‘ ที่แท้ก็เป็นงรองผู้นำสถาบันนี่เอง!! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงกล้าที่จะทำเช่นนี้อย่างโจ่งแจ้ง…งั้นหมายความว่ามันเป็นการแย่งชิงอำนาจสินะ!! ’
อย่างที่หวังเฟยหลงเข้าใจ มันคือการเมือง การแย่งชิงอำนาจภายในสถาบันแห่งนี้ และเป็นเรื่องปกติที่จะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเพื่อแย่งชิงอำนาจ หวังเฟยหลงละความสนใจจากเย่ฟาน และหันมาสนใจศิษย์ที่พูดคุยกับเขา เขาก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อย เพราะศิษย์คนนี้คือ ฉู่เฟิน พี่ใหญ่ของพี่น้องตระกูลฉู่ เขาอยู่ระดับหลอมรวมระยะกลางแล้ว ถือว่าเป็นความเร็วที่น่าทึ่งมากเมื่อเทียบกับอายุ เพราะเขาอายุมากกว่าหวังเฟยหลงเพียงแค่ 2ปีเท่านั้น
“ ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ข้าคิดว่าข้ายังไม่ได้ทำอันใดเลย!?? ”
“ งั้นรึ? แต่ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน เจ้าเพิ่งจะเข้าเป็นศิษย์ในสินะ!? ”
“ ขอรับ ข้าหวังเฟยหลง!! ”
“ อ่า!! เป็นเจ้านี่เอง!! ข้าฉู่เฟิน ขอบคุณเจ้ามากที่ดูแลน้องทั้งสองของข้า!! ”
“ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด!! ”
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็คุยกันอยู่พักใหญ่ หวังเฟยหลงรู้สึกว่าชายผู้นี้สามารถคบหาเป็นสหายได้ ดูแล้วเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อตรง แถมยังเป็นห่วงหวังเฟยหลงที่ตอนแรกก็ไม่ได้รู้จักกันอีก
เมื่อคุยกันได้สักพัก ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปตามทางของตน หวังเฟยหลงเดินทางไปหอตำรา ในระหว่างที่กำลังเดินไปหอตำรา ข่าวเรื่องที่หวังเฟยหลงถูกรองผู้นำ เย่ฟาน กดดันก็แพร่ไปทั่วทั้งสถาบัน สร้างความสับสนและประหลาดใจให้แก่ศิษย์คนอื่นๆอย่างมาก พวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าหวังเฟยหลงคือใคร จะมีก็แค่ส่วนน้อยเท่านั้นว่าหวังเฟยหลงคือศิษย์ของผู้นำลู่หยาง
ในตอนที่หวังเฟยหลงเดินไปถึงหน้าหอตำราก็ได้มีศิษย์กลุ่มหนึ่งเดินทางมาหาหวังเฟยหลง คนที่นำหน้ามามีสีหน้าเป็นห่วงอย่างชัดเจน คนนั้นไม่ใช่ใครคชอื่น เขาคือ ต้นหลิงเทียน ศิษย์สายตรงของชิงเหมา
“ หวังเฟยหลง เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง ข้าได้ยินว่าเจ้าถูกรองผู้นำกดดัน!! ”
“ ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็นห่วง แต่ข้าสบายดี ถึงตอนแรกจะตกใจแต่ก็ไม่เป็นไรแล้ว ดีที่เขาไม่ได้คิดจะทำอะไรข้าในที่โจ่งแจ้งเช่นนั้น!! ”
“ อืม!! ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในสถาบัน เจ้าจะไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเจ้าออกจากสถาบันไปทำภารกิจ เมื่อเจ้าจะจะมีอันตรายแน่ๆ พวกเขาคงไม่ปล่อยให้เจ้าได้เติบโตมากนักหรอก!! ”
“ ขอรับ!! แต่ท่านก็รู้ว่าข้าจะเอาแต่อยู่ในสถาบันไม่ได้!! ”
“ ก็จริงของเจ้า เช่นนั้นเจ้าต้องจับกลุ่มกันออกไปทำภารกิจ อย่างน้อยก็ดีกว่าเจ้าอยู่คนเดียว ”
“ ขอบคุณศิษย์พี่ที่แนะนำ!! ”
“ เรื่องเล็กน้อย คืนนี้มาหาข้า ข้าจะบอกเองว่าใครเป็นศิษย์ของใครแล้วเจ้าควรระวังตัวจากใครบ้าง…เจ้าจะได้รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรกับใคร!! ”
“ ขอรับ!! ”
เมื่อคุยกันเสร็จ ทั้งสองฝ่ายก็แยกย้ายกันไป หวังเฟยหลงเดินเข้าไปในหอตำรา วันนี้เป้าหมายของเขาคือการหาสกิลที่จะช่วยให้เขารอดชีวิตเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด หอตำรามีทั้งหมด สองชั้น ชั้นแรกสำหรับศิษย์ในทุกคน ชั้นที่สองจะเป็นสำหรับศิษย์สายตรงและเหล่าผู้อาวุโสต่างๆ พวกเขาสามารถยืมเพื่อฝึกฝนได้
ที่ชั้นหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยศิษย์ในมากมายที่กำลังหาตำราวรยุทธ์ที่ดีเพื่อใช้ในการฝึกฝนและเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง บางคนมีแต้มไม่พอที่จะยืมหรือซื้อตำราวรยุทธ์นั้นๆ พวกเขาแก้ปัญหาด้วยการหามุมอ่านตำราภายในหอตำราเลย แน่นอนว่าเหล่าผู้อาวุโสรู้เรื่องนี้แต่พวกเขาเลือกที่จะปล่อยไปเพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้
หวังเฟยหลงใช้เวลาในการเดินดูตำราคร่าวๆภายในชั้นแรกทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง เขาก็ยังไม่เจอทักษะที่น่าสนใจ โดยส่วนมากแล้วพวกมันจะเป็นทักษะที่ไว้ใช้ในการต่อสู้ ซึ่งสิ่งที่หวังเฟยหลงมีอยู่นั้นดีกว่าของที่อยู่ภายในหอตำรากว่ามาก เขาจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องไปสนใจตำราพวกนั้น
‘ หวังว่าจะมีอะไรที่ดีพอที่จะเรียนรู้อยู่นะ!! ’
ต่อด้วยชั้นที่สอง หวังเฟยหลงเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง แต่ก็ถูกหยุดไว้ด้วยทหารยามที่เฝ้าอยู่ ทันใดนั้นเองเขาก็ยื่นป้ายประจำตัวที่ไว้บ่งบอกว่าเขาเป็นศิษย์สายตรงของลู่หยางออกมา ทหารที่เห็นเช่นนั้นก็โค้งคำนับเล็กน้อยก่อนที่จะปล่อยให้หวังเฟยหลงเดินขึ้นไป
เหตุผลที่พวกเขาปฏิบัติกับหวังเฟยหลงดีเช่นนี้ก็เพราะว่าศิษย์สายตรงของผู้นำในวันนี้ก็คือผู้นำในวันข้างหน้า หากไม่ใช่หวังเฟยหลงที่จะเป็นผู้นำเป็นคนต่อไปแล้วใครจะเป็น ขอแค่ไม่เกิดเรื่องผิดแปลกขึ้น อย่างไรหวังเฟยหลงก็ได้เป็นผู้นำสถาบันแน่นอน
หวังเฟยหลงเดินขึ้นไปที่ชั้นสองก็พบว่าคนน้อยกว่าชั้นหนึ่งมาก ก็ไม่แปลกเพราะมีแต่ศิษย์สายตรง ถึงแม้ว่าผู้อาวุโสหนึ่งคนจะสามารถรับศิษย์สายตรงได้มากกว่าหนึ่งคนก็ตาม หวังเฟยหลงค่อยๆเดินหาตำราวรยุทธ์ที่เขาสามารถเอาไว้เป็นตัวช่วยชีวิตได้ แต่เขาก็ยังหาไม่พบ แต่จะใช้เวลาหากว่า 2 ชั่วโมงที่ชั้นสอง ทำให้หวังเฟยหลงถอดหายใจอย่างช่วยไม่ได้
“ ถึงมันจะมีแต่มันก็ไม่ได้น่าสนใจเลย…จริงสิ ตรงนั้น!! เผื่อจะมีอะไรลองไปดูหน่อยแล้วกัน ”
โดยปกติ หอตำราแต่ละโซนจะถูกแบ่งย่อยออกไปตามหมวดหมู่เพื่อให้เหล่าศิษย์สามารถตามหาพวกมันได้ไม่ยากเกินไป และโซนที่หวังเฟยหลงยังไม่ได้ลองหาาคือ โซนที่ไม่ใช่วรยุทธ์การต่อสู้ เขาเดินไป โดยส่วนมากภายในโซนนี้คือตำราบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงยุคสมัยต่างๆ หวังเฟยหลงเปิดอ่านคร่าวๆก็พบว่ามันน่าสนใจที่จะได้ศึกษาเกี่ยวกับโลกนี้ แต่ตอนนี้เขายังไม่มีเวลาศึกษา หวังเฟยหลงวางลงและเปลี่ยนเล่มไปเรื่อยๆ
ผ่านไปสักพักใหญ่ หวังเฟยหลงก็ไปสะดุดตาตำราเล่มหนึ่งที่มันดูเก่ามาก เก่าอย่างผิดปกติ หวังเฟยหลงหยิบมันขึ้นมา ที่หน้าปกมันเขียนว่าบันทึกของช่างตีเหล็ก หวังเฟยหลงรู้สึกว่าเขาอาจจะโชคดี เขาค่อยๆเปิดอ่านอย่างช้าๆ เขาอ่านคร่าวๆพบว่ามันคือ บักทึกของช่างตีเหล็กจริงๆ มันคือบันทึกที่ช่างตีเหล็กคนหนึ่งเป็นคนเขียนขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตีเหล็ก หรือเขาสร้างอะไรบ้าง หรือเขาทำอะไรบ้างในวันหนึ่ง มันเหมือนไดอารี่เสียมากกว่า
[ ท่านได้อ่าน บันทึกของช่างตีเหล็ก ซางหยวน ]
[ ท่านต้องการเรียนรู้ประสบการณ์การตีเหล็กของ ช่างตีเหล็กซางหยวน หรือไม่!? ]
เพราะมันเป็นการเขียนที่น่าสนใจ หวังเฟยหลงจึงเผลออ่านคร่าวๆจนจบเล่ม และทันใดนั้นเองเสียงข้อความ ติ่ง!! ก็ดังขึ้นพร้อมกับปรากฏกล่องข้อความสองกล่อง หวังเฟยหลงตาลุกวาวเป็นประกายทันที เขาไม่รู้ว่ามันเป็นทักษะหรือประสบการณ์แบบไหนแล้วดีหรือไม่ แต่การเรียนรู้ไว้ก็ไม่เสียหาย หวังเฟยหลงตกลงทันที
ทันใดนั้นเองก็ได้มีทั้งความรู้มากมายเข้ามาภายในหัวอย่างต่อเนื่อง ต่อจากความรู้เหล่านั้นก็เป็นภาพของช่างตีเหล็กคนหนึ่งที่กำลังตีเหล็กอยู่ ภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หวังเฟยหลงที่กำลังมองช่างตีเหล็กคนนั้นอยู่ก็จดจ่อไปที่การกระทำทุกอย่างของช่างตีเหล็กคนนั้น เขาพยายามเก็บรายละเอียดทั้งหมดที่เขาจะสามารถทำได้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว แต่ในที่สุดภาพของช่างตีเหล็กที่กำลังตีเหล็กตั้งแต่ฝึกฝนจนไปถึงการสร้างอาวุธที่ทรงพลังก็สิ้นสุดลง และมันก็กลายเป็นความทรงจำของหวังเฟยหลง หวังเฟยหลงกุมขมับที่หัวเล็กน้อย เนื่องจากสมองของเขารับข้อมูลมากเกินไปทำให้รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
“ ว้าว!! มีอะไรแบบนี้ด้วยหรอ มันไม่โกงไปหรอ แค่อ่านไดอารี่เองนะ ก็สามารถมีประสบการณ์ของช่างตีเหล็กที่เก่งคนหนึ่งได้เลย ”
[ ท่านได้รับ คลาส ช่างตีเหล็ก ]
[ ท่านได้รับสกิล ทักษะการตีเหล็กของซางหยวน ]
ก่อนที่หวังเฟยกลงจะทันได้ดีใจอย่างมีความสุขก็ได้มีข้อความปรากฏขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่เขาสงสัยและรอคอยมาอย่างยาวนาน นั่นคือ คลาส เพราะไม่ว่าเขาจะฝึกฝนหรือเรียนรู้การต่อสู้มากเท่าไรก็ไม่ได้รับคลาส แต่ตอนนี้เขาได้รับคลาส ช่างตีเหล็ก หมายความว่าคลาสนั้นคือสายอาชีพ ที่ไม่ใช่การต่อสู้
“ ตอนนี้จะยังดีใจมากไม่ได้ ตอนนี้ต้องรอดูไปก่อนว่าจะบนโลกนี้มีคลาสอะไรบ้าง ”
[ เปิดใช้งาน ฟังก์ชั่น คราฟ ]
ติ่ง!! ไม่จบแค่นั้น ยังมีข้าความปรากฏอีกครั้ง และมันทำให้หวังเฟยหลงรู้สึกประหลาดใจ ตอนนี้มันเหมือนกับเกม MMORPG เต็มที่แล้ว ภายในเกมการคราฟอาวุธนั้นย่อมดีกว่าการซื้ออาวุธหรือดรอปอาวุธจากมอนเตอร์ เพราะกว่าจะคราฟอาวุธได้จำเป็นต้องหาวัตถุดิบต่างๆมากมายมันทั้งใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก ดังนั้นหมายความว่าหลังจากนี้หวังเฟยหลงจะต้องเริ่มการรวบรวมวัตถุดิบต่างๆเพื่อใช้ในการคราฟอาวุธแล้ว
“ ให้มันได้อย่างนี้สิ หลังจากนี้ข้าจะไม่ขาดแคลนอาวุธที่ยอดเยี่ยมอีก แถมไม่ต้องคอยซื้ออาวุธในร้านค้าด้วย!! ”
ไม่รอช้า หวังเฟยหลงเปิดชังก์ชั่นคราฟ ด้วยความตื่นเต่น เมื่อเปิดขึ้นมาเขาก็ภพว่ามันมีเมนูในการคราฟให้เลือกมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับการตีเหล็ก หมายความว่ามันขึ้นอยู่กับคลาสที่ได้รับนั่นเอง หวังเฟยหลงยิ้ม และเลื่อนูรายการทั้งหมดที่สามารถคราฟได้
“ ก็แน่ละสิ!! ในตอนเริ่มต้นใครจะสามารถคราฟอาวุธระดับสูงๆได้กัน มันก็ต้องเริ่มจากระดับธรรมดาก่อนสิ ”
เมื่อเลื่อนดูจนหมดรอยยิ้มดีใจหวังเฟยหลงก็หายไป และตัดพ้ออกมาด้วยความน้อยใจ เพราะสิ่งที่เขาสามารถคราฟได้ตอนนี้คือ อาวุธและอุปกรณ์ระดับธรรมดาที่สามารถหาซื้อได้จากร้านค้า หรือแม้แต่ให้ช่างตีเหล็กในโลกนี้สร้างก็สามารถสร้างได้ แต่ที่ต่างออกไปคือ ค่าสเตตัสของอุปกรณ์ที่ถูกคราฟออกมา เมื่อเทียบในระดับที่เท่ากันแล้ว อาวุธที่หวังเฟยหลงคราฟนั้นจะดีกว่าอาวุธที่เซียงหลานสร้างขึ้นมาเล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น
“ หมายความว่าเทคนิคการตีเหล็กของเซียงหลานนั้น ดีเกือบจะพอๆกับของระบบเลยสินะ!? ”
ต่อมาหวังเฟยหลงปิดฟังก์ชั่นคราฟและเปิดหน้าต่างสเตตัสขึ้นมาเพื่อดูข้อมูลของตัวเองว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง สิ่งที่เขาพบว่าเปลี่ยนแปลงคือ ช่อง คลาส ตอนนี้มีคำว่า ช่างตีเหล็ก ต่อท้ายแล้ว และช่างตีเหล็กมันก็มีระดับจริงๆด้วย เพราะในหน้าต่างของหวังเฟยหลงมันมีคำว่า ระดับฝึกหัด ต่อจากคลาส ช่างตีเหล็ก
จากนั้นหวังเฟยหลงก็สนใจไปที่สกิลที่เขาได้รับมา [ ทักษะการตีเหล็กของซางหยวน ] มันเป็นสกิล Passive ที่ทำให้หวังเฟยหลงตีเหล็กเป็น รวมไปถึงประสบการณ์และความรู้ต่างๆที่ได้รับมาจากช่างตีเหล็ก ซางหยวน ด้วย หวังเฟยหลงรู้สึกว่าตอนนี้ต่อให้เขาไม่ใช่ระบบคราฟเขาก็สามารถตีสร้างอาวุธออกมาได้ ส่วนจะสร้างอาวุธระดับสูงได้ไหมนั้น หวังเฟยหลงยังไม่แน่ใจ
“ คงต้องรอดูต่อไปว่าจะเพิ่มระดับอย่างไร แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง!? ”
เมื่อตรวจสอบทุกอย่างแล้ว หวังเฟยหลงยังไม่ลืมเป้าหมายเดิมของเขา เขาวางบันทึกช่างตีเหล็กกลับไปที่เดิม จากนั้นเขาก็เริ่มค้นหาต่อ แล้ว เขาก็ไปสะดุดตาเข้าตำราเล่มหนึ่ง แม้มันจะไม่ได้เก่า แต่มันเล่มใหญ่และหนามาก ประมาณ 4 เท่าของบันทึกช่างตีเหล็กได้เลย ความใหญ่ของมันก็ราวๆกับสมุดภาพของเด็กที่เล่มใหญ่มากๆเล่มหนึ่ง หวังเฟยหลงหยิบออกมาด้วยความสนใจ
ที่หน้าปกของมันเขียนเอาไว้ว่า บันทึกจอมโอสถ หวังเฟยหลงขมวดคิ้ว จากนั้นก็เริ่มคาดหวังในใจว่ามันจะเหมือนกับ บันทึกของช่างตีเหล็ก เขาก็ได้เริ่มเปิดอ่านข้างในบันทึกด้วยท่าทีตื่นเต้นทันที
หลังจากเปิดอ่านแล้วหวังเฟยหลงก็พบว่าภายในเป็นเนยื้อหาที่น่าเบื่อมากๆ เพราะข้างในมันเขียนรายชื่อสมุนไพรต่างๆโดยมีรายละเอียดของสมุนไพรนั้นๆว่ามันใช้ทำอะไร พบแถวไหน แล้วยังมีสูตรโอสถต่างๆที่อยู่ภายในด้วย ต้องบอกว่ามันเป็นตำราที่เต็มไปด้วยความรู้มากมาย
“ ถึงมันจะน่าเบื่อแต่มันก็เป็นตำราที่ดี แล้วเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี้ ”
หวังเฟยหลงสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะตามที่เขาอ่านมา เมื่อมีการการเขียนสูตรว่าใส่อะไรบ้างในสูตรโอสถนั้นๆ แต่ทำไมมันเป็นตำราที่เหล่าศิษย์สายตรงและผู้อาวุโสสามารถอ่านและยืมได้ มันควรจะต้องมีนักหลอมโอสถเป็นเจ้าของและคอยเก็บไว้เป็นความหลับ ถ่ายให้ให้เฉพาะศิษย์สิ
“ เช่นนี้ไม่ใช่ว่าสถาบันมีนักหลอมโอสถมากมายเลยหรือ?? ”
แม้ว่าหวังเฟยหลงจะยังคงสงสัย แต่เขาก็ยังคงอ่านตำราต่อไป เนื่องจากทั้งเนื้อหาที่เยอะมาก รวมถึงความน่าเบื่อของมัน ทำให้หวังเฟยหลงใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงในการอ่านกว่าจะจบ
เหตุผลที่หวังเฟยหลงยังอ่านมันจนจบแม้ว่ามันจะเยอะและน่าเบื่อขนาดไหนก็ตาม หวังเฟยหลงเขาคาดหวังว่ามันจะเป็นเหมือนกับบันทึกของช่างตีเหล็กที่เขาจะสามารถได้รับคลาสนักหลอมโอสถและสกิลเกี่ยวกับการหลอมโอสถ