รันพยักหน้าตอบ “แน่นอนว่าตลอด 97 ปีมานี้ผมได้อ่านหนังสือของเขาไปเกิน 80% แล้ว ที่เหลือเป็สิ่งที่ผมไม่ค่อยจะสนใจมันสักเท่าไร ความรู้ที่คุณสเตฟานถ่ายทอดผ่านหนังสือนั้นทั้งน่าสนใจและมีประโยชน์มาก บางครั้งผมก็รู้สึกสนุกไปกับมันเช่นกัน หากนั่นเป็สิ่งที่เขาหวังแล้วล่ะก็ มันก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว หากผมไม่มีความรู้ของเขาผมคงจะถอดใจไปนานแล้ว
เป็ไปไม่ได้ที่มนุษย์ธรรมดาๆอย่างผมจะสามารถกอบกู้โลกทั้งใบได้โดยไม่มีความรู้ดังกล่าว แต่เมื่อผมได้เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆของโลกนี้แล้ว โดยเฉพาะเวทมนตร์และศาสตร์แห่งการเล่นแร่แปรธาตุ มันก็ทำให้ผมมีความหวังสูงที่จะเอาชนะาและปิดรอยแยกมิติ ตราบใดที่แมลงเ่าั้ไม่สามารถเอาชนะพลังแห่งดวงอาทิตย์ได้ละก็นะ”
ได้ยินเช่นนั้นอาคาเซียก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง เธอยังคงกังวลเื่าภายนอกอยู่ตลอดเวลา คำพูดและความมั่นใจที่รันแสดงออกมานั้นช่วยปลอบประโลมความรู้สึกสิ้นหวังของเธอได้เป็อย่างดี แต่เธอยังคงสงสัยในคำพูดบางอย่างของเขา
“พลังแห่งดวงอาทิตย์? เป็คำพูดที่เรียบง่ายแต่กลับแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้งบางอย่าง แม้แต่ต้นไม้แห่งปัญญาเช่นข้าก็ไม่อาจเข้าใจความหมายแฝงที่เ้า้าจะสื่อมากนัก เ้าคงไม่ได้คิดที่จะเอาชนะแมลงเ่าั้ด้วยแสงอาทิตย์หรอกใช่ไหม? และนั่นทำให้ข้าคิดไม่ออกว่าเ้าจะใช้พลังแห่งดวงอาทิตย์แบบไหนในการเอาชนะแมลงเ่าั้ ข้าต้องขอเตือนเ้าไว้ก่อนว่า หากเ้าคิดที่จะใช้ความร้อนจัดการพวกมันอาจจะยากสักหน่อย เพราะเปลือกเกราะของแมลงเ่าั้สามารถทนความร้อนได้ 2000-3000 องศาเลยทีเดียว” อาคาเซียกล่าวเตือน
หลังจากคุยกันมาสักพักรันก็เริ่มไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าเลย เขาจึงเลิกทำมัน แล้วมาแอนหลังพิงเก้าอี้พูดคุยกับอาคาเซียอย่างสบายๆแทน
“จริงๆมันก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรหรอก เพียงแต่ความหมายของคำดังกล่าวอาจจะไม่เหมือนกันระหว่างสองโลก ในโลกใบเดิมของผม ดวงอาทิตย์ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ให้แสงสว่างในเวลากลางวันเพียงเท่านั้น มันยังหมายถึงดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่เป็จุดศูนย์กลางของดาราจักรอีกด้วย มนุษย์ในโลกของผมได้ค้นพบหลักการทำงานของดวงอาทิตย์ ว่าเหตุใดมันจึงสามารถปลดปล่อยแสงและความร้อนออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นได้เช่นนั้น
และคำตอบก็คือ การทำปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นที่อยู่ภายในแกนกลางของมันนั่นเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเนื่องจากมวลมหาศาลของมันที่มากกว่าโลกถึง 3.3 แสนเท่า จึงเกิดการบีบอัดตัวเองจนหลอมไฮโดรเจนให้เป็ฮีเลียม ในทุกๆ 1 วินาทีมวลสารของดวงอาทิตย์กว่า 4 ล้านตันจะถูกเปลี่ยนให้เป็พลังงาน จึงไม่แปลกที่ดวงอาทิตย์จะมีอุณหภมิสูงถึง 15 ล้านองศาเซลเซียสที่แกนกลางของมัน
เมื่ออธิบายมาถึงตรงนี้ คุณคงเดาได้แล้วใช่ไหมว่าพลังแห่งดวงอาทิตย์ที่ผม้าจะสื่อคืออะไร?” รันอธิบายด้วยรอยยิ้ม
ได้ฟังเช่นนั้นอาคาเซียก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้ เหตุใดมนุษย์ที่ไร้พลังเวทย์บนโลกใบนั้นจึงสามารถสำรวจพลังของดวงอาทิตย์ได้ ทั้งๆที่ผู้คนภายในโลกของเธอยังคิดว่าโลกแบนอยู่เลย ด้วยความที่เธอคือต้นไม้โลกผู้ควบคุมพลังและกฏแห่งโลก เธอจึงสามารถรู้ได้โดยธรรมชาติว่าโลกของเธอนั้นเป็อย่างไร และมีอะไรอยู่ภายนอกโลกบ้าง ภายในระยะสังเกตการณ์ของเธอ หรือก็คือภายในขอบเขตของกาแล็กซี่ที่โลกของเธอดำรงอยู่นั่นเอง
แต่หากไกลกว่านั้นเธอก็ไม่มีอำนาจเพียงพอ ต้นไม้โลกไม่ได้มีอำนาจทุกอย่างและไม่ได้มีความรู้ทุกอย่างเช่นกัน เธอเชื่อว่าย่อมมีหลายสิ่งที่เธอไม่รู้ และหนึ่งในนั้นคือความรู้ของดวงอาทิตย์ที่รันเพิ่งกล่าวไป เธอรู้เพียงแค่ว่ามันมีความร้อนมหาศาลจนยากที่จะวัดได้ ถึงขนาดสามารถหลอมละลายได้ทุกสิ่ง ส่วนหลักการต่างๆเื้ัมันเธอก็หาได้รู้ไม่
เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอควรสนใจหรือใช้เวลาทำความเข้าใจมัน เธอยังคงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการดูแลภายในโลกของเธอ เธอไม่ได้มีเวลาว่างมากเช่นนั้น และเธอก็ไม่คิดที่จะบอกหรือถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้แก่สิ่งมีชีวิตใดๆบนโลกอีกด้วย มันถือเป็กฏหลักในการห้ามแทรกแซงความเป็ไปของโลก ยกเว้นกรณีปัจจุบันที่มีศัตรูอันทรงพลังจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงโลกของเธอก่อน
เพราะถ้าหากเธอบอกความรู้ทุกสิ่งให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งมวลแล้ว มันก็จะไร้ซึ่งความก้าวหน้าและการพึ่งพาต้นเองอย่างยั่งยืนของสิ่งมีชีวิต และนั่นเป็สิ่งที่ผู้เป็มารดาอย่างเธอไม่้าเห็น มีแม่คนไหนที่้าให้ลูกๆเกาะตัวเองไปตลอดชีวิตล่ะ จริงไหม?
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อยอาคาเซียก็กล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นและแปลกใจ “โอ้…เ้าหมายความว่าเ้าสามารถสร้างอุปกรณ์ อาวุธ หรือเวทมนตร์ ที่สามารถปลดปล่อยพลังของดวงอาทิตย์ได้เช่นนั้นหรือ? ด้วยความร้อนขนาดนั้นข้าคิดว่า แมลงที่น่ารังเกียจเ่าั้คงไม่สามารถวิวัฒนาการตัวเองได้ทันอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นพวกมันคงเป็สิ่งมีชีวิตระดับพระเ้าไปแล้ว”
รันยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ “แน่นอน ผมถึงได้บอกไปั้แ่แรกว่า หากพวกมันไม่สามารถเอาชนะพลังของดวงอาทิตย์ได้ พวกเราหรือโลกใบนี้ก็มีโอกาสชนะที่สูงมาก เพราะอาวุธที่ผมคิดจะสร้างขึ้นมานั้นมีชื่อว่า ะเินิวเคลียร์ ซึ่งเป็การใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นที่เกิดขึ้นภายในแกนกลางของดวงอาทิตย์ และพลังทำลายของมันคุณคงสามารถจิตนาการได้บ้าง…”
“.........” อาคาเซียถึงกับเงียบชั่วครู่เมื่อได้ยินเช่นนั้น นั่นหวังว่าจะไม่ทำให้โลกของเธอเกิดความเสียหายมากเกินไปนะ แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เหล่าแมลงทิ้งเอาไว้มันย่อมดีกว่าแน่นอน
หลังจากพูดคุยกันในหลายๆเื่จนพอใจกันทั้งสองฝ่าย รันได้คลายความเหงาส่วนหนึ่ง อาคาเซียก็ได้เรียนรู้ความคืบหน้าของผู้กอบกู้โลก และเธอเองก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำหลังจากการตื่น ไม่ว่าจะเป็การสำรวจความเป็ไปของโลกในปัจจุบัน หรือถ่ายทอดความหวังให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งมวล ไม่ให้พวกเขาสิ้นหวังกับามากจนเกินไป
ส่วนรันก็กลับมาทำงานของเขาอย่างเช่นเคย นั่นคือการเขียนโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ให้สมบูรณ์ ซึ่งไม่ใช่เื่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่ได้จบสายคอมพิวเตอร์โดยตรงอย่างเขา โชคยังดีที่มันยังอยู่ในสายอาชีพอย่างวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกัน ในฐานะวิศวกรรันพอมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมมาบ้างจากวิชาภาคบังคับ แม้จะเล็กน้อยแต่ก็เป็พื้นฐานที่ดีในการเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเอง สามารถนำไปต่อยอดลองผิดลองถูกได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์
---------------------------------------------------------
สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ พร้อมเพย์ และ true wallet : 0939639931
---------------------------------------------------------