ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 70 รอคอย

           หวงหนิวเชื่อมั่นเต็มที่เพราะกว่าจะได้ก้อนดินนี้มานั้นไม่ธรรมดาเลย

            “รีบเอาออกมาเร็วเข้า!” ฉู่เฟิงเร่งยิกๆ

            หวงหนิวกระวีกระวาดเอาก้อนดินก้อนนั้นออกมาจากกระเป๋าผ้าใบใหญ่ที่ติดอยู่กับตัววางลงบนโต๊ะหินกลางสวนอย่างระมัดระวัง มันดึงดูดสายตาของฉู่เฟิงในทันที

            ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย!

            มันโปร่งใส ระยิบระยับ อย่างกับหยกอย่างนั้นแหละ ใสบริสุทธิ์อย่างยิ่งที่สำคัญก็คือ มันมีขนาดประมาณครึ่งกำมือของผู้ใหญ่

            ก่อนหน้านี้ ก้อนดินพิเศษที่ฉู่เฟิงได้มาหลายก้อนนั้นมีขนาดเท่าเล็บมือเท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับก้อนนี้ ห่างชั้นกันเป็นอย่างมาก

            เมื่อพิจารณาดูดีๆ มันไม่เหมือนก้อนดิน แต่กลับเหมือนก้อนหยกเล็กๆ ที่อัดแน่นรวมกันระยิบระยับจับตา

            ก้อนดินพิเศษนี้มีสองสี สีเขียวขจีและสีม่วงทองสอดประสานกลมกลืนกันส่องประกายแพรวพราว สีเขียวขจีเหมือนลำต้นของมันคละกันกับสีม่วงทองของลูกสน

            “ดูเจ๋งกว่าก้อนดินพิเศษจากรากของพวกต้นหญ้าพวกนั้นอีก!” ฉู่เฟิงชื่นชม

            ก้อนดินพิเศษจากต้นไม้พิเศษได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ก็สะท้อนแสงสีเขียวม่วงสองสีออกมา อย่างกับเปลวเพลิงกำลังเริงระบำ!

            ฉู่เฟิงตะลึง จากนั้นก็ยิ้มแฉ่ง

            หวงหนิวแยกเขี้ยว ฉีกยิ้มไม่หุบ

            พวกเขาต่างก็คาดหวัง คิดว่าคราวนี้ต้องสำเร็จแน่

            “ไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์สามเมล็ดนั่นเป็นยังไงบ้างแล้ว”

            ฉู่เฟิงคุกเข่าลง ค่อยๆ ขุดดินในแปลงดอกไม้อย่างระมัดระวังครั้งที่แล้วเขาฝังก้อนดินพิเศษขนาดเท่าเล็บมือลงไปด้วย รดน้ำพรวนดินเรียบร้อย

            นับไปนับมา ก็หลายวันอยู่

            “มีเปลี่ยนแปลงนิดๆ แฮะ!”

            ใต้ดินอันชื้นแฉะ มองเห็นเมล็ดพันธุ์เม็ดที่ค่อนข้างกลมก็ยังคงไม่งอกอยู่ดี แต่ว่าบนผิวมีรอยสีเขียวมากขึ้น แลดูมีสัญญาณแห่งชีวิต

            แต่ก็ยังคงไม่มีพัฒนาการอะไร รากก็ยังไม่งอกอยู่ดี

            หวงหนิวแถเข้ามามุงพินิจพิเคราะห์ด้วย

            “เมล็ดนี้เนี่ย ที่จริงแล้วเรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุดแล้วนะ”ฉู่เฟิงเอ่ย

            ตอนนี้ บนผิวไม่ค่อยมีรอยย่นแล้ว ทั้งยังมีรอยเส้นสีเขียวพาดพันเป็นเขียวที่ส่องประกายวิบวับอย่างบอกไม่ถูกแต่กลับรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตอันแปลกประหลาด

            ริ้วรอยบนเมล็ดพันธุ์นั้นดูพิเศษอย่างยิ่ง ถึงจะดูลึกลับซับซ้อนหากสีเขียวสดใสนั้นมีเสน่ห์อย่างยากจะอธิบาย

            ฉู่เฟิงขุดดินอีกครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวังเมล็ดพันธุ์อีกสองเมล็ดนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ยังคงไร้ซึ่งชีวิตชีวา

            เม็ดที่ทั้งดำทั้งแห้งนั้น ผิดรูปไปเล็กน้อยส่วนเม็ดแบนรีสีม่วงน้ำตาลก็ยังคงดูเหมือนถูกทับ ตอนที่ได้มาพวกมันก็เป็นอย่างนี้ไร้ซึ่งพลังชีวิต

            คิดจะให้สองเมล็ดงอกเงยขึ้นมา ระดับความยากเรียกได้ว่าสูงสุด

            “เอาก้อนดินพิเศษทั้งหมดมาอัดใส่เมล็ดพันธุ์เมล็ดแรกแล้วกัน”ฉู่เฟิงตัดสินใจอย่างนี้

            หวงหนิวผงกหัว แสดงว่าเห็นด้วย

            ปัญหาก็คือ การเพาะเมล็ดพันธุ์นั้นต้องการเวลา

            ส่วนงูขาวที่เขาไท่หังซานก็สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน

            หวงหนิวแวบหายตัวไป มันไปตามหาวัวยักษ์สีดำถามย้ำให้แน่ใจว่าพื้นที่แถบนี้ปลอดภัยจริงหรือไม่  เพราะมันไม่อยากทิ้งเมล็ดพันธุ์ไว้นานด้วยอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้

            มันไปไวมาไว บอกฉู่เฟิงว่า ในช่วงระยะสั้นๆ นี้ไม่มีปัญหา

            ในกลุ่มจ้าวแห่งสัตว์กลายพันธุ์ย่อมรู้ไส้รู้พุงกันเองดี

            “ก็หวังว่าจะงอกอะไรสักอย่างออกมาโดยเร็ว!”หวงหนิวคาดหวัง

            เป็นเพราะวัวยักษ์สีดำบอกมันว่าอีกไม่นาน จะพามันเดินทางไปทิศตะวันตกไปเขาหั่วเยี่ยนซาน เวลาของมันเหลือไม่มากแล้ว

            “มันคือหนิวหมัวหวังจริงอ่ะ!?” ฉู่เฟิงตะลึง

            หวงหนิวส่ายหัว มันเองก็ไม่รู้

            ที่เรียกว่า เขาหั่วเยี่ยนซานก็เพราะมันตั้งอยู่ในเขตภูเขาไฟใกล้เขาคุนหลุน

            หวงหนิวอยากไปเขาคุนหลุนตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสนี้อย่างแน่นอน

            “แล้วต้นไม้ต้นนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ?” ฉู่เฟิงถามต้นไม้ต้นที่หยั่งรากบนภูเขาสำริดยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา

            “ตาวัวลวงโลกไม่ได้บอก พูดแต่ว่าอีกหน่อยจะพาฉันไป” หวงหนิวเขี่ยพื้นตอบ

            ฉู่เฟิงเอาเมล็ดพันธุ์เม็ดอิ่มเต็มที่มีลวดลายสีเขียวยัดเข้าไปในก้อนดินพิเศษขนาดเท่ากำปั้นนั่นจากนั้นเอามันฝังลงในถังไม้

            ก้อนดินพิเศษขนาดเท่าเล็บมือที่ได้มาก่อนหน้านี้ก็ไม่ทิ้งให้เปล่าประโยชน์เทใส่มันรวมไปด้วย

            ถ้าหากสถานการณ์ไม่ดีล่ะก็ เขาจะหอบถังไม้หนี

            รดน้ำเรียบร้อยแล้ว หนึ่งคนหนึ่งวัวก็นั่งอยู่ตรงนั้น เฝ้ารออย่างกระวนกระวายอยากจะให้เมล็ดพันธุ์งอกออกมาเสียในทันที

            นึกภาพออกเลยว่า พวกเขากระตือรือร้นและคาดหวังมากเพียงใด

            ฉู่เฟิงเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างไม่มีอะไรเปรียบและก็เพราะมีสิ่งมาดึงความสนใจเช่นนี้ ทำให้เขายังไม่ได้กินเมล็ดสนสีม่วงทองนั่น

            เขารู้สึกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ฝังอยู่ในก้อนดินนั้นบางทีอาจจะสร้างความอัศจรรย์ใจให้เขาก็ได้!

            หวงหนิวก็คันหัวใจเหมือนมีกรงเล็บนับร้อยมาข่วน เดินไปเดินมา เดี๋ยวๆก็เดินไปดูถังไม้ ทำเอาฉู่เฟิงเองก็วุ่นวายไปตามกัน

            ทันใดนั้น เครื่องมือสื่อสารของฉู่เฟิงก็ดังขึ้น เป็นมารดาของเขาโทรมา

            “ครับแม่!” เขารับสาย

            อีกฟากของเครื่องมือสื่อสาร มารดาของเขาวิตกกังวลจนแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อละล่ำละลักถามว่าเขายังอยู่ที่เมืองชิงหยางหรือไม่

            ตอนนี้ โลกภายนอกต่างวุ่นวายอย่างหนัก เหตุวุ่นวายที่เขาไท่หังซานร้ายแรงอย่างยิ่งภายในระยะเวลาอันสั้นก็แพร่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหง

            งูขาวตัวยาวร่วมร้อยเมตร แม้ถูกยิงด้วยจรวดนำวิถีก็ไม่ตายมันทะยานไปทั่วเขาไท่หังซาน สังหารมนุษย์พิเศษไปร่วมพันทุกแห่งหนทั่วโลกต่างก็แตกตื่นกับข่าวนี้

            นี่ไม่ใช่เรื่องประเทศใครประเทศมัน หากส่งผลกระทบไปทุกประเทศ

            พูดได้ว่า ผลกระทบของมันรุนแรงอย่างยิ่งนี่เป็นเรื่องร้ายแรงเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

            ทั่วโลกต่างกำลังปรึกษาหารือกัน

            “แม่ฮะ ผมไม่เป็นอะไร แม่วางใจได้ เดี๋ยวผมก็กลับไปหาแม่กับพ่อแล้ว”

            ฉู่เฟิงได้แต่ปลอบไม่หยุด ตอนนี้ก็ได้แต่โกหกเขาไปก่อน อย่างเช่นบอกพวกเขาว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วแต่ไปอยู่บ้านเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน

            ปลอบอยู่นาน ในที่สุดเขาก็วางสาย

            จากนั้น ฉู่เฟิงก็ไถดูข่าวมันทุกสำนัก โลกภายนอกวุ่นวายอย่างหนักจริงๆด้วย ผลกระทบจากเรื่องนี้หนักหน่วงอย่างมาก

            มีรูปของงูขาวไม่กี่รูปที่ส่งต่อกันในอินเทอร์เน็ตงูตัวมหึมาขนาดทลายยอดเขาราบคาบ เร็วทะลุกำแพงเสียง พุ่งทะยานในอากาศได้มันช่างเขย่าขวัญผู้คนเป็นอย่างยิ่ง

            เมื่อประกอบกับคำบอกเล่าของมนุษย์พิเศษที่อยู่ในเหตุการณ์บรรยายถึงสิ่งที่พบเจอ นั่นยิ่งทำให้สะท้านสะเทือนกันไปทั่ว

            ผู้คนต่างพะว้าพะวง การปรากฏตัวของงูขาวตอกย้ำตำนานที่ว่ามันดำรงอยู่ในเขาไท่หังซานมาโดยตลอด

            ที่ร้ายคือแต่ละแหล่งแห่งที่ล้วนมีตำนานเล่าขานเช่นนี้บางแห่งเรื่องราวพิสดารยิ่งกว่า น่ากลัวยิ่งกว่าหรือว่าจะมีสัตว์ในตำนานเร้นกายอยู่ตามสถานที่เหล่านั้น?

            ต่างประเทศก็วุ่นวายไม่ต่างกัน เพราะแต่ละที่ต่างก็มีตำนานลึกลับไม่น้อยถ้าหากว่าแต่ละเรื่องกลายเป็นจริงขึ้นมา มิตกใจตายไปตามๆ กันหรือ

            ฉู่เฟิงอ่านอยู่นาน จนตะวันตกดิน จึงวางเครื่องมือสื่อสารลง

            “ฉู่เฟิง เกิดเรื่องแล้ว ช่วยด้วย!”

            ตอนนี้เอง โจวเฉวียนร้องตะโกนแตกตื่น พุ่งเข้ามาในบ้านของฉู่เฟิง

            ใบหน้าเขาซีดเผือด เต็มไปด้วยแววหวาดกลัว

            “เกิดอะไรขึ้น?” ฉู่เฟิงเองก็ตกใจอย่างมากเห็นได้ว่าโจวเฉวียนเจอเรื่องอะไรบางอย่าง ถึงกับตกใจจนสติแตก

            หวงหนิวระแวดระวังตัวทันที กระโดดออกไปที่หัวกำแพงมองไปทางทิศของเขาไท่หังซาน มันสงสัยว่างูขาวตัวนั้นจะปรากฏตัวขึ้น แล้วพุ่งมาทางนี้

            “ให้ฟ้าผ่าตายสิ ตายๆๆๆๆ!” โจวเฉวียนตะโกนลั่น

            “พี่ชายนายเกิดอุบัติเหตุเหรอ?”ฉู่เฟิงรู้ว่าโจวเฉวียนมีพี่ชายคนหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันโดยเฉพาะในตอนนี้ที่ถนนหนทางหลายแห่งถูกตัดขาด จึงไม่อาจกลับบ้านได้

            “ไม่ใช่!” โจวเฉวียนสั่นศีรษะ เขาตัวสั่นเทิ้มชี้ที่ตัวเอง บอกว่า “ฉันสิเกิดเรื่อง”

            แล้วมันเรื่องอะไรถึงได้สติแตกอย่างนี้?ฉู่เฟิงมองเขางงๆ

            “ฉันมีเขางอกออกมาอีกแล้วววว!” โจวเฉวียนคร่ำครวญ

            ก่อนหน้านี้ ที่เขาสองข้างหักไปนั้น เขารู้สึกผ่อนคลาย ชีวิตกลับคืนสู่ความสงบสุข

            แต่ว่า หลังจากที่กินเมล็ดสนสองเมล็ดที่ฉู่เฟิงให้มาแล้ว เขานอนหลับไปตื่นพอตื่นมาก็รู้สึกคันหนังหัว เขาโผล่ออกมาอีกแล้ว มันงอกออกมาท่อนสั้นๆ

            ฉู่เฟิงไร้คำพูด นี่มันเรื่องใหญ่อะไรกัน เขาคาดไว้แล้วว่าจะอย่างไรร่างกายโจวเฉวียนก็ต้องฟื้นฟู

            หวงหนิวโมโหปรี๊ด มันก็นึกว่างูขาวตามมาหาเรื่องถึงที่นี่แทบจะดีดเขาเข้าให้

            “ก็เขาสองข้างไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกน่า!” ฉู่เฟิงตบไหล่เขาพลางปลอบใจ

            โจวเฉวียนพลันน้ำตานองหน้า เอ่ยว่า “ไม่ใช่แค่เขาสองข้างน่ะสิถ้าแค่นั้นฉันก็ไม่โวยวายอย่างนี้หรอก”

            “พวกนายดู มันมาอีกหนึ่ง ตอนนี้เป็นสามเขาแล้ว!”เขาแหวกผมทรงเสย ชี้หมับเข้าที่กลางหัว

            จริงๆ ด้วย นอกจากสองเขาที่งอกขึ้นมาใหม่แล้วตรงกลางกระหม่อมยังมีเขาใหม่งอกขึ้นมาอีกเขา พุ่งตรงอย่างกับพู่กันเหมือนกับผมที่หวีจนเรียบแล้วถักเป็นเปียตั้งชี้ฟ้าอย่างไรอย่างนั้น

            “มาอีกหนึ่งได้ยังไงกัน?” ฉู่เฟิงเองก็แทบจะพูดไม่ออก

            โจวเฉวียนแหงนหน้า ถามไถ่ท้องฟ้าอย่างไร้ซึ่งวาจา ตอนแรกมีสองเขาเขาก็วุ่นวายใจอยู่แล้ว ใครจะนึกล่ะ ว่าพออัพเลเวล เขาที่สามก็โผล่มา!

            ฉู่เฟิงออกจะเห็นใจ เขาที่สาม ถ้าหากว่าเข้าทำนอง “เรียบๆ”สักหน่อยก็ยังพอทำเนา แต่นี่ถักเป็นเปียพุ่งตระหง่านอย่างนี้ โดดเด่นเป็นบ้า

            หวงหนิวแยกเขี้ยวหัวเราะพลางเข้ามาใกล้ ลูบๆ คลำๆ เขาที่สามของโจวเฉวียน

            โจวเฉวียนโมโหจนแทบจะงับมัน เวลาอย่างนี้ไอ้วัวไร้ยางอายนี่ยังมาหัวเราะเยาะกันอีก

            “มอ!”

            หวงหนิวร้องเสียงต่ำ เขี่ยพื้นบอกว่า อย่างนี้เป็นเรื่องดี ขอบอกเขาชัดๆเลยว่า ต่อไปภายหน้าบางทีเขาอาจเป็นที่รู้จักในแวดวงศ์พงศาวัวก็เป็นได้

            “แก ไปให้พ้น!” โจวเฉวียนโมโหจนปวดฟันเขาปัดกีบมันที่ลูบๆ คลำๆ เขาของเขาออก แล้วพกเอาความคับแค้นวิ่งกลับไปตึกหลัง

            กลางดึก ฉู่เฟิงกับหวงหนิวนั่งอยู่กลางสวน เหมือนกับว่ากำลังชมจันทร์แต่อันที่จริงคือกำลังจ้องถังไม้กันอยู่ อยากให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นตอนนี้จริงๆให้ดิ้นตาย

            “มีคนมา!”

            ทันใดนั้น ฉู่เฟิงรู้สึกตัวทันที

            อันที่จริง หวงหนิวรู้สึกตัวแต่แรกแล้ว ตอนนี้ความสามารถของมันล้ำหน้าขึ้นมาก สัญชาตญาณเฉียบคมขึ้นมากโข

            “นายไปซ่อน ห้ามออกมาเด็ดขาด!”

            ฉู่เฟิงบอก แล้วรีบจัดระเบียบข้าวของในสวนกับในบ้านอย่างรวดเร็วเผื่อจะมีอะไรที่ไม่ควรปรากฏสู่สายตาคนอื่นหลุดรอดออกมา

            จันทร์สว่างลอยสูงอยู่กลางฟ้า ราตรีเงียบสงัดวังเวง

            บ้านของฉู่เฟิงตั้งอยู่สุดทิศตะวันออกของเมืองเล็กๆ นี้ ติดกับสวนผลไม้แสงจันทร์กระจ่างสาดส่องไปทั่วอาณาบริเวณ ที่ตรงนี้สะอาด บริสุทธิ์สงบเงียบอย่างยิ่ง

            เงาร่างสูงโปร่งของหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้น เยื้องย่างมาตามแสงจันทร์เธองามอย่างยิ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างราวกับสายน้ำบนร่างเปล่งแสงระเรื่อเรืองรอง

            หลินนั่วอี เป็นเธอนั่นเองที่มาเยือน

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน