จักรพรรดิคนที่ 11

    บทที่ 43: รอยแยกแห่งความมืด

            ความรู้ที่ได้รับจาก 'เมืองใต้ดินแห่งคำสาป' และ 'หอคอยแห่งความทรงจำที่แตกสลาย' เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องนำทางหลี่ชิงผ่านความมืดมิดแห่งปริศนาเกี่ยวกับคลาส [ดาบ] ของเขา และต้นตอของ 'เงาแห่งหายนะ' เขารู้สึกได้ถึงเส้นใยบางๆ ที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน เกท มอนสเตอร์ และ พลังงานมืด  ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของผืนผ้าแห่งชะตากรรมที่ถูกถักทอมาตั้งแต่ยุคโบราณ ความเข้าใจนี้ยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นให้เขาในการค้นหาความจริง และเตรียมพร้อมสำหรับภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าที่กำลังคืบคลานเข้ามา

            หลี่ชิงไม่ได้พึ่งพาเพียงบันทึกโบราณที่คลุมเครือเท่านั้น เขาผสานข้อมูลที่ได้มาเข้ากับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดปกติของมอนสเตอร์ในพื้นที่ห่างไกล การปรากฏตัวของมอนสเตอร์ ในบริเวณที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือการเปลี่ยนแปลงของพลังงานในดันเจี้ยนเก่าๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่เป็นร่องรอยที่ 'เงาแห่งหายนะ' ทิ้งไว้ขณะที่พวกมันดำเนินแผนการอันชั่วร้าย

            การแกะรอยเบาะแสที่กระจัดกระจายเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องใช้ความอดทน ไหวพริบ และทักษะการลอบเร้นระดับสูงที่เขาฝึกฝนมาอย่างหนัก 'เงาแห่งหายนะ' ไม่ได้ทิ้งรอยเท้าไว้ให้ใครตามได้ง่ายๆ พวกมันปกปิดร่องรอยด้วยพลังงานมืดที่สามารถลบล้างหลักฐานทางกายภาพและรบกวนการตรวจจับทางพลังงานได้ แต่หลี่ชิงอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพลังงานรูปแบบต่างๆ ที่เขาได้สัมผัสมา และการฝึกฝนที่ละเอียดอ่อนในการอ่านกระแสพลังงานที่บิดเบี้ยวเพียงเล็กน้อย

            เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ เดินทางผ่านภูมิประเทศที่หลากหลายและยากลำบาก ทั้งป่าลึกที่เต็มไปด้วยอันตราย ภูเขาสูงเสียดฟ้าที่น้อยคนจะย่างกรายไปถึง และที่ราบกว้างใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่กลับซ่อนอันตรายไว้ภายใต้พื้นดิน เขาหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีผู้คนพลุกพล่าน และอาศัยทักษะการลอบเร้นของ [ดาบเงาลวงตา] เพื่อพรางตัวไปกับสภาพแวดล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ

            ในที่สุด หลังจากการค้นหาที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อย เบาะแสก็พาเขามายังสถานที่ที่รู้สึกได้ถึงพลังงานที่มืดมิดและกดดันที่สุด นั่นคือ 'หุบเขาแห่งความเงียบงัน' ตั้งอยู่ในเขตแดนที่อยู่ห่างไกลจากอารยธรรม หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกสีดำหนาทึบตลอดเวลา หมอกนั้นไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เป็นพลังงานมืดที่เข้มข้นจนบดบังทัศนวิสัยและทำให้ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสบิดเบี้ยว ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ แม้แต่เสียงของลมก็ยังเงียบหายไปในหมอกดำนั้น ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

            หลี่ชิงก้าวเข้าไปในหุบเขาอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเขาไร้เสียง ร่างกายของเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกดำที่บิดเบี้ยว ทำให้มองเห็นได้ยากขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'เงาแห่งหายนะ' ที่เข้มข้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับพลังงานที่เขาเคยเผชิญหน้ากับ 'อาซาเซล' แต่ทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว มันเป็นกลิ่นที่น่ารังเกียจ คล้ายกับกลิ่นของซากศพที่เน่าเปื่อยผสมกับโอโซนที่ถูกเผาไหม้

            ลึกเข้าไปในหุบเขา ความมืดมิดยิ่งเข้มข้นขึ้น และพลังงานกดดันก็รุนแรงจนน่าอึดอัด ราวกับว่าอากาศกำลังถูกบดขยี้ ท่ามกลางหมอกสีดำ เขาเห็นแสงสีดำอมม่วงที่กำลังเปล่งประกายจากใจกลางของหุบเขา เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น เขาก็พบกับ 'รอยแยกแห่งความว่างเปล่า' ขนาดใหญ่ที่กำลังหมุนวนอยู่เหนือพื้นดิน แผ่พลังงานที่น่าสะพรึงกลัวและดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดที่อยู่รอบๆ

            รอบๆ รอยแยกแห่งความว่างเปล่านั้น มีโครงสร้างหินรูปร่างประหลาดตั้งเรียงรายอยู่คล้ายกับแท่นบูชาโบราณ และที่นี่เองที่เขาพบกับกลุ่มผู้ปลุกพลังในชุดคลุมสีดำจำนวนมากกำลังทำพิธีกรรมบางอย่าง เสียงสวดที่น่าขนลุกดังแว่วมาท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขา เป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย แต่แฝงด้วยพลังงานมืดที่สามารถสั่นสะเทือนจิตใจได้

    หลี่ชิงลอบเข้าไปใกล้กลุ่มคนเหล่านั้นอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาใช้ [ดาบเงาลวงตา] พรางตัวให้กลมกลืนไปกับหมอกสีดำและเงาหินที่บิดเบี้ยว เขาสังเกตการณ์จากระยะไกล วิเคราะห์จำนวนศัตรูและระดับพลังของพวกมัน

            เขาเห็นผู้นำการทำพิธีกรรมสองคน ยืนอยู่เบื้องหน้า 'รอยแยกแห่งความว่างเปล่า' พลังงานที่แผ่ออกมาจากพวกเขานั้นรุนแรงเทียบเท่ากับ 'ลอร์ดเงา' ที่เขาเคยสังหารไปในเขตแดนแห่งความว่างเปล่า แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ฐานปฏิบัติการระดับทั่วไป แต่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของ 'เงาแห่งหายนะ' และมีลูกสมุน 'นักรบเงาชั้นยอด' จำนวนมาก เลเวล 80-85 ยืนเฝ้าระวังอยู่โดยรอบอย่างแน่นหนา

            หลี่ชิงตัดสินใจว่าเขาต้องหยุดยั้งพิธีกรรมนี้ก่อนที่มันจะสำเร็จ เขารู้สึกได้ว่าพลังงานจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่ากำลังถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และหากพิธีกรรมนี้สำเร็จ ผลที่ตามมาอาจจะร้ายแรงเกินกว่าที่โลกจะรับมือได้ เขาเปิดใช้งาน [เขตแดนแห่งดาบ] ทันทีที่เข้าสู่ระยะโจมตี พลังงานดาบสีเงินบริสุทธิ์ระเบิดออกมาจากร่างของเขา แผ่ขยายออกไปครอบคลุมบริเวณที่ทำพิธีกรรมทั้งหมด

    "ใคร!" หนึ่งในผู้นำตะโกนด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสได้ถึงการบิดเบี้ยวของพื้นที่และพลังงานที่ไม่คุ้นเคย เขาสังเกตเห็นการปรากฏตัวของหลี่ชิงที่ดูคล้ายเงา

            หลี่ชิงไม่ตอบ เขาไม่เสียเวลาในการพูดจาไร้สาระ เขารวบรวมมานาไว้ที่ดาบ และใช้ [มหาคลื่นดาบพิฆาต] กวาดล้างนักรบเงาที่เข้ามารุมล้อมไปเกือบทั้งหมดในพริบตาเดียว คลื่นดาบสีเงินพุ่งทะยานไปข้างหน้า กวาดล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า การโจมตีที่ทรงพลังของเขาทำให้พวกมันสลายหายไปในพริบตาเดียว ราวกับกระดาษที่ถูกไฟไหม้ สร้างความโกลาหลอย่างหนักให้กับการทำพิธีกรรม

            ผู้นำทั้งสองคนคำรามด้วยความโกรธ พวกเขาหยุดพิธีกรรมชั่วคราวและหันมาเผชิญหน้ากับหลี่ชิง พวกเขาใช้พลังงานมืดสร้างบาเรียป้องกันรอบตัวที่แข็งแกร่ง และโจมตีหลี่ชิงด้วยเวทมนตร์เงาที่ร้ายกาจ ทั้งพลังงานคำสาปและเงาที่สามารถบิดเบี้ยวและโจมตีจากมุมอับได้ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและดุเดือด

            หลี่ชิงใช้ [ดาบเงาลวงตา] หลบหลีกการโจมตีที่รุนแรงและคาดเดายากของพวกมัน เขาเคลื่อนที่ไปมาราวกับวิญญาณ หลบหลีกเงาที่พุ่งเข้ามาและพลังงานคำสาปที่มองไม่เห็น พร้อมกับใช้ [ดาบตัดมิติ] โจมตีเข้าที่บาเรียพลังงานของพวกมันอย่างต่อเนื่อง

    ฉึ-------บ!

            บาเรียพลังงานสีดำอมม่วงของผู้นำคนหนึ่งถูก [ดาบตัดมิติ] ตัดผ่านไป ราวกับมันไม่มีตัวตน ผู้นำคนนั้นตกใจอย่างยิ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างภายใต้ฮู้ด แต่ก็ยังพยายามจะตอบโต้ด้วยการร่ายเวทมนตร์โจมตีระยะใกล้ หลี่ชิงไม่เปิดโอกาส เขาใช้ [เพลงดาบวายุ] โจมตีต่อเนื่องเข้าที่ร่างของมันอย่างรวดเร็ว ดาบของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงสีเงินที่พันรอบตัว ทำให้มันไม่สามารถต้านทานได้และล้มลง

    "บ้าจริง! ทำไมพลังของแกถึงได้... แตกต่างไปจากที่เรารู้จัก!" ผู้นำอีกคนอุทานด้วยความไม่เชื่อ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่หลี่ชิงใช้ ซึ่งเหนือกว่าพลังที่ฮันเตอร์ทั่วไปจะครอบครองได้

            หลี่ชิงไม่สนใจคำพูดของมัน เขารู้ว่าเขาต้องจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด เขาใช้ [จิตดาบราชันย์] กดดันผู้นำคนที่สอง ทำให้การเคลื่อนไหวของมันช้าลงอย่างเห็นได้ชัด การร่ายเวทมนตร์ของมันสะดุดลง ก่อนจะใช้ [ดาบตัดมิติ] อีกครั้ง สังหารมันลงในดาบเดียวอย่างเด็ดขาด

            เมื่อผู้นำทั้งสองคนถูกกำจัดลง พลังงานจาก 'รอยแยกแห่งความว่างเปล่า' ที่เคยถูกขยายก็เริ่มไม่เสถียรและหดตัวลงอย่างรวดเร็ว เสียงสวดมนต์ที่น่าขนลุกเงียบหายไป การทำพิธีกรรมถูกหยุดยั้งไว้ได้สำเร็จ หลี่ชิงมองไปยังรอยแยกที่หดตัวลงด้วยความโล่งใจเล็กน้อย

            หลี่ชิงใช้เวลาในการสำรวจบริเวณที่ทำพิธีกรรมอย่างละเอียด เขาพบสัญลักษณ์และบันทึกบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาโบราณที่เขาเคยเห็นใน 'เมืองใต้ดินแห่งคำสาป' บันทึกเหล่านั้นกล่าวถึงแผนการที่จะใช้พลังงานจากรอยแยกมิติทั่วโลก เพื่อเปิด 'ประตูแห่งความว่างเปล่า' ที่จะนำพา 'ผู้ทำลาย' จากอีกมิติหนึ่งมารุกรานโลก และดูเหมือนว่า 'อาซาเซล' จะเป็นผู้นำคนสำคัญในการรวบรวมพลังงานเหล่านี้

            บันทึกยังกล่าวถึงความจำเป็นในการใช้ 'แก่นพลังงานบริสุทธิ์' บางอย่างในการเปิดประตูนั้น และยังกล่าวถึง 'หัวใจของผู้ทำลาย' ที่เป็นแหล่งพลังงานสูงสุด บันทึกบางส่วนกล่าวถึงความพยายามที่จะควบคุมพลังงานจาก 'เมล็ดพันธุ์แห่งความว่างเปล่า' ซึ่งยิ่งทำให้หลี่ชิงมั่นใจว่า 'หินสีดำแดง' ที่เขาครอบครองอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแผนการของ 'เงาแห่งหายนะ'

            หลี่ชิงหอบหายใจเล็กน้อย ความเหนื่อยล้าเข้าปกคลุมร่างกาย แต่เขาก็ได้รับข้อมูลสำคัญมาแล้ว แผนการของ 'เงาแห่งหายนะ' นั้นยิ่งใหญ่และเป็นภัยคุกคามต่อโลกทั้งใบ มันไม่ใช่แค่การรุกรานของมอนสเตอร์ แต่เป็นการพยายามเปิดประตูสู่มิติอื่น นำมาซึ่ง 'ผู้ทำลาย' ที่น่าสะพรึงกลัว

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิคนที่ 11 ที่คุณอ่าน