“ผมขอโทษจริงๆคุณทำนุที่เกิดเื่บัดสีอย่างนี้ขึ้น”
“ไม่เป็ไรน่า แล้วก็แล้วกันไปว่าแต่คุณไม่น่าวู่วามไล่ตะวันออกไปจากบ้านเลย แล้วนี่แกจะไปอยู่ที่ไหน”
“โธ่เอ๋ย ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างนั้น มันจะไปได้สักกี่น้ำ หมดปัญญามันก็ซมซานกลับมาเองนั้นแหละ”
นายพลสุรินทร์แค่นเสียงหัวเราะเยาะบุตรชาย
“ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ทะนงกล่าวออกมาเบาๆความรู้สึกของคนที่ต้องเสียทั้งเพื่อนและคนที่รักไปพร้อมๆกัน มันพูดไม่ออกจริงๆ
“อาเสียใจนะทะนงที่มีเื่บ้าๆอย่างนี้เกิดขึ้น”
นายพลสุรินทร์ปลอบใจชายหนุ่ม
“ไม่เป็ไรครับ”
ทะนงกล่าวจบก็เดินเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นเขาเดินอ้อมไปที่บ้านของนายแสง พบนายแสงกับครอบครัวกำลังช่วยกันเก็บข้าวของเตรียมที่จะออกไปจากที่นี่ตามคำสั่งของนายพลสุรินทร์
“ผมขอโทษครับน้าแสงที่เป็ต้นเหตุให้น้าแสงต้องเดือดร้อน”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณทะนงหรอกครับ ลูกสาวของผมต่างหากที่มันใฝ่สูงเกินตัว แต่อีกอย่างก็ช่างมันเถอะ ไหนๆเื่มันก็เกิดขึ้นแล้ว”
นายแสงกล่าวเหมือนไม่คิดอะไรแต่จริงๆก็เสียใจอยู่ไม่น้อยที่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น
“แล้วนี่น้าแสงจะไปอยู่ที่ไหนละครับ”
“ยังไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ยังไงก็คงต้องไปเพราะนายสุรินทร์ท่านออกปากไล่แล้ว ท่านพูดคำไหนก็ต้องเป็คำนั้น”
“ถ้ามีอะไรที่ผมพอช่วยได้ก็บอกนะครับ”
“ขอบคุณครับ”
แล้วนายแสงก็พาภรรยากับลูกอีกสองคนหอบหิ้วข้าวของเท่าที่พอมีเดินออกไปความมืดกำลังจะคืบคลานเข้ามาแสงจึงพาภรรยาแวะพักที่ศาลาริมทางแม้จะต้องพบกับความลำบากแต่ทั้งสองสามีภรรยาก็ไม่เคยนึกโกรธลูกสาวคนโตเลยเขารู้ว่าความรักนั้นมันเป็เช่นไรเพราะเคยประสบกับมันมาแล้ว ทางเลือกของชีวิตนั้นอาจมีอยู่มากมาย แต่ทางเลือกของหัวใจมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เมื่อออกมาจากบ้านแล้วตะวันก็พาลลินนั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพไปหาเช่าห้องพักอยู่และแม้ทั้งสองจะรู้สึกมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามประสาคนรัก แต่ธรรมชาติของคนนั้นต้องกินต้องใช้ ไม่นานเงินที่มีอยู่ติดตัวก็เริ่มหร่อยหร่อ ตะวันจึงเริ่มออกหางานทำ แต่ไม่ว่าจะตระเวนไปกี่แห่งก็ไม่มีใครยอมรับเขาเข้าทำงานเลย
แต่ละแห่งอ้างเหตุไปต่างๆนานา แต่เขาก็มารู้ว่าสิ่งที่อยู่เื้ัของเหตุผลเ่าั้ก็คือคำสั่งจากพ่อของเขานั้นเอง พ่อของเขามียศมีอำนาจและกว้างขวางพอที่จะบีบเขาด้วยวิธีนี้ได้ และเขาก็ไม่มีปัญญาที่จะไปต่อกรกับพ่อในเื่นี้เขากลับห้องพักมาด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวทุกวัน
“ได้งานหรือเปล่าคะคุณตะวัน”
ลลินถามเขาเหมือนทุกครั้งที่เห็นเขากลับมา
“เคยบอกแล้วนะว่าไม่ไห้เรียกคุณ”
ตะวันบอกกับหญิงสาวที่นับได้ว่าเป็ภรรยาของเขาแล้ว แม้จะโดยพละการก็ตาม
“คะพี่ตะวัน”
ลลินรีบเปลี่ยนไปเรียกเขาตามที่เขาเคยบอกให้เรียก
“ไม่ได้งานทำเลย เพราะพี่ยังเรียนไม่จบและอีกอย่างคุณพ่อก็คงขอร้องพวกเ้าของบริษัทเ่าั้ไว้ว่าไม่ให้รับพี่เข้าทำงาน พ่อคงจงใจบีบให้เราอยู่กันไมได้”
“อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันดีค่ะ”
“ลงไปอยู่ทางใต้กันดีไหม ที่นั้นไม่มีใครรู้จักเราคงจะไม่มีปัญหาอะไรแบบนี้”
“ลลินอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ได้อยู่กับพี่ตะวันเท่านั้น”
ลลินบอกความรู้สึกในหัวใจจากนั้นตะวันก็พาเธอเก็บข้าวของเท่าที่มี แล้วพากันนั่งแท็กซี่ไปที่ท่ารถทัวร์ทั้งสองตีตั๋วล่องใต้ลงไปถึงสุราษฎร์ธานี แต่ระหว่างทางที่วิ่งอยู่นั้นรถก็เกิดยางแตก แต่โชคดีที่คนขับรถยังสามารถพารถจอดลงข้างทางได้อย่างปลอดภัย
“ลงก่อนครับรถไปไม่ได้แล้วครับ ขอเวลาเปลี่ยนยางสักครู่”
เสียงเด็กรถบอกกับผู้โดยสารทุกคนซึ่งก็พากันลงไปจากรถด้วยท่าทางเซ็งๆ
“ที่นี่ที่ไหนครับ”
ตะวันถามคนขับรถคันนั้น
“เข้าเขตจังหวัดเพชรบุรีแล้ว”
คำตอบที่ได้ทำให้ตะวันหันไปสบตากับลลิน