ผมมั่นใจว่าเหตุการณ์หุ้นตกอย่างโกลาหล ต้องเป็นฝีมือวรเดชแน่ จู่ๆ ต่างชาติขายหุ้นออกมาเยอะมาก ในเวลาแค่สองอาทิตย์ตลาดหุ้นไทยตกไปถึงร้อยจุด ซึ่งถือว่าเยอะมากๆๆๆๆ
ผมลองไล่สถิติดู
ปี 2572 ตลาดหุ้นเคยขึ้นไปสูงสุดถึง 3000 จุด โดยประมาณปี 2573 ตลาดหุ้นตกต่ำมากจนเหลือ 1600 จุด โดยประมาณปี 2574 ตลาดหุ้นทำจุดต่ำสุดอีกครั้ง ตอนนี้เหลือ 1480 จุด
เวลาหุ้นตกหนักๆ มักเกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจเป็นขาลง ซึ่งกินเวลาระยะหนึ่ง บางทีอาจแค่หลักปี บางทีอาจหลายปี
ผมขมวดคิ้วครุ่นคิด วรเดชมันกำลังจะทำอะไรกันแน่ มันมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้ต่างชาติแห่เทกระหน่ำขายหุ้นเลยเหรอ
สรุปปิดตลาดวันนี้ดัชนีหุ้นไทยเหลือแค่ 1470 จุด ลดลงไปอีก 10 จุด ยอดรายงานการซื้อขายที่ออกมาก็มี
สถาบัน (กองทุน) ขาย 1000 ล้านบาทบริษัทหลักทรัพย์ขาย 200 ล้านบาทต่างชาติขาย 5000 ล้านบาท!!รายย่อยซื้อ 6200 ล้านบาท
เท่าที่ผมศึกษามา ทุกครั้งที่หุ้นตกมักเกิดจากกองทุนไม่ก็ต่างชาติเทขายหุ้นแบบหนักๆ ทำให้หุ้นตกหนักมาก ส่วนรายย่อยมักจะเป็นคนรับหุ้นเสมอ รับจนติดดอยเจ๊งกันหมด
เหตุผลในการรับหุ้นของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนเห็นแค่ตกลงมาเยอะแล้วเลยซื้อ บางคนกะเล่นแค่เด้งขึ้นนิดหน่อยก็ขายซึ่งคนแบบหลังมักขาดทุนหนักเพราะส่วนใหญ่มักจะไม่เด้ง
ผมคุยพี่นิคซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พี่นิคเองก็ไม่ทราบ แกพูดกับผม
“คุณพล็อต ผมว่ามันผิดปกติแล้วล่ะ เหมือนกับต่างชาติพยายามจะทำอะไรสักอย่าง”
ผมถามอย่างสงสัย“ทำอะไรเหรอ?”
พี่นิคส่ายหน้า“ผมไม่แน่ใจ”
บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ทยอยออกบทวิเคราะห์ ตอนนี้ราคาหุ้นลงมาถูกที่สุดในรอบ 6 ปีแล้ว ให้ทยอยเข้าซื้อสะสมได้
สำหรับตลาดหุ้นไทยกลุ่มพลังงาน พวกน้ำมัน ปิโตรเคมี ถ่านหินใหญ่ที่สุด รองลงมาก็กลุ่มธนาคารซึ่งเป็นเส้นเลือดประเทศ รองๆ ลงมาอีกก็กลุ่มพวกค้าปลีก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างต่างๆ จากนั้นก็เป็นกลุ่มสื่อสาร คือพวกค่ายโทรศัพท์มือถือ
เศรษฐกิจไม่ดีกลุ่มธนาคารย่อมหุ้นตกอยู่แล้ว ราคาน้ำมันก็ตกไปด้วยเพราะมีการปิดโรงงาน คนประหยัดค่าใช้จ่ายใช้น้ำมันน้อยลง การเดินเรือ เครื่องบิน เพื่อขนส่งสินค้าก็น้อยลง
ผมเปิดไปดูราคาน้ำมันต่างประเทศ มันตกทุกวันวันละหนึ่งเปอเซนต์ถึงสองเปอเซนต์ แสดงว่าหุ้นกลุ่มพลังงานในประเทศไทยเองคงขึ้นยาก
แสดงว่าหุ้นไทยยังตกได้อีกเยอะ
ผมเรียกประชุมหัวหน้าฝ่ายทั้งหมดซึ่งมีประมาณเจ็ดคน
“พี่เมฆช่วยเช็คดูด้วยว่ากองทุนนิวคิงส์ของวรเดชอยู่เบื้องหลังชอตหุ้นครั้งนี้ด้วยไหม?”
พี่เมฆหาข้อมูลอยู่พักหนึ่งก็บอกว่า
“ไม่เจอนะ ไม่แน่ว่าอาจเปลี่ยนชื่อไปแล้ว”
ผมพยักหน้า“ผมกำลังเดาว่าวรเดชกำลังต้องการทำสงครามทุบตลาดหุ้น”
หัวหน้าแผนกทุกคนหันไปมองหน้ากัน บางคนเป็นลูกน้องเก่าวรเดชย่อมรู้พิษสงวรเดชดี บางคนก็แค่เคยได้ยินชื่อผ่านสื่อไม่รู้จักโดยตรง
ผมพูดอีก“วรเดชเคยเล่าให้ผมฟังว่า เขามีแผนจะทำลายตลาดหุ้น ทุบหุ้นทั้งตลาดลงมาให้ถูก จากนั้นเขาก็จะช้อนซื้อ รอเศรษฐกิจกลับเป็นขาขึ้นรอบใหม่เขาจะกำไรมหาศาล”
พี่เมฆพูดเสียงตกใจ“เขาจะทำเรื่องใหญ่แบบนั้นได้เหรอ? ตลาดหุ้นมีหุ้นเจ็ดร้อยกว่าตัว เขาจะทำลายหมดทุกตัวมันเป็นไปไม่ได้”
ผมส่ายหน้า“เขาไม่จำเป็นต้องทำลายหมดทุกตัว”
พี่เมฆถาม“ยังไง?”
“เซ็ทห้าสิบ (SET50) ไงพี่ เซ็ทห้าสิบคือหุ้นใหญ่ห้าสิบตัวในตลาดหุ้นไทย มีทั้งกลุ่มน้ำมัน ธนาคาร สื่อสาร ค้าปลีก โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า หุ้นพวกนี้มีต่างชาติถือไม่มากก็น้อย เวลาจะทำลายเริ่มจากเซ็ทห้าสิบก่อน เมื่อหุ้นในเซ็ทห้าสิบตก ตลาดหุ้นภาพรวมก็จะตกไปด้วย คนก็จะตกใจแห่เทขายหุ้นลงมา วรเดชเล่นงานแค่หุ้นสี่ห้าสิบตัวเพื่อชี้นำให้นักลงทุนทำลายหุ้นทั้งตลาด”
พี่เมฆร้องอ้อ“คุณพล็อตหมายถึง คุณวรเดชเขาจะทำลายหุ้นใหญ่แค่ห้าสิบตัว จากนั้นตลาดก็จะเกิดอุปทานหมู่ แห่เทขายหุ้นตัวอื่นๆ ลงมา”
ผมพยักหน้า
ตั้งแต่ผมเล่นหุ้นมาปีกว่า ผมเห็นแล้วว่าหลายครั้งที่หุ้นตกแบบหนักๆ มักจะเริ่มขายจากหุ้นตัวใหญ่ก่อน จากนั้นหุ้นตัวกลางๆ เล็กๆ ก็จะพลอยตกใจว่าแบบ เฮ่ย เกิดไรขึ้นวะ พอไม่แน่ใจก็เกิดการขายหุ้นแบบไร้เหตุผลขึ้นมา จนหุ้นตกเกือบทุกตัวตลาดเรียกภาวะการขายแบบนี้ว่าแพนิคเซล (Panic Sell)
ต่างชาติหรือกองทุนในประเทศไทย เวลาเข้ามาลงทุนหุ้นมักเลือกซื้อหุ้นในเซ็ทห้าสิบก่อน เหตุก็เพราะว่าหุ้นในเซ็ทห้าสิบส่วนใหญ่เป็นหุ้นใหญ่ และเป็นหุ้นพื้นฐานที่ไม่ใช่หุ้นปั่น
หุ้นที่เป็นหุ้นปั่นหรือหุ้นตัวเล็กๆ ราคาไม่กี่สตางค์หรือบาทสองบาทต้นๆ ต่างชาติบางทีไม่ยุ่งเลย เพราะเงินต่างชาติมีเป็นแสนๆ ล้าน ถ้าเข้ามาซื้อหุ้นเล็กๆ พวกนี้ ด้วยจำนวนเงินที่มหาศาลสามารถเทคโอเวอร์บริษัทพวกนี้ได้สบาย
ที่ต่างชาติต้องการคือผลตอบแทนจากราคาหุ้นบวกปันผล ไม่ใช่ต้องการมาเทคโอเวอร์บริษัท ซึ่งหุ้นห้าสิบบริษัทในเซ็ทห้าสิบคือตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ต่างชาติจะเลือกซื้อ
ผมเคาะนิ้วครุ่นคิด จากนั้นก็พูดว่า“ตลาดหุ้นตกหนักแบบนี้เพราะต่างชาติเทขายอย่างหนัก เท่ากับต่างชาติจะได้เงินสามต่อ ต่อแรกได้เงินจากการขายหุ้น ต่อที่สองได้เงินจากการชอต (เล่นตก) ทั้งหุ้นและเซ็ทห้าสิบ ต่อที่สามเมื่อหุ้นลงไปถูกพอหรือถูกมากๆ ต่างชาติก็อาจจะกลับเข้ามาซื้อใหม่ ซึ่งวรเดชอาจจะใช้วิธีเข้าผสมโรงด้วยก็ได้”
ผมพูดเสียงเครียด “บริษัทวิทยทรัพย์ของวรเดชถูก DSI เข้าตรวจสอบทรัพย์สินก็จริง แต่กองทุนนิวคิงส์ของวรเดชซึ่งอยู่ต่างประเทศมีเงินหลายพันล้านนะ เงินพวกนั้นจะมีใครตามยึดได้ ไม่มีทางเลย ตอนนี้ผมว่าวรเดชคงใช้เงินในกองทุนนั้นทำกำไรอยู่แน่ๆ”
หากสิ่งที่ผมคิดเป็นจริง ไม่นานวรเดชคงฟื้นฐานะได้และกลับมา!!
“แล้วพวกเราจะทำอะไรได้? แค่ตอนนี้ลูกค้าเราก็หดหมดพอดี” พี่เมฆพูดเสียงกังวล
นั่นสิ เราจะทำอะไรได้ล่ะ? ผมเป็นแค่ผู้บริหารบริษัทโบรกเกอร์นะ จะเอาเงินที่ไหนไปสู้กับต่างชาติซึ่งมีเงินหลายแสนล้านหรืออาจจะเป็นล้านล้าน
วรเดชรอบนี้เล่นหนักมาก มันสามารถทำให้ต่างชาติแห่เทขายหุ้นไทยได้ ตลาดหุ้นสามารถพังได้จริงๆ นะรอบนี้
ผมไล่ดูประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นย้อนหลัง
ปี 2540 วิกฤติต้มยำกุ้ง ดัชนีหุ้นไทยลงจาก 1789 เหลือเพียง 204 จุด ซึ่งใช้เวลาลงประมาณ 4 ปี ไม่ใช่หุ้นลงทุกวันปี 2551 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกา ดัชนีหุ้นไทยลงจาก 800 กว่าจุด เหลือเพียง 380 จุด ใช้เวลาลงเกือบหนึ่งปี
ถ้าวรเดชมันทุบตลาดหุ้นตอนนี้ซึ่งอยู่ที่ 1400 กว่าจุด ลงไปเหลือ 300-400 จุดล่ะ มีหวังได้เห็นข่าวคนฆ่าตัวตายเพราะหุ้นตกแน่ๆ
พวกผมประชุมกันอย่างเคร่งเครียด แต่ก็หาวิธีรับมือวรเดชไม่ได้ วรเดชเล่นใหญ่ชวนต่างชาติทุบตลาดหุ้นไทย ลำพังผมคนเดียวคงไม่มีปัญญารับมือได้
ที่ผ่านมาผมสู้กับวรเดชด้วยการปั่นหุ้นหรือทุบหุ้นตัวเดียว แต่ตอนนี้มันคือทั้งตลาดไง ผมจะไปสู้ยังไงไหว
ราวอาทิตย์ต่อมาตลาดหุ้นยักตกไม่หยุดเหลือประมาณ 1430 จุด ป่านนี้วรเดชคงกำไรอื้อซ่าไปแล้วมั้ง
วันนี้ผมต้องเข้าประชุมที่ธนาคารรักเมืองไทยสาขาใหญ่เพื่อรายงานผลประกอบการ มีทั้งคุณมนตรีและธีร์นั่งประชุมอยู่ด้วย
บริษัทหลักทรัพย์ของผมไตรมาสแรกขาดทุน 60 ล้าน เพราะลูกค้าไม่เล่นหุ้นเลย คุณมนตรีซึ่งนั่งเป็นประธานมีสีหน้าเครียด
“คุณรณรงค์ คุณก็รู้ว่าธนาคารเรายังขาดทุนต่อเนื่อง บริษัทคุณเพิ่งเปิดใหม่ ตอนแรกยังขาดทุนผมเข้าใจนะ แต่ถ้าขาดทุนต่อเนื่องมากๆ ธนาคารก็รับไม่ไหวเพราะจะทำให้บริษัทแม่มีผลประกอบการขาดทุนเพิ่มด้วย”
ผมเข้าใจความหมายของคุณมนตรีดี ถ้าผมทำผลงานให้ดีขึ้นไม่ได้ ผมก็ต้องโดนเด้ง หนักหน่อยก็ต้องยุบบริษัท
ผมรีบบอก “ตอนนี้วรเดชมันทุบตลาดหุ้น ทำให้คนเลิกเล่นหุ้นไปเยอะ แต่พอถึงจุดๆ หนึ่ง ตลาดหุ้นก็จะเริ่มฟื้น คนจะกลับมาเล่นหุ้นได้อีกครับ”
คุณมนตรีพยักหน้า “เรื่องนี้ฉันพอเข้าใจ แต่บริษัทเราตอนนี้ไม่ได้มีสายป่านยาวขนาดที่จะถ่วงเวลารอไปเรื่อยๆ ได้”
การประชุมผ่านไป ผมโดนกรรมการบริษัทหลายคนเอ็ดยับว่าไม่เก่งสมราคาคุย เมื่อประชุมเสร็จ ระหว่างที่ทุกคนออกจากห้องประชุมไปหมด ผมเรียกคุณธีร์ซึ่งเป็นรองประธาน
“คุณธีร์”
คุณธีร์หันมามองผม“ว่ายังไง?”
“ผมรู้ว่าคุณอึดอัดที่ถูกแช่แข็ง คุณอยากฟื้นฐานะไหม?”
“ยังไงคุณพล็อต?”
“ผมข้อเสนอครับ”
ผมบอกแผนทำสงครามตลาดหุ้นออกไป
จบตอนที่ 55 พล็อตจะธีร์ทำอะไร สงครามอันดุเดือดเริ่มแล้วเหตุการณ์จะเป็นไงต่อ โปรดติดตามจ้า