ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 107 แลกเปลี่ยน

            เสิ่นเสวียนมองเสวียนหลิงเอ่อร์อย่างพิจารณาพลางกล่าวอย่างสงสัย “ท่านเชื่อใจข้าขนาดนี้ ไม่กลัวข้าจะเป็นภัยต่อท่านหรือ”

            “เจ้าไม่ทำหรอก”

            เสิ่นเสวียนเพียงได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของเสวียนหลิงเอ่อร์ แล้วกล่าวด้วยเสียงอันไพเราะ

            “ข้าไม่ทำหรือ”

            เสิ่นเสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่หันมองร่างของนางที่นอนอยู่ในโลงศพ และมองร่างวิญญาณของเสวียนหลิงเอ่อร์อีกครั้ง

            ความจริงแล้วแม้นางไม่กล่าวถึงเขาก็คิดจะนำร่างของนางออกไปอยู่แล้ว

            เพียงเพราะอีกฝ่ายให้ความรู้สึกถึงไอพลังที่มาจากโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเช่นนี้หลังจากได้มาอยู่ในโลกใหม่แห่งนี้อีกฝ่ายต้องมีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา แม้จะไม่ได้มาจากโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแต่ต้องมีความสัมพันธ์บางอย่าง

            “ได้ตกลงตามนั้น”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าให้เสวียนหลิงเอ่อร์รับปากคำขอของอีกฝ่าย

            “อย่าเพิ่งรีบร้อนตอบตกลงอยากพาข้าออกไปไม่ใช่เรื่องง่าย เก็บมันให้ได้ก่อน”

            เสวียนหลิงเอ่อร์มองโลงศพสีแดงที่ด้านล่างบอกเป็นนัยให้เสิ่นเสวียนเก็บโลงศพเข้าไป

            “พาท่านออกไปเฉยๆไม่ได้หรือ”

            “ข้าโดนผนึกไว้ที่นี่แม้เจ้าจะเปิดฝาออกได้แต่ยังมิอาจทำให้ข้าหลุดพ้น มีเพียงต้องนำออกไปพร้อมกัน”

            “อ้อ”

            เสิ่นเสวียนยืนอยู่บนฝาโลงศพจากนั้นเขาก็ก้มตัวลงใช้มือลูบโลงศพสีแดงเบาๆ ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสโดนโลงศพเขารู้สึกได้ถึงความเย็นวาบ ไม่มีความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อยรวมไปถึงร่างของนางที่นอนอยู่ในโลงศพด้วย

            โลงศพสีแดงโลงนี้มีค่ายกลปิดผนึกอยู่ภายในจริงๆและค่ายกลนี้ยังแปลกมากอีกด้วย

            ดูผิวเผินแล้วมีดวงตาค่ายกลอยู่เพียงสี่แห่งกล่าวกันตามตรง หากทำลายดวงตาค่ายกลเหล่านี้ได้ก็จะทำลายค่ายกลได้ ทว่าในดวงตาค่ายกลแต่ละแห่งมีดวงตาค่ายกลเล็กๆอยู่อีกสี่แห่ง ซึ่งยังไม่จบสิ้นลง ดวงตาค่ายกลเหล่านี้จะมีดวงตาค่ายกลทับซ้อนไปอีกเป็นชั้นๆมันซับซ้อนกระจัดกระจายไปทั่วทั้งโลงศพ เหมือนกลายเป็นกรงขัง

            หากจะเรียกมันว่าโลงศพให้เรียกมันว่าการหลอมรวมค่ายกลน่าจะถูกต้องกว่า

            อยากทำลายค่ายกลนี้แม้แต่เซียนที่ฝ่าด่านเคราะห์ไปแล้วยังไม่แน่ว่าจะทำได้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเขาในตอนนี้เลย

            “ข้าทำลายมันไม่ได้”

            เสิ่นเสวียนลุกขึ้นยืนพลางส่ายหัวรู้สึกขอโทษต่อเสวียนหลิงเอ่อร์

            “ดูซิว่าจะเอาโลงศพไปทั้งโลงเลยได้ไหม”เสวียนหลิงเอ่อร์กล่าวกับเสิ่นเสวียน

            “ได้”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าเขามั่นใจว่าเขาสามารถทำได้

            จากนั้นเขาก็สะบัดมือออกไปคลื่นพลังมิติสั่นสะเทือนขึ้นตรงหน้าเตรียมที่จะดึงโลงศพเข้าไปในมิติทั้งโลง

            มิติผังเมืองซานเหอของเขาในตอนนี้มีความสามารถในการรวบรวมทุกสรรพสิ่งแน่นอนว่าโลงศพโลงนี้ไม่ใช่ปัญหา

            ทว่าหลังจากสะบัดมือออกไปแล้วโลงศพกลับวางอยู่ที่เดิมโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มันไม่โดนดูดเข้าไปในมิติเมื่อเห็นดังนั้นเสิ่นเสวียนก็มุมปากกระตุกเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน

            เขาจึงสะบัดแขนเสื้อออกไปอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ

            แต่โลงศพสีแดงยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย

            “หืม?”

            เสิ่นเสวียนกระโดดลงจากโลงศพแล้วเดินวนไปรอบๆมันวางอยู่บนแท่นหินธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่ได้มีรากยึดติดใดๆเขาส่งพลังจิตวิญญาณออกไปสัมผัสก็มั่นใจว่ามันถูกวางไว้เฉยๆทำไมถึงเก็บเข้าไปในมิติไม่ได้

            เมื่อเห็นเสิ่นเสวียนทำสีหน้าลำบากใจเสวียนหลิงเอ่อร์จึงยิ้มเล็กน้อย เตรียมบอกเสิ่นเสวียนถึงวิธีเก็บโลงศพ แต่แล้วนางก็เห็นดวงตาของเสิ่นเสวียนเบิกโตขึ้นด้วยความประหลาดใจ

            เสิ่นเสวียนเดินไปด้านหลังของโลงศพใช้สองมือของเขาผลักโลงศพที่เย็นยะเยือกจากนั้นออกแรงด้วยพลังมหาศาลทำให้โลงศพเคลื่อนที่ไปด้านหน้าเล็กน้อยจากนั้นด้วยแรงกระตุ้นของเขาทำให้พลังมิติที่น่ากลัวพวยพุ่งออกมาปกคลุมโลงศพสีแดงเอาไว้

            ต่อมาโลงศพนั้นก็หายไปจากแท่นหิน

            “เจ้ามีของวิเศษด้วยหรือ”

            เสวียนหลิงเอ่อร์กล่าวถามเสิ่นเสวียนด้วยแววตาเป็นประกายคล้ายกับมองเห็นความหวัง

            “เป็นถุงใบหนึ่งเท่านั้นทำไมหรือ”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสวียนหลิงเอ่อร์เสียงเรียบไม่ได้เปิดเผยความลับของผังเมืองซานเหอออกไป อีกอย่างแม้จะบอกไปอีกฝ่ายคงไม่เข้าใจ

            “ให้ข้าดูหน่อยได้ไหม”

            “ไม่ได้หรอกมันเป็นความลับของข้า”

            เสิ่นเสวียนปฏิเสธทันทีเขาเกิดความระแวงในตัวเสวียนหลิงเอ่อร์เล็กน้อย และยิ่งทำให้เขามั่นใจในการคาดเดาของตนเองว่าอีกฝ่ายต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอนมิเช่นนั้นคงไม่สงสัยถึงศาสตราเทพของเขา

            “ก็ได้ภายหน้าเจ้าจะเชื่อข้าเอง”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ยิ้มน้อยๆรอยยิ้มงดงามล่มเมืองเช่นนี้ แม้แต่เสิ่นเสวียนยังยากหลบเลี่ยงได้เสิ่นเสวียนพยายามตั้งสติเอาไว้ อีกฝ่ายร้ายกาจยิ่งนัก แม้แต่เขาที่จิตใจเข้มแข็งขนาดนี้ยังถูกรบกวนได้ง่ายๆไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

            “ตอนนี้ท่านบอกข้าได้แล้วใช่ไหมว่าผู้เฒ่าจี๋เล่ออยู่ที่ใด!”

            หลังจากเก็บโลงศพสีแดงเข้าไปในมิติแล้วเสิ่นเสวียนจึงถามเสวียนหลิงเอ่อร์

            ส่วนเสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนที่กำลังฝึกฝนอยู่ในมิติอยู่ดีๆ ก็มีโลงศพสีแดงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น ทำให้พวกเขาตื่นตกใจเป็นอย่างมากเพียงแต่โลงศพนี้ถูกปิดไว้ มองไม่เห็นอะไรเลย เสิ่นเสวียนไม่ได้บอกอะไรพวกเขาพวกเขาก็ไม่ได้ถาม ตั้งแต่ที่ได้เข้ามาในนี้ ทุกอย่างมืดสนิทมองไม่เห็นอะไรเลยจึงไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเสวียนหลิงเอ่อร์

            “ตามข้ามา”

            ร่างวิญญาณของเสวียนหลิงเอ่อร์ล่องลอยอยู่ภายในถ้ำหลายรอบแล้วนางก็ลอยออกไปด้านนอกถ้ำด้วยความตื่นเต้น

            นางโดนขังอยู่ที่นี่มานานมากแล้วในที่สุดวันนี้ก็ได้ออกไปภายนอก ทำให้นางตื่นเต้นราวกับเด็กคนหนึ่ง

            เสิ่นเสวียนเดินตามหลังนางออกไปเขาได้รู้จากอีกฝ่ายว่าขอเพียงวิญญาณอยู่ในรัศมีสามจั้งจากร่างไม่ว่าอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น

            “ระวังด้านหน้าด้วยพวกมันแข็งแกร่งมาก”

            เสิ่นเสวียนมองเสวียนหลิงเอ่อร์ล่องลอยออกไปจึงกล่าวเตือนอีกฝ่ายทันที

            ภายในถ้ำเบื้องหน้าเต็มไปด้วยจระเข้เขี้ยวดาบที่กำลังหลับใหลจระเข้เขี้ยวดาบวัยเติบโตตัวหนึ่งสามารถกลืนร่างของเขาเข้าไปได้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงจระเข้เขี้ยวดาบตัวเต็มวัยเหล่านั้นเลย

            หากต้องสู้กันจริงๆเขาคงทำอะไรพวกมันไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว

            “ตามข้ามาก็พอแล้ว”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ลอยอยู่ด้านหน้าเสียงของนางดังเข้ามาในหูของเสิ่นเสวียน ทว่ารอบๆ ร่างของนางจระเข้เขี้ยวดาบเหล่านั้นที่กำลังนอนหลับอยู่สัมผัสได้ถึงเสวียนหลิงเอ่อร์ต่างนอนหมอบอยู่ที่พื้นด้วยความหวาดกลัว ไม่ต้องกล่าวถึงการจู่โจมเลย

            เสิ่นเสวียนเดินตามหลังนางไปติดๆกลัวว่าเสวียนหลิงเอ่อร์จะวิ่งออกไป

            “ท่านทำได้อย่างไร”

            “ข้าเห็นเจ้าตัวเล็กพวกนี้เติบโตมาตลอดเจ้าคิดว่าอย่างไร”

            เสวียนหลิงเอ่อร์อารมณ์ดีมากนางเดินอยู่ด้านหน้าพลางกล่าวกับเสิ่นเสวียนอย่างร่าเริงเรื่องที่เสิ่นเสวียนไม่เคารพนางก่อนหน้านี้นางสลัดทิ้งไปจากความคิดนานแล้ว

            เสิ่นเสวียนเดินตามหลังไปไม่กล่าวอะไรอีกเขารู้ดีว่าตนเองอาจเผชิญหน้ากับยอดฝีมือเข้าแล้ว ทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีสองฝ่ายต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างได้ประโยชน์ ยอดเยี่ยมอย่างที่สุด

            พวกเขาเดินมาถึงทางออกจากถ้ำอย่างรวดเร็วหากเดินหน้าออกไปอีกจะเป็นแอ่งน้ำที่ดำมืดตรงปากถ้ำมีม่านพลังที่มองไม่เห็นปกป้องอยู่ ทำให้น้ำในแอ่งไม่ไหลเข้ามา

            ทว่านางกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยนางเหาะขึ้นไปด้านบนอย่างช้าๆ ขณะที่เหาะออกไปน้ำเบื้องหน้ากลับแหวกออกกลายเป็นเส้นทางเดิน เสิ่นเสวียนจึงตามหลังนางออกไปทันที

             

            เหนือแอ่งน้ำภายนอก

            เสวียนหลิงเอ่อร์และเสิ่นเสวียนเหาะอยู่บนท้องฟ้าด้วยกัน

            “คิดไม่ถึงว่าข้าโดนจระเข้เขี้ยวดาบกลืนเข้าไปแล้วจะได้เจอกับท่าน”

            “อาจเป็นวาสนาก็ได้! แต่โชคดีที่เจ้าได้เจอกับข้าไม่อย่างนั้นเจ้าคงหาเด็กตัวน้อยคนนั้นไม่เจอง่ายๆ หรอก”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ล่องลอยอยู่พยายามสัมผัสถึงอากาศภายนอกอย่างเต็มที่ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายมาก

            “ท่านจะบอกถึงตัวตนของท่านให้ข้ารู้เมื่อไร”

            เสิ่นเสวียนพลันจู่โจมถามอีกฝ่าย

            “รอให้ข้าเชื่อใจเจ้าอย่างสมบูรณ์ก่อนและเจ้าก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ที่ไม่บอกอะไรข้าเลย”

            อีกฝ่ายกล่าวออกมาตรงๆเช่นนี้ก็ดี ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา มีอะไรก็บอกกล่าวกันเลย

            เพียงไม่นานพวกเขาก็ข้ามผ่านแอ่งน้ำข้ามผ่านภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งไป เจอกับทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งทั้งสองเดินไปในทุ่งหญ้าราวครึ่งวัน ในที่สุดก็มาอยู่เบื้องหน้าภูเขาหินสีขาว

            “ตรงหน้านี้คือสถานที่อันสงบสุขของเด็กตัวน้อยคนนั้น”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ชี้ไปยังภูเขาหินสีขาวตรงหน้าพลางกล่าว

            “สุสานของผู้เฒ่าจี๋เล่อ”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าแววตาของเขาฉายความตื่นเต้นดีใจออกมา เมื่อเทียบกับผู้เฒ่าจี๋เล่อแล้วเสวียนหลิงเอ่อร์ผู้นี้ลึกลับยิ่งกว่ามาก แค่นางไม่บอกใครก็มิอาจล่วงรู้ความลับของนางได้แต่ผู้เฒ่าจี๋เล่อนั้นไม่เหมือนกัน ขอเพียงก้าวผ่านเข้าไปอาจพบเจอบางอย่างได้

            “ท่านพี่ภายนอกเป็นอย่างไรบ้าง”

            ขณะนั้นเสียงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยดังออกมาจากในมิตินานแล้วที่นางมองไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรจากภายนอกเลยทำให้นางเป็นห่วงเสิ่นเสวียนมาก

            “อ้อๆไม่มีอะไรแล้ว”

            เมื่อได้ยินเสียงของเสิ่นเสี่ยวเม่ยเสิ่นเสวียนจึงพบว่าตนเองลืมเสิ่นเสี่ยวเม่ยไว้ในมิติเสียแล้ว

            เขาจึงหันไปมองเสวียนหลิงเอ่อร์เล็กน้อยเป็นเชิงถาม

            “ท่านคงไม่มีปัญหาหากข้าให้น้องสาวรู้ถึงการมีอยู่ของท่านหรอกใช่ไหม”

            “ให้นางออกมาเถอะข้าชอบนาง”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ยิ้มบางๆพลางกล่าว

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน