ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 คันศรฟ้าคำราม

            ค่ำนั้น ฉู่เฟิงนอนหลับฝันหวาน แค่เอนตัวลงก็หลับแทบจะในทันทีเป็นการนอนหลับรวดเดียวไร้ซึ่งความฝัน

            ส่วนหวงหนิว สีหน้าอิดโรยคืนนี้ทั้งคืนวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่สามสี่รอบ มันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันได้แต่ร้องฮึ่มฮั่ม อยากจะพุ่งเข้าห้องฉู่เฟิงไปแจกกีบให้เขาหลายๆ กีบ

            แต่ว่า มันกลัวว่าฉู่เฟิงจะรู้ เดี๋ยวจะถูกเยาะเย้ย!

            หลังจากวิ่งไปรอบที่ห้า หวงหนิวก็หมดแรง หน้าเหลืองหน้าเขียวนี่ยังดีที่มันร่างกายแข็งแรง ถ้าเป็นคนอื่นละก็ คงกองอยู่ข้างนอกทั้งคืนวิ่งไปวิ่งมาไม่ไหวหรอก

            ภายใต้แสงจันทร์ มันทำลับๆ ล่อๆ อย่างกับโจรมุดเข้าไปในห้องเก็บของ เปิดนู่นรื้อนี่ จนกระทั่งเจอขวดยาขวดเล็ก

            มันเปิดขวด หลับหูหลับตากรอกเข้าปากไปครึ่งขวด ยาได้ผลชงัดดีแท้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาละ มันนอนแผ่หราบนเตียง หลับเป็นตาย

            เช้าตรู่ ทั้งฉู่เฟิงและหวงหนิวตื่นแทบจะพร้อมกัน ออกไปยืนกลางสวนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เริ่มฝึกการหายใจแบบพิเศษ

            ฉู่เฟิงรู้สึกว่าเคล็ดหายใจแบบพิเศษนี้เอื้อประโยชน์อย่างไม่มีอะไรเทียบโดยเฉพาะเมื่อหันหน้ารับแสงตะวันอันอบอุ่น ร่างกายจะรู้สึกอุ่นสบายเหมือนกับมีกระแสอบอุ่นกระแสแล้วกระแสเล่าไหลวนอยู่ทั่วร่าง

            ท้ายที่สุด เขารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ใจกลางเตาไฟ ร่างกายร้อนระอุรูขุมขนขยาย เหมือนกับกำลังจะแปลงร่างเป็นอะไรสักอย่าง

            แน่นอน เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็เห็นภาพอันแปลกประหลาดนั่นทั่วร่างเคลือบคลุมด้วยม่านสีทองบางเบา เห็นได้อย่างชัดเจน เกิดขึ้นอย่างแท้จริงและเมื่อการฝึกหายใจสิ้นสุดลง ม่านบางๆ นั้นก็ซึมหายเข้าไปในผิวกาย

            ห่างไปไม่ไกล หวงหนิวกำลังอิจฉาเขาเคล็ดวิธีหายใจแบบพิเศษนี้ได้สำแดงความพิเศษของมันออกมาผ่านร่างกายของฉู่เฟิงแต่มันเพิ่งผ่านไปเท่าไหร่กัน? ถึงสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เขาได้ถึงเพียงนี้

            นี่เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งเคล็ดหายใจแบบพิเศษมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง จัดระเบียบระบบเลือดเนื้อภายในปรับสมรรถนะทางกายในทุกด้าน ช่วยให้ร่างกายของเขาเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

            หวงหนิวมั่นใจอย่างยิ่งว่ากลีบดอกไม้ที่ร่วงใส่มือของฉู่เฟิงนั้นไม่ใช่กลีบดอกไม้ธรรมดามันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นเยี่ยมที่ส่งให้เกิดผลลัพธ์ชั้นยอด

            แต่เมื่อคำนวณเวลาแล้ว ประสิทธิภาพของมันก็น่าจะใกล้หมดลงแล้วเนื่องจากวัตถุใดๆ ก็ตามล้วนมีประสิทธิภาพอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

            เมื่อนึกถึงเกสรดอกไม้และตัวเร่งปฏิกิริยา ในใจหวงหนิวก็ร้อนรนวิ่งไปที่แปลงดอกไม้ส่องแล้วส่องอีกน่าเสียดายที่เมล็ดพันธุ์ทั้งสามก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีอะไรงอกออกมา

            ทว่า มันก็ยังมีความหวัง เป็นถึงเมล็ดพันธุ์ที่มาจากเขาคุนหลุนทั้งทีตามที่มันรู้มา สถานที่แห่งนั้นไม่ธรรมดาเลย

            “มอ!”

            หวงหนิวร้องเสียงต่ำๆ พุ่งเข้าโจมตีใส่ฉู่เฟิงอย่างไม่ส่งสัญญาณใดๆความแค้นท้องเดินเมื่อคืนต้องชำระ

            “ไอ้วัวบ้า นี่เอาจริงเรอะ!”

            ฉู่เฟิงตกใจ ลนลานกระโดดหนี หลบเงาวัวที่พุ่งทะยานเข้าใส่แล้วคืนหมัดกระบวนท่าที่หนึ่งกลับไปให้มัน

            สุดท้าย ฉู่เฟิงเป็นฝ่ายถอย ผู้กล้าเมื่อเสียเปรียบพึงรู้จักถอยหนีเขารู้แล้วเจ้าวัวนี่กำลังเหวี่ยงนี่เองมันอยากเอาเนื้อแกะย่างที่เหลือยัดใส่ปากเขาแทบแย่

             ฉู่เฟิงไปที่ร้านทำอาวุธของจ้าวซานเหยีย คราวนี้เขาอยากได้มีดคมๆสักเล่ม เพราะเขาพบว่า ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้น เพียงสะบัดมือนิดเดียวกระบี่สั้นสีดำก็พุ่งออกจากมือด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่าลูกธนูอย่างน่าตกตะลึง

            ฉู่เฟิงอธิบายลักษณะและผลที่ต้องการให้ฟัง จ้าวซานเหยียบอกว่าไม่มีปัญหาเขาเป็นคนร่างกายสูงใหญ่ ผมตัดสั้นตั้งตรง ชวนให้คนรู้สึกได้ถึงความแข็งไม่ยอมคนและความกระตือรือร้นภายใน

            “เมื่อก่อนผมว่าธนูก็ไม่เลวแต่ตอนนี้รู้สึกว่าพวกมีดบินมันเร็วแล้วก็แรงกว่าฮะ” ฉู่เฟิงบอก

            “ไม่ใช่แล้วล่ะ คันธนูของแท้น่ะทรงอานุภาพมากนะแต่ว่าตอนนี้บางอย่างมันก็หายสาบสูญไปแล้ว” จ้าวซานเหยียโหยไห้

            “เวลามันเปลี่ยนไป นี่มันเป็นเรื่องสุดวิสัยนี่ฮะตอนนี้คันธนูคงสู้ปืนไม่ได้” ฉู่เฟิงเอ่ย

            “ก็ไม่เสมอไป” จ้าวซานเหยียส่ายศีรษะ

            ฉู่เฟิงตะลึง เขารู้ว่าจ้าวซานเหยียได้รับการถ่ายทอดวิชาจากบรรพบุรุษร้านทำอาวุธของเขานี้ก็มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ลูกค้ามาจากทั่วทุกสารทิศ

            ได้ยินมาว่าบรรพบุรุษของเขาในโบราณกาลเคยสร้างอาวุธทรงอานุภาพร้ายกาจมาแล้ว

            แต่ว่า ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับยุคนี้ อาวุธโบราณพวกนั้นจะยังคงความร้ายกาจอยู่หรือไม่

            “สมัยก่อนน่ะ อาวุธบางอย่างร้ายแรงมากนะอย่างธนูที่ยิงออกไปนั้นไม่ใช่แค่ลูกธนู หากแฝงไปด้วยจิตวิญญาณและไอสังหารที่รุนแรง” จ้าวซานเหยียเอ่ย ในบันทึกโบราณของตระกูลได้บันทึกเอาไว้

            ฉู่เฟิงถึงกับตะลึง

            “คันธนูประเภทนั้นมันมหัศจรรย์มาก แต่ว่าคนธรรมดาใช้มันไม่ได้ได้ยินมาว่ามีเพียงนักพรตที่อายุร้อยปีขึ้นไปแล้วก็นักบวชบางรูปที่สามารถฝืนง้างคันศรได้”

            “เหลือเชื่อขนาดนี้เชียวยิ่งอายุมากถึงจะมีความสามารถดึงคันธนูได้งั้นหรือ?” ฉู่เฟิงไม่เข้าใจ

            “พูดไปมันก็นานมากแล้ว แทบจะกลายเป็นตำนานไปแล้วล่ะแต่ก็ได้ยินมาว่าในยุคโบราณ มีนักพรด นักบวชสูงวัยที่พอตายไป ร่างกายไม่เน่าเปื่อยแล้วยังมีกลิ่นหอมอบอวลทั่วห้องด้วยนะ สาเหตุก็เพราะร่างกายของพวกเขาไม่ธรรมดายามมีชีวิตอยู่พละกำลังมหาศาล เป็น ‘กายเนื้อสู่กายทิพย์’ ในตำนานเลยล่ะ แล้วก็มีแต่คนพวกนั้นเท่านั้นนะที่สามารถง้างคันศรที่บรรพบุรุษของฉันสร้างขึ้นมาได้”ใบหน้าของจ้าวซานเหยียมีแววประหลาดอย่างกับว่าอยากจะให้วันเวลาย้อนคืนไปสู่วันที่สามารถสร้างสรรค์คันธนูทรงอานุภาพเช่นนั้นได้อย่างนั้นแหละ

            จากที่เขาพูดมา ลูกศรที่ยิงออกไป สามารถทลายประตูเมืองได้

            “ซานเหยียฮะ ตื่นฮะตื่น กลับมาได้แล้ว” ฉู่เฟิงหัวเราะยื่นมือไปโบกตรงหน้าเขา เพราะพอจ้าวซานเหยียพูดจบก็เหม่อลอยไปเสียอย่างนั้น

            “เธอมันไอ้ลูกหมาตัวกะเปี๊ยก กล้ามาหัวเราะเยาะฉันเรอะอย่ามาทำเป็นไม่เชื่อนะ มันมีคันธนูอย่างนั้นจริงๆ!” จ้าวซานเหยียขณะเอ่ย สีหน้ายังไม่สนิทดี

            “นี่มันเรื่องเก่าแก่กี่ปีแล้ว น่าจะเป็นพันปีได้แล้วมั้งอย่าลืมสิฮะ ตอนนี้เป็นยุคหลังความรุ่งเรืองแล้วนะฮะ” ฉู่เฟิงท่าทางไม่เห็นด้วย

            แต่หากมีจริงละก็ จะมีใครได้เห็นอีกล่ะ? ถูกฝังอยู่สุสานใต้ดินที่ไหนไปแล้วก็ไม่รู้

            “ฉันเคยเห็นนะ!”จ้าวซานเหยียหลุดปากออกมา อารมณ์ของเขาดุดันถึงจะเป็นตาแก่ดื้อดึงที่ยิ้มหัวกับคนรู้จักมักคุ้น แต่บางทีก็หัวแข็งเอาเรื่อง

            “ซานเหยียฮะ ถ้ามีจริง เอามาให้ผมดูหน่อยนะฮะ!” ถึงตอนนี้ฉู่เฟิงนัยน์ตาเป็นประกายก็ถ้ามีคันธนูขั้นเทพอย่างนี้จริงๆ เขาก็อยากขอยืมสักหน่อยพกขึ้นเขาไท่หังซานไปทดสอบอานุภาพสักตั้ง จะเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธหรือมนุษย์พิเศษบินได้ หรือจะเป็นเทพปีกเงิน ถ้าแหยมมา พ่อจะสอยให้ร่วงทั้งหมดเลย

            จ้าวซานเหยียพูดจบก็มีท่าทางเสียใจ ได้แต่ส่ายศีรษะพลางโบกมือจากนั้นไม่ยอมพูดอะไรสักคำ

            “ซานเหยีย ทำอย่างกับว่าผมไม่รู้จักนิสัยปู่อย่างนั้นแหละต้องมีแน่ๆ ให้ผมดูหน่อย” ฉู่เฟิงนัยน์ตาเป็นประกาย

            จ้าวซานเหยียมองซ้ายทีขวาที จากนั้นปิดประตูร้านดังปังกระนั้นก็ยังมีท่าทีลังเล แล้วเอ่ยว่า “เอาวะ ให้เธอดูก็ได้”

            ในที่สุดเขาลากกล่องหินขนาดใหญ่ออกมาจากใต้เตียงในห้องนอนอย่างกินแรงกล่องโบราณเก่าคร่ำคร่า ปราดตาดูก็รู้ว่าไม่ใช่สิ่งของในยุคสมัยใกล้เคียงนี้

            เห็นได้ชัดว่ามันหนักอย่างยิ่งขนาดจ้าวซานเหยียลากมันกับพื้นยังรู้สึกหนักแรงอย่างยิ่ง

            “เก็บไว้ในกล่องหินงั้นเหรอ?” ฉู่เฟิงแตกตื่น

            “อื้ม เพราะว่าถูกฝังไว้ใต้ดินอยู่นานกลัวกันว่าถ้าเป็นกล่องไม้จะผุไปเสียก่อน ภายหลังจึงขุดขึ้นมา แต่เป็นเพราะบรรพบุรุษของฉันคิดว่ากล่องหินเหมาะสมกว่าจึงเก็บรักษาด้วยวิธีนี้”

            ฉู่เฟิงเข้าใจทันที ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานผืนดินย่อมมีการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องป้องกันให้ดี

            พอเปิดกล่องหินออก ก็เห็นคันธนูยักษ์ ยาวเกือบเมตรครึ่งสีน้ำตาลเข้ม ทึมทึบตลอดคัน ไม่มีแสงแวววาวแม้แต่น้อยชวนให้รู้สึกถึงยุคสมัยอันยาวนานห่างไกล

            ทั่วทั้งคันธนูบ่งบอกความโบราณอย่างชัดเจน มีร่องรอยแห่งกาลเวลาเพียงดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป

            ฉู่เฟิงลองยกมันขึ้นมา แล้วพลันตกตะลึงวัสดุที่ใช้ทำคันธนูนี้พิเศษอย่างยิ่ง หนักอย่างมาก คนธรรมดายกไม่ขึ้นอย่างแน่นอนเพราะน้ำหนักอย่างต่ำก็น่าจะมากกว่าหนึ่งร้อยกิโล

            ต่อให้เป็นโลหะ ก็ไม่น่าจะหนักขนาดนี้

            แต่ว่า สำหรับเขาแล้ว มันก็ไม่เท่าไหร่

            “เสียวฉู่ อย่าไปยุ่งเลย มันหนักมากนะ” จ้าวซานเหยียเตือน

            แต่ว่า ฉู่เฟิงยกมันขึ้นมาอย่างสบายๆ ใช้มือเดียวถือแล้วตั้งท่ายิงธนู

            จ้าวซานเหยียตะลึงงัน คันธนูหนักขนาดนี้แต่เขากลับยกมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แถมยังด้วยท่วงท่าสบายๆ อีกต่างหาก

            “เสียวฉู่ นี่เธอแรงเยอะขนาดนี้เลยเหรอ!”

            “ทำไมไม่มีสายธนูล่ะฮะ?”

            จ้าวซานเหยียถอนใจยาว สายธนูน่ะเปื่อยไปนานแล้วธนูยักษ์นี่เหลือแต่คันธนูเท่านั้น

            “ผูกสายเข้าไปก็น่าจะใช้ได้นะฮะ” ฉู่เฟิงสงสัย ยังคงไม่เข้าใจ

            “เธอไม่รู้อะไร สายธนูดั้งเดิมที่ตกทอดมาน่ะล้ำค่ามากมันคือเอ็นมังกร สายธนูธรรมดาใช้กับคันธนูนี้ไม่ได้หรอกยิงลูกศรออกไปก็ไม่อาจสำแดงอานุภาพได้” จ้าวซานเหยียตอบ

            ฉู่เฟิงคลางแคลงใจ ไอ้เอ็นมังกรนั่นจะไปมีได้อย่างไรกัน

            จ้างซานเหยียพยักหน้า เอ่ยว่า“ก็น่าจะเป็นเส้นเอ็นของสัตว์ประหลาดสักอย่าง”

            “ซานเหยีย ขอผมยืมสักหลายวันหน่อยนะฮะเดี๋ยวผมช่วยหาเอ็นสัตว์ที่เหมาะๆ ให้ คืนชีพให้กับธนูคันนี้”ฉู่เฟิงเอ่ยนัยน์ตาเป็นประกาย

            “คันธนูนี้อยู่กับฉันก็ไม่มีความหมายอะไร มอบให้เธอดีกว่าแต่ว่าเธอคงไม่สามารถง้างมันได้หรอก” จ้าวซานเหยียเอ่ย

            ทันใดนั้น เขาก็ตกใจจนตาถลนเมื่อฉู่เฟิงจับปลายทั้งสองข้างของคันธนู แล้วออกแรงเต็มที่จนคันธนูค่อยๆโค้งงอเป็นวง

            อะไรกันเนี่ย? จ้าวซานเหยียแตกตื่นเขารู้ดีว่าคันธนูนี้มันน่าตกใจถึงเพียงไหน เมื่อก่อนชายหนุ่มแข็งแรงถึงเจ็ดแปดคนช่วยกันยังไม่สามารถงอคันธนูนี้ได้

            แต่ว่า ฉู่เฟิงสิน่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า

            ขณะที่เขาออกแรง ตัวคันธนูกลับส่งเสียงคำรามของเสือเสียงร้องของวัว เสียงกรีดของนกยักษ์ ชวนประหวั่นพรั่นพรึงสุดท้ายคือเสียงฟ้าร้องสะเทือนเลื่อนลั่น ชวนให้หวาดหวั่นเหลือประมาณ

            จากนั้นเป็นนาน ฉู่เฟิงจึงอำลาจ้าวซานเหยียกลับบ้าน

            “หวงหนิว หยุดเลย พวกเราพักรบกันก่อน นี่นายดูสิ ฉันเอาอะไรกลับมา? สมบัติลับนะเนี่ย!”ฉู่เฟิงสาละวนห้ามหวงหนิว เขาไม่อยากรบกับมันแล้ว

            หวงหนิวตาโต เอาแต่จ้องคันธนูนั่นไม่หยุดหย่อน

            จากนั้น มันทดลองงอคันธนูดูบ้าง มีเสียงจริงๆ ด้วย เสียงสัตว์ร้องเสียงนก สุดท้ายคือเสียงฟ้าร้อง

            “ชื่อของคันธนูล่ะ?” มันเขี่ยพื้น เริ่มกระบวนการไต่สวน

            “จ้าวซานเหยียบอกว่า นี่คือคันศรฟ้าคำราม แต่ว่าสายธนูขาดไปแล้วเห็นบอกว่า สายเก่าของมันทำมาจากเอ็นมังกร” ฉู่เฟิงตอบ

            “ไปล่ามังกรกัน!”หวงหนิวเขี่ยตัวอักษรทันที แล้วลากเขาขึ้นภูเขาบรรพกาลเห็นได้ชัดเลยว่ามันสนอกสนใจคันธนูนี้อย่างมาก

            “โจวเฉวียน มาเร็ว จะพานายไปล่ามังกร!” ฉู่เฟิงโทรหาโจวเฉวียน บอกให้เขาเตรียมตัวรับการเคี่ยวกรำอีกยก

            “อย่าไปเลยฉันได้ยินมาว่าไอ้ลูกไม้พิสดารบนเขานั่นน่าจะสุกพรุ่งนี้ตอนนี้สะสมพลังงานไว้ก่อนดีกว่า” โจวเฉวียนบอก

            “อย่าโยกโย้ รีบมาเร็วเข้า!” ฉู่เฟิงตะโกน ถ้าพรุ่งนี้มีศึกใหญ่จริงๆ ละก็ต้องรีบหาสายธนูใหม่ให้คันธนูยักษ์นี่ ชุบชีวิตใหม่ให้มันประกาศศักดาอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน