สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 เขาวงกตใต้ดิน

            “ประตู?”

            เมื่อโอเลเกร์หันไปมองตามสายตาของซุนเฟยก็เข้าใจในทันที จึงรีบตอบกลับไปว่า “รายงานฝ่าบาท เรือนจำไม่ใช่ทั้งหมดของเขาวงกตใต้ดิน หลังบานประตูนั่นไปยังมีเส้นทางไปสู่ชั้นใต้ดินลึก ไม่มีใครทราบว่าเส้นทางนั้นจะนำไปที่ไหน ก่อนหน้านี้มีคนเคยเข้าไปสำรวจเส้นทางนั้น แต่ก็ไม่มีใครได้กลับออกมา มันอันตรายมาก บางคนบอกว่าด้านหลังเป็นเขาวงกตที่ยื่นออกไปในทุกทิศทาง บางคนก็บอกว่ามีปีศาจร้ายใต้ดินที่กินคนเป็นอาหารซ่อนอยู่ในนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ทุกๆ วันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่จะมีเสียงร้องและคำรามที่น่ากลัวลอยออกมาจากด้านใน เส้นทางนั้นมีแรงดึงดูดบางอย่างที่นำให้คนเป็นเข้าไป...ต่อมา เพื่อปกป้องมนุษย์ องค์ราชารุ่นก่อนๆ จึงส่งคนมาสร้างประตูเหล็กที่นี่เพื่อปิดตายเส้นทางนี้ ทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปขอรับ”

            โอเลเกร์พูดพลางมองไปที่ประตูเหล็กสีดำด้วยท่าทางเกรงกลัว

            ซุนเฟยพยักหน้าไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกอย่างมาก ตามที่โอเลเกร์พูด เรือนจำขนาดใหญ่หลังนี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเขาวงกตใต้ดินก็ได้ เผลอๆ อาจจะเป็นส่วนเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ

            ความจริงเรื่องนี้ทำให้รู้สึกตกใจมาก เขาวงกตใต้ดินนี้ใครเป็นคนสร้างขึ้นมากันแน่? ซุนเฟยคิดว่าเขาวงกตขนาดใหญ่ที่น่าทึ่งแห่งนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้างของเมืองแซมบอร์ดอย่างแน่นอน อยู่ๆ ความคิดนี้ก็ปรากฏขึ้นมาในใจของเขาเป็นไปได้ว่าคนที่สร้างอาคารบ้านเรือนเมืองแซมบอร์ดกับคนที่สร้างเขาวงกตใต้ดินน่าจะเป็นคนๆ เดียวกัน?

            ซุนเฟยมีความรู้สึกคลุมเครือว่า เมืองแซมบอร์ดและเขาวงกตใต้ดินแห่งนี้จะเหมือนกัน นี่อาจเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ที่เปิดเผยออกมา เหมือนเป็นสมบัติลึกลับขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครรู้จัก ยังมีสถานที่มหัศจรรย์ลึกลับมากมายที่จมอยู่ในคลื่นประวัติศาสตร์อย่างเงียบๆ เพียงแต่ยังไม่ถูกค้นพบในตอนนี้เท่านั้น รอก่อนเถอะ เขาจะเป็นคนไปสำรวจขุดคุ้ยด้วยตัวเอง

            เวลานี้ ความสงสัยภายในใจของซุนเฟยกำลังถูกดึงดูดอย่างบ้าคลั่ง

            เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะหาเวลาเข้าไปสำรวจด้านในของประตูเหล็กยักษ์นั่น เพื่อค้นหาสิ่งลึกลับที่ซ่อนอยู่ในเขาวงกตใต้ดินลึกลับแห่งนี้

            ในขณะที่พูดคุย โอเลเกร์ก็นำซุนเฟยขึ้นไปที่ห้องกว้างห้องหนึ่งในชั้นที่หนึ่ง ด้านในมีเครื่องใช้ทุกชนิดและมีแสงสว่างนำความอบอุ่นมาให้เล็กน้อย ซุนเฟยเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้หินที่ปูด้วยหนังสัตว์นุ่มๆ สีดำ ด้านหน้าเก้าอี้มีโต๊ะไม้หนานมู่สีดำตั้งอยู่ ในใจเขายังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาที่เขาละเลยไปก่อนหน้านี้

            ทันใดนั้น ด้านนอกก็ได้ยินเสียงเหล็กกระทบกับดัง “ครึ่กๆ” และยังมีเสียงโซ่ลากบนพื้นอีกด้วย ในที่สุดบรู๊คก็กลับมาแล้ว ด้านหลังเขามีใครบางคนเดินตามเข้ามาด้วย

            “ฝ่าบาท ข้านำตัวแปเตอร์ แช็คมาแล้วขอรับ” บรู๊คโค้งกายอย่างนอบน้อมขณะที่พูด

            ซุนเฟยกวาดสายตามองอดีตผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ที่บรู๊คให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก รูปร่างของเขาสูงใหญ่ สูงเกินหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเสื้อผ้าบนร่างเขาขาดรุ่งริ่ง เดินเท้าเปล่า บางทีอาจถูกขังคุกเป็นเวลานาน ผมบนหัวจึงกระเซอะกระเซิงเหมือนไม้ถูพื้นที่สกปรกร่างกายเขาผอมเล็กน้อย สองมือสองเท้าก็ถูกโซ่คล้องไว้จุดที่ถูกโซ่คล้องไว้มีรอยถลอกลึก ดูสภาพน่าเวทนาอย่างมาก ราวกับขอทานก็ไม่ปาน

            แต่ชายที่อยู่ในสภาพน่าสังเวชคนนี้ แต่ภายใต้ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงกลับมีดวงตาที่ทำให้ซุนเฟยตกตะลึงอยู่ในใจ ดวงตาคู่นี้เป็นประกายแปลกๆ ลูกตาสีน้ำตาลกลับส่องแสงแวววับอย่างน่าประหลาด ทำให้คนรู้สึกเหมือนเทพมังกรกำลังจำศีลอยู่ในเทือกเขาหรือเสือร้ายที่กำลังนอนตะแคงอยู่เฉยๆ ใต้แสงอาทิตย์ หากใครได้มองเข้าไปในดวงตาคู่นี้ เกรงว่าไม่มีใครคิดว่าชายคนนี้เป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์อย่างแน่นอน

            “ข้าแปเตอร์ แช็ค เข้าเฝ้าราชา!”

            เมื่อได้เข้ามาในห้อง สายตาของแช็คก็สำรวจมองทุกคน ก่อนที่สายตาจะตกไปที่ร่างของซุนเฟยแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก เขาคุกเข่าลงกับพื้นโดยมีเสียงโซ่บนร่างเขาดังแกร่กๆ ตามการเคลื่อนไหวในขณะที่เคารพซุนเฟย

            “รีบลุกขึ้นเถอะ! เจ้ารีบไปปลดล็อกโซ่บนร่างแช็คแล้วยกเก้าอี้เข้ามาที”

            ซุนเฟยพูดก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกมาจากหลังโต๊ะ เขาใช้สองมือของตัวเองประคองแช็คที่คุกเข่าบนพื้นตรงหน้าให้ลุกขึ้นพัศดีโอเลเกร์ที่อยู่ข้างๆ เห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็ทราบแล้วว่า อดีตผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์คนนี้กำลังจะกลับมามีอำนาจใหม่อีกครั้งอย่าได้เห็นว่าเบื้องหลังเป็นเพียงนักโทษกบฏเลยเชียว ข้อหานี้ไม่ใช่ว่าสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวของราชาหรอกหรือ? พัศดีโอเลเกร์สังเกตจากสีหน้าและคำพูดของเจ้านายก็รีบไปยกเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังสัตว์เข้ามาด้วยตัวเองจากนั้นก็หยิบกุญแจจากผู้คุมมาไขโซ่ที่มือและเท้าของแช็คด้วยตัวเองอีกด้วย

            ซุนเฟยยกโต๊ะสีดำไปวางตรงหน้าแช็คด้วยพลังมหาศาลของคนเถื่อนเลเวล 16 แสดงให้เห็นถึงพลังที่เหลือเฟือเขาชี้ไปที่อาหารเลิศรสบนโต๊ะที่โอเลเกร์จัดเตรียมไว้ให้แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แปเตอร์เจ้าทานอาหารรองท้องก่อนเถอะ กินอิ่มแล้วพวกเราค่อยมาพูดเรื่องอื่นกัน”

            ในดวงตาของแช็คเผยแววตาประหลาดใจออกมา เขามองซุนเฟยอย่างลึกซึ้งแล้วไม่เกรงใจ สองมือของเขาคว้าขาหลังหมูย่างมากินอย่างมูมมาม บางครั้งก็เทเหล้าชั้นดีดื่ม กินอย่างเอร็ดอร่อยราวกับว่าอาหารตรงหน้าเป็นอาหารที่รสเลิศมากที่สุดในโลก ไม่ช้า อาหารที่ผู้ชายสี่ถึงห้าคนสามารถกินจนอิ่มก็ถูกเขากวาดลงท้องจนเรียบ ตบท้ายด้วยการกรอกเหล้าในกาสีเงินลงคอก่อนจะเรอออกมาจากนั้นจึงหันไปคุกเข่าตรงหน้าซุนเฟยพลางก้มหัวแล้วเอ่ยคำสาบานออกมาเสียงดัง “ข้าแปเตอร์ แช็ค ขอสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อฝ่าบาท จะอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อฝ่าบาทรวมถึงชีวิตของข้าด้วยขอรับ!”

            ซุนเฟยตะลึง คาดไม่ถึงว่าหลังจากที่แช็คกินจนอิ่มก็ไม่พูดไม่จาอะไร มาเอ่ยคำสาบานจงรักภักดีทันที คำพูดโน้มน้าวใจมากมายที่เตรียมไว้ไม่ทันจะได้เอ่ยออกมาสักคำ...เมื่อได้สติ เขาก็คิดอย่างรอบคอบ หรือว่าข้าจะมีกลิ่นอายของวีรบุรุษที่มองไม่เห็นอยู่กันนะ?

            แต่ซุนเฟยไม่รู้ว่า หลังจากที่ซุนเฟยกลับมาเป็นคนปกติเมื่อสองวันก่อนแล้วเข้าร่วมการต่อสู้อย่างดุเดือดบนสนามรบต่อมายังมีเรื่องเล่าว่าได้บั่นคออัศวินจากราชอาณาจักรเซนิทในงานเลี้ยงฉลองเรื่องราวพวกนี้กระจายไปทั่วในเมืองแซมบอร์ดอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งในเวลาว่างๆ เหล่าผู้คุมยังเล่าเรื่องนี้ด้วยท่าทางหน้าบานเป็นจานกระด้ง ไม่ช้าเรื่องเหล่านี้ก็ลอยเข้าหูของแช็ค อีกทั้งบรู๊คยังพูดย้ำเตือนแช็คมาตลอดทางซ้ำแล้วซ้ำอีกอดีตผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์เป็นคนฉลาด เขารู้ว่าโอกาสอันดีของตัวเองมาถึงแล้วและองค์ราชาที่กลับมาเป็นปกติก็มีค่าคู่ควรที่ให้ตัวเองรับใช้ จึงได้กล่าวสาบานจงรักภักดีออกไปทันที

            “ดี เยี่ยมมาก! แปเตอร์ ตอนนี้ความอยุติธรรมของเจ้าข้าจะจัดการ...บรู๊คถ่ายทอดคำสั่งข้าทันที ป่าวประกาศไปทั่วเมือง หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดของราชาอดีตผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์แปเตอร์ แช็คไม่ใช่กบฏแต่เป็นเลขานุการคนก่อนบาร์เซิลใส่ร้ายเขา นับจากวันนี้ไปเจ้าไร้มลทินแล้วเรียกตัวกลับไปทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ต่อ!”

            บรู๊คดีใจเป็นอย่างมาก เขาคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวมันจะง่ายขนาดนี้ จึงรีบดึงแช็คให้คุกเข่าขอบคุณในน้ำใจของราชา

            พัศดีโอเลเกร์ก็แสดงความยินดีกับแช็คด้วย จากนักโทษกลายเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ในเวลาสั้นๆ แช็คก็เหมือนลอยทะยานสู่ท้องฟ้า กลับเข้าไปในศูนย์กลางของอำนาจอาณาจักรอีกครั้ง แม้ว่าเจ้าภูติตูดม้าอาจจะไม่ใช่ไก่ชนที่ดีอะไร แต่เป็นคนที่มีสัญชาตญาณในการสังเกตจากสีหน้าและคำพูดที่ดี เขาเห็นได้ชัดว่าองค์ราชาให้ความสำคัญแก่แช็คเป็นอย่างมาก แช็คถูกวางตัวเป็นบุคคลสำคัญแล้ว

            เมื่อแช็คขอบคุณซุนเฟยเสร็จก็หันหลังกลับไปพูดขอบคุณพัศดีโอเลเกร์อย่างคาดไม่ถึง“ขอบคุณสำหรับความทุ่มเทในการดูแลข้ามาตลอดทำให้ข้าไม่ถูกทรมานจนตายอยู่ในเรือนจำที่มืดมิดนี้ เจ้าช่วยชีวิตข้า ข้าแปเตอร์ แช็คจะไม่ลืมบุญคุณเจ้า!”

            ฉากนี้ทำให้ซุนเฟยและบรู๊คมองหน้ากัน

            โดยเฉพาะในตอนนี้บรู๊คที่เป็นหนึ่งในสองหัวหอกกองทัพของเมืองแซมบอร์ดเขารู้จักนิสัยของแช็คดี ก่อนหน้านี้แช็คมักจะดูถูกเหยียดหยามพวกประจบสอพลออย่างโอเลเกร์ คาดไม่ถึงว่าจะไปก้มหัวขอบคุณ ในใจก็รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนซุนเฟยก็รู้สึกสงสัยอยู่ในใจ เขากวาดสายตามองเจ้าภูติตูดม้าโอเลเกร์หลายรอบ เหมือนได้พบสิ่งมหัศจรรย์บนแผ่นดินก็ไม่ปาน

            แช็คขอบคุณเสร็จก็เหมือนจะรับรู้ถึงสายตาแปลกๆ ของทุกคน เขาจึงอธิบายให้ฟังว่า หลังจากที่ตัวเองถูกส่งเข้ามาในเรือนจำ เลขานุการคนก่อนบาร์เซิลก็เกิดกังวลใจ กลัวมีปัญหาแทรกซ้อนเข้ามา เขาไม่ต้องการรอให้แช็คถูกสั่งประหารท่ามกลางสาธารณชน เขาอยากทรมานแช็คให้ตายในเรือนจำ ในเรือนจำที่มืดมิด หากต้องการให้นักโทษตายก็มีวิธีจัดการได้มากมาย บาร์เซิลจึงสั่งการพัศดีโอเลเกร์โดยตรงให้จัดการเช็กซะ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเส้นประสาทสมองเสื่อมหรือเปล่า จู่ๆ โอเลเกร์ก็เกิดความเมตตาขึ้นมา และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาขัดคำสั่งของบาร์เซิล เขาไม่ทรมานแช็คจนตาย กลับกันยังคอยดูแลอีกต่างหาก ทำให้ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ผู้นี้มีชีวิตรอดอยู่รอวันที่จะได้ล้างมลทิน ไม่อย่างนั้นตอนนี้แช็คคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว

            นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด

            แต่คนที่แปลกใจยิ่งกว่าซุนเฟยและบรู๊คคือโอเลเกร์ คาดว่านี่เป็นสิ่งที่หาได้ยากที่ได้รับการขอบคุณเป็นครั้งแรกจาก‘บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น’ อย่างแช็ค จนตอนนี้เจ้าภูติตูดม้าเองก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อยได้แต่เกาหัวโล้นๆ ของตัวเองพลางหัวเราะอย่างโง่งม    

            ซุนเฟยเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงหัวเราะออกมา

            จากนั้นจึงให้บรู๊คนำแช็คออกไปจากเรือนจำก่อน แม้ว่าผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์จะหลีกเลี่ยงการทรมานในเรือนจำนี้มาได้ แต่เมื่อต้องอยู่ในสภาพการเป็นอยู่ที่แย่แบบนี้นานๆ ร่างกายก็อ่อนแอลงมาก หากไม่ใช่ว่าได้พลังนักรบสองดาวคอยสนับสนุนคงล้มหมอนนอนเสื่อไปนานแล้วดังนั้น หากรีบออกไปเจอแสงแดดบ้างก็เป็นเรื่องดี

            ซุนเฟยคิดจะอยู่ในเรือนจำอีกสักพัก

            “โอเลเกร์ ในเรือนจำหากมีนักโทษที่ป่วยตายกะทันหันหรือถูกประหารชีวิตตามกฎหมายแล้วศพของพวกเขาจะจัดการอย่างไร” ซุนเฟยนั่งลงบนเก้าอี้ ขณะที่กำลังครุ่นคิดบางอย่าง ความคิดนี้ก็แล่นขึ้นมา เขาจึงเอ่ยปากถาม

            “ตามประเพณีดั้งเดิมควรจะเผาขอรับ แต่จะเผาในเรือนจำใต้ดินจะส่งผลให้อากาศไม่ดี ดังนั้น หลังจากประหารชีวิตนักโทษแล้ว หากไม่มีญาติมารับไป ปกติก็จะถูกโยนลงไปในแม่น้ำใต้ดิน ถูกแม่น้ำพัดหายไป” พัศดีโอเลเกร์ไม่รู้ว่าทำไมองค์ราชาถามแบบนี้ แต่ก็ยังโค้งกายตอบอย่างรอบคอบ

            “อ้อ...” ซุนเฟยผิดหวังเล็กน้อยแล้วถามอีกว่า “ตอนนี้ในเรือนจำยังมีศพที่ต้องถูกจัดการไหม?”

            โอเลเกร์รู้สึกแปลกใจ ไม่รู้ว่าองค์ราชาถามแบบนั้นทำไม แต่ก็ยังคงตอบกลับไปอย่างระมัดระวังว่า “รายงานฝ่าบาท เมื่อช่วงเช้าท่านบรู๊คได้บอกว่าท่านจะมาที่เรือนจำด้วยตัวเอง ดังนั้น...ดังนั้น ข้าเลยให้ผู้คุมจัดการโยนศพทิ้งไปแล้วขอรับ”

            “เอ๊ะ? แย่จริงแล้วยังมีนักโทษอุจกรรฉ์ที่จะต้องโดนประหารเร็วๆ นี้ไหม?”

            ได้ยินประโยคนี้ โอเลเกร์ก็พอจะเข้าใจความหมายขององค์ราชา เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกาย แล้วตอบกลับว่า “รายงานฝ่าบาท เมื่อครึ่งเดือนก่อนมีทหารรับจ้างพเนจรสามนายที่ถูกท่านบรู๊คจับกุมส่งมาที่เรือนจำเพราะได้สังหารคนในเมืองแต่ยังไม่ตาย ตอนนี้เพียงถูกขังไว้ในเรือนจำ นอกจากนี้ยังมีศพชายหน้ากากเงินที่พระองค์นำกลับมาเมื่อวันก่อนซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่เช่นกันขอรับ”

            ซุนเฟยพลันดีใจ

            “เยี่ยมมาก เจ้ารีบส่งคนไปนำทหารรับจ้างสามคนนั้นเข้ามา...เอ่อ รวมทั้งศพของชายหน้ากากเงินด้วย และเตรียมห้องปิดตายให้ข้าหนึ่งห้องด้วย...อืม ใช่แล้ว นักเวทชุดดำคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ไหม? แล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “รายงานฝ่าบาท ตามรับสั่งของท่านก่อนหน้านี้ หากนักเวทคนนั้นฟื้นคืนสติขึ้น ผู้คุมก็จะรีบหักกระดูกเขาทันทีให้เขาสลบไป ตอนนี้ชายคนนั้นยังคงสลบอยู่ในห้องสำหรับนักโทษอุจฉกรรจ์ขอรับ!” โอเลเกร์นึกถึงคำสั่งที่เหี้ยมโหดก็รู้สึกตัวสั่นเล็กน้อย

            “ฮ่าๆๆ ดีมาก เจ้าส่งคนไปนำนักเวทคนนั้นมาให้ข้าที่ห้องปิดตายด้วยข้ามีเรื่องสำคัญต้องทำ”

            โอเลเกร์ได้ยินก็รีบหมุนกายออกไปนำนักโทษด้วยตัวเองแล้วจัดเตรียมห้องปิดตาย

            สิบนาทีต่อมาโอเลเกร์ก็กลับมานำทางซุนเฟยขึ้นไปยังห้องกว้างห้องหนึ่งในชั้นที่หก ด้านขวามือของห้องหินนี้ถูกขุดเจาะเป็นห้องเล็กๆ ซ่อนอยู่กว้างประมาณยี่สิบตารางเมตร เป็นห้องปิดตายชั้นยอด ศพชายหน้ากากเงินและทหารรับจ้างสามนายที่ถูกโทษประหารต่างถูกนำมาไว้ในนี้ ส่วนนักเวทสี่ดาวก็กำลังถูกลากเข้ามาในห้องปิดตายด้วยสภาพเหมือนหมา

            “เจ้าและผู้คุมไปเฝ้าด้านนอก อย่าให้ใครเข้ามา...จำไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเข้ามา!” ซุนเฟยหันไปสั่งเสียงเข้ม

            “รับพระบัญชา ฝ่าบาท!”

            โอเลเกร์แม้จะสงสัยแต่ก็เดินนำผู้คุมหลายสิบคนออกไปแล้วยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างเคร่งครัดแม้ว่าเรือนจำจะปลอดภัยมาก แต่โอเลเกร์ก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างรอบคอบเขามองเห็นได้จากการแสดงออกของราชาบางทีพระองค์กำลังจะทำเรื่องบางอย่างที่สำคัญมากอยู่

            ------------------