงวิหารแล้ว”
“โอกาสที่จะได้เห็นเขาใช้สกิล ความสามารถออกมาไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ เพราะฉะนั้นอย่างกระพริบตาเชียวนะครับ” จีเอ็มหนุ่มวิ๊งแซ่บเสริม
วูบ!..ศิลาพุ่งตัวผ่านบาเรียวินาทีต่อมาเขาก็หายจากทุกสายที่จับจ้องทิ้งไว้เพียงอากาศธาตุและความว่างเปล่าไม่กี่วินาทีต่อมาทั้งหมดบนอัฒจันทร์หรือแม้กระทั่งในสนามรบต่างเงยหน้าแหงนมองขึ้นฟ้าปรากฎวงเวทมนต์สีทองอักขระเวทมนต์สีดำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยี่สิบกิโลเมตรลอยเด่นสง่ากลางท้องฟ้าปกคลุมทั่วพื้นที่
“ชิป!!
“บรรลัย!!...
“งามไส้” ผู้เล่นต่างอุทานออกมาเพราะพวกเขารู้ดีว่าไอ้วงเวทมนต์ขนาดมหึมาที่พวกเขาเห็นมันมีอนุภาพแรงขนาดไหน
ฟ้าครามเบิกตาตลึงดูหลอดค่าพลังวิญญาณ(มานา)ของศิลาพบว่าพี่ศิของเธอดึงมานาออกไปใช้ในการโจมตีนี้ทั้งหมดทำให้เจ้าหล่อนรีบพุ่งมาบังหน้าพวกโมนา
สายลมหันมองศิลาบนฟ้าสูง “อย่าฝันไอ้สวะ หากมีฉันคนนี้อยู่แก่อย่าฝัน!...” เขาพุ่งร่างเข้าหาศิลาสุดตัว
ศิลามองสายลมพร้อมกับยิ้มออกมา “ขอโทษที ผมไม่เคยฝัน แต่ผมใฝ่และแสวงหา อนันตกาลแห่งสูญ”
วูบบบบ.... แสงสีทองสว่างจ้าแสบตาจนทุกคนต่างหลับตาให้กับแสงนั้นไม่มีเสียงสำเนียงใดเอื่อนเอ่ยออกมาวินาทีต่อมาภาพถ่ายทอดสดถูกตัดเพราะสเป็คตราโดรนถูกลบทิ้ง
โมนา นีวา ชางหลง โจโฉ แฮฮูตุ้น อ้วนเสี้ยว เล่าปี่ ขงเบ้ง กวนอู ทั้งหมดลืมตามองสนามรบศึกชิงวิหารตางเบิกตาตลึงเหงือแตกพลัก วิหาร ผู้เล่น กองไอเท็ม อัฒจันทร์ บาเรีย อันตทานหายหมดในพริบตาเห็นแค่เพียงสัตว์อสูรของศิลาเท่านั้นพร้อมกับบนฟ้าคือศิลาที่กำลังยกขวดยาฟื้นพลังมานาขึ้นมาดื่มหลายสิบขวดและก็ดื่มอีกหลายสิบขวดและก็ดื่มอีกหลายสิบขวดราวกับเขาต้องการฟื้นพลังมานาให้มากที่สุดเพื่อรออะไรบางอย่างเช่นเดียวกันกับสัตว์อสูรของศิลาที่ทุกคนกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่เว้นแม้แต่ฟ้าคราม
จากนั้นไม่นานท่ามกลางลานกว้างเงียบสงบได้ยินเสียงสายลมก็มีเสียงหนึ่งที่หนักทุ้มดังขึ้น “บังอาจ บังอาจ บังอาจจจ!....” เสียงนั้นตวาดด้วยความเกรี้ยวกราด “ผู้ใดบังอาจลบหลู่ข้า ผู้ใดบังอาจสร้างตัวพิลึกเช่นข้าออกมา ขอเจ้าจงตอบมามนุษย์!!”
ทามกลางลานกว้างเบื้องหน้าของพวกหงอคงปรากฎร่างนักรบทั่วตัวเป็นเกราะสีทองคลุมปกปิดใบหน้าหมวกที่ครอบใบหน้าเป็นรูปหน้ามังกรด้านหลังมีปีกสี่แฉกทว่าปีกนั้นกลับดูราวอัญมณีแผ่สยาย ด้านข้างเห็นทหารหินผาสีน้ำเงินใบหน้าคล้ายมังกรแต่ก็คล้ายยักษ์เงินร่างสูงสี่เมตรใหญ่สองเมตรมือขวาถือฆ้อนสีทอง
“นักรบปีกเทพสวรรค์ราห์ ขั้นตำนาน ระดับ 300 ทำการจุติ”
“นักรบมายาทหารสวรรค์ โอเบลิส ขั้นตำนาน ระดับ 300 ทำการจุติ”
ศิลาหลับตาถอนหายใจ “เฮออ” เขาระบายลมหายใจยาวเหยียด “ไม่ทันหรอเนี่ย”
ราห์เงยหน้ามองศิลา
ฟุ้บ!... เปรี้ยง เสี้ยววินาทีร่างของศิลาพุ่งตกกระแทกพื้นดังสนั่นสั่นสะเทือนพร้อมกับปรากร่างของนักรบปีกเทพสวรรค์ราห์ขึ้นมาในอากาศแทนที่ศิลา
ราห์ท่าทางสงสัยเหตุใดมนุษย์โดนบาทาของเขาแล้วยังรอด ซ้ำยังรุกขึ้นมายืนบิดเอียงคอคล้ายเคล็ดขัดยอกหน้าตาเฉย
ศิลาฉีกยิ้มออกมา มองร่างกายของตนที่ตอนนี้กำลังสั่นสะท้านกระเฮี้ยนกระหือกระหายการต่อสู้การหลังเลือดจนเนื้อเต้น
ที่จริงเขาก็สองจิตสองใจ อีกใจเขาก็อยากลองงัดกับเทพอสูรขั้นตำนานดูสักครั้งแต่อีกใจเขาก็ยังไม่อยากเพราะเขาต้องไปศึกชิงวิหารอาคาทาส
โอเบลิสมองศิลาด้วยท่าทางขมวดคิ้วก่อนจะฉีกยิ้ม “เจ้าน่าสนใจดีมนุษย์ เราจะเว้นชีวิตเจ้า แต่เราก็มิอาจมองข้ามการกระทำนี้ของพวกเจ้าได้ที่บังอาจสร้างสิ่งเรียนแบบพวกเรา เพราะงั้นข้าจะให้พวกเจ้าตายอย่างมีเกียรติด้วยการทำฮาราคีรีคว้านท้องพวกเจ้าเองซะ”
เจี๊ยกกก!!....หงอคงควงกระบอกชี้หน้าทหารยักษ์ “อย่าได้ใจให้มากไอ้แมงกินฟัน ไอ้เจ้าหินปูน เดี๋ยวข้าจะเอากระบองทองแคะแมงให้เจ้าเอง”
โมนาหันมาสะกิดนีวาสีหน้าประมาณว่าโกยเถอะโยมอยู่ไม่ได้แล้ว