[จบ] ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70

    บทที่ 42 ต่อให้อายุ 80 ลูกก็ยังเป็นเด็กในสายตาเรา

    บทที่ 42 ต่อให้อายุ 80 ลูกก็ยังเป็นเด็กในสายตาเรา


    “แม่คะ หนูทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลไว้ รีบเรียกพ่อกับพี่รองมากินกันเถอะ เดี๋ยวหนูจะแบ่งไปให้คุณปู่คุณย่าถ้วยหนึ่งด้วย”


    พูดจบเสิ่นทิงหงก็หากระติกเปล่ามาใบหนึ่งแล้วเทถั่วเขียวต้มน้ำตาลลงไป จากนั้นก็มุ่งหน้าไปทางบ้านของพ่อเฒ่าเสิ่นแม่เฒ่าเสิ่น


    ตอนแรกจางซู่ฉินยังรู้สึกอิจฉา “ฉันได้ยินว่า เธอทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาส่งเหรอ”


    “ไอหยา พวกเราไม่มีบุญปานนั้นหรอก ทุกคนต่างก็ต้องออกไปทำงาน จะมีใครว่างมาทำถั่วเขียวต้มน้ำตาล”


    “เฮอะ พ่อแม่ว่าไหม พวกเราไม่ได้กินก็แล้วไปเถอะ เธอไม่ได้บอกซะหน่อยว่าจะแบ่งมาให้พวกเรา


    เดิมทีที่จางซู่ฉินพูดขึ้นก็เพื่อต้องการสร้างรอยร้าวระหว่างเสิ่นทิงหงกับผู้เฒ่าทั้งสอง เพราะอย่างไรก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝั่งก็ไม่ได้แนบแน่นเท่าไหร่


    ดูจากนิสัยของเสิ่นทิงหง ต่อให้ตัวเองพูดแบบนั้นออกไป เธอก็ไม่มีทางแบ่งมาให้ผู้เฒ่าทั้งสองเพียงเพราะกลัวลมปากของตัวเองแน่


    แต่ไม่ทันไรจางซู่ฉินก็เหมือนโดนตบหน้า เพราะเสิ่นทิงหงถือถ้วยแบ่งเดินมาทางนี้แล้ว จางซู่ฉินรู้สึกหน้าผ่าวร้อน 


    “ปู่ย่าคะ ดื่มถั่วเขียวต้มน้ำตาลหน่อยนะคะ มีไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยดับกระหายได้” เสิ่นทิงหงพูด


    ตอนเจ้าของร่างเดิมอยู่ ถึงแม้ผู้เฒ่าทั้งสองจะไม่ได้รักเอ็นดูเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถือว่าแย่ อย่างน้อยก็ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ที่ถือคติว่าลูกชายดีกว่าลูกสาวเกินเหตุ


    ถึงจะมีบ้าง แต่ยังให้ความสำคัญกับรุ่นหลานอยู่ ไม่ได้ถือว่าหลานสาวเป็นดอกไม้ใบหญ้าริมทาง 


    ดังนั้นความประทับใจที่เสิ่นทิงหงมีต่อพวกเขาจึงไม่แย่ ก็แค่ถั่วเขียวต้มน้ำตาลถ้วยเดียว เธอตัดใจได้อยู่แล้ว


    “พวกเธอกินกันเองก็พอแล้ว แบ่งมาให้ทำไมกัน” แม่เฒ่าเสิ่นพูด


    ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ใบหน้าก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม แถมยังเหลือบมองไปทางจางซู่ฉินแวบหนึ่งด้วย


    นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าจางซู่ฉิน


    “ปู่ย่าคะ มีส่วนของพ่อแม่กับพี่ ๆ เขาอยู่ค่ะ อีกเดี๋ยวหนูก็จะแบ่งเอาไปให้พี่ใหญ่ พวกท่านรีบดื่มเถอะค่ะ” เสิ่นทิงหงพูด


    พ่อเฒ่าเสิ่นได้ยินก็เอื้อมมือไปรับถ้วยจากมือเสิ่นทิงหง ดื่มลงไปครึ่งถ้วยแล้วยื่นส่งต่อให้แม่เฒ่าเสิ่น


    “หลานสาวมีใจกตัญญู คุณก็ดื่มเถอะ”


    “ได้ ได้ ได้!” แม่เฒ่าเสิ่นรับมาดื่มเข้าไป สักพักก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมา


    “ทำไมเย็นได้อย่างนี้”


    เสิ่นทิงหงคิดคำอธิบายไว้ล่วงหน้าแล้วจึงตอบไปว่า


    “ปิดฝาเก็บไว้ในน้ำตลอดน่ะค่ะ อาจเพราะว่าไม่โดนแสงอาทิตย์ เลยทำให้น้ำทั้งเย็นทั้งสดชื่น”


    แม่เฒ่าเสิ่นไม่ได้สงสัยอะไร หันไปพูดกับพ่อเฒ่าเสิ่นว่า 


    “หวานจริง ๆ”


    พ่อเฒ่าเสิ่นพยักหน้า “ต้องใส่น้ำตาลไปไม่น้อยแน่”


    สองผู้เฒ่าขานรับกันไปมา จนทำให้จางซู่ฉินโกรธจนลมออกหู พอได้ยินพวกเขาบอกว่าหวาน ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นของอร่อยแน่ เลยฝืนทำหน้าหนาพูดกับเสิ่นทิงหงว่า


    “นีเอ๋อร์ลูก เอาน้ำอะไรมาให้เหรอ คุณแม่ท่านก็ได้ดื่มแล้ว ไม่ลองเอามาให้ป้าสะใภ้ดื่มดูสักถ้วยล่ะ”


    เสิ่นต้าลี่ส่งสายตาดุ ๆ ไปทางภรรยาตัวเอง แต่จางซู่ฉินกลับทำเอาหูไปนาไปตาไปไร่


    เธอไม่เชื่อว่า ถ้าตัวเองพูดออกมาต่อหน้าคนตั้งมากมายขนาดนี้ เสิ่นทิงหงจะกล้าไม่ให้


    เสิ่นทิงหงจ้องกลับไป “ป้าสะใภ้ใหญ่อยากดื่มน้ำเหรอคะ ฉันไม่มีให้หรอก ที่แบ่งมานี่เป็นถั่วเขียวต้มน้ำตาล แถมก็ไม่ได้มีเยอะด้วย ยังต้องแบ่งไปส่งให้พี่ใหญ่อีก คุณก็ให้เสิ่นปี้เหลียนกลับไปเอาน้ำมาให้แทนแล้วกัน”


    พูดจบก็หมุนตัวจากไปพร้อมกับถ้วยเปล่า


    แม่เฒ่าเสิ่นมองไปยังจางซู่ฉิน “รู้จักแต่พูดจากระทบคนอื่น ไม่เห็นจะลงมือทำเอง ดีแต่ว่าคนอื่นไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ทำไมไม่เห็นเธอแสดงความกตัญญูต่อพวกเราสองตายายบ้างล่ะ”


    พูดจบก็หันไปวุ่นกับงานของตัวเอง ปล่อยให้จางซู่ฉินหน้าเปลี่ยนเป็นจานสีอยู่ตรงนั้น 


    เสิ่นต้าลี่จ้องหน้าเธอแล้วพูด “ทำงานของตัวเองไปเถอะน่า ตรงไหนมีปัญหาทำไมมีเธอตลอดเลยฮะ”


    เสิ่นทิงหงกลับไปหาหลิวเยว่ หลิวเยว่ก็ขมวดคิ้วพูดขึ้น


    “ไม่ต้องไปสนใจคำพูดของคนบ้านั่น”


    เสิ่นทิงหงยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “หนูรู้ค่ะ”


    พอเสิ่นต้าเฉียงกับเสิ่นทิงอู่วางงานในมือลง หลิวเยว่ก็ถือถ้วยไปยื่นให้ถึงมือเสิ่นต้าเฉียง “รีบดื่มสิ ถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่ลูกสาวเราต้มเองเลยนะ อร่อยมาก”


    เขาลองดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง รสชาติดีจริง ๆ ดูเหมือนจะใส่น้ำตาลลงไปด้วยนี่ จะให้บอกว่าดื่มยากก็คงไม่ได้แล้ว


    “อ่า~  เย็น ๆ แบบนี้อร่อยจริง ๆ นีเอ๋อร์ของพวกเราฝีมือดีจริง ๆ”


    เดิมทีเสิ่นต้าเฉียงคิดว่าถึงจะไม่อร่อยก็จะไว้หน้าลูกสาวไว้สักหน่อย แต่พอเข้าปากกลับพบว่าจริง ๆ แล้วอร่อยมาก


    ในนั้นยังมีน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกายอีก ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะลดลงไปไม่น้อยเลย ประกอบกับความเย็นที่สัมผัสในปาก ทำให้ในวันที่อากาศร้อนแบบนี้รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก


    “ถ้างั้นหนูเอาไปให้พี่ใหญ่ก่อนนะคะ ถ้ายังปล่อยทิ้งไว้ข้างนอกแบบนี้จะหายเย็นซะก่อน” เสิ่นทิงหงพูด


    “ได้ ๆๆ ลูกเอาไปให้พี่ใหญ่เถอะ ระหว่างทางก็เดินระวัง ๆ หน่อยนะ อย่ากระโดดโลดเต้นจนล้มเอาล่ะ” หลิวเยว่สั่ง


    เสิ่นทิงหงจนปัญญา “แม่คะ หนูจะสิบแปดแล้วนะ ไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ แล้ว”


    ความรู้สึกปีตินี่มันยังไงกันนะ


    “อย่าว่าแต่สิบแปดเลย ต่อให้ลูกอายุแปดสิบ ลูกก็ยังเป็นเด็กในสายตาพวกเรา เอาละ เอาละ รีบไปเถอะ ถ้ายังชักช้าก็จะโดนหักคะแนนเอา”


    เสิ่นทิงหงพยักหน้า จับมือบอกลาพ่อแม่และพี่รอง จากนั้นก็หิ้วของตรงไปที่โรงเรียนประถมของหมู่บ้าน


    ความจริงแล้วในกระติกยังมีเหลืออยู่มาก แต่ถึงจางซู่ฉินอยากได้ เธอก็ไม่ให้ แม้แต่เกลือครึ่งเม็ดก็อย่าหวังว่าจะได้ไป


    พอมาถึงโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน เสิ่นทิงหงก็ตรงไปที่ชั้นเรียนของเสิ่นทิงเหวิน


    เพราะว่าเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ คุณครูในโรงเรียนจึงมีไม่มาก ทั้งโรงเรียนมีอยู่ทั้งหมดห้าห้อง ชั้นปีละห้อง และก็ไม่ได้แยกคุณครูเป็นรายวิชาคณิตศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์อะไร แต่ครูหนึ่งคนรับผิดชอบคนเดียวหนึ่งชั้นเรียน


    ตอนนี้เสิ่นทิงอู่รับผิดชอบสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม จึงหาตัวเขาได้ไม่ยาก ยังไงก็เป็นห้องที่เรียงแถวกันอยู่แถวเดียว ซึ่งเรียงลำดับจากชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งไปจนถึงชั้นปีที่ห้า ไม่นานก็หาห้องพักครูเจอ


    ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกคาบของเสิ่นทิงเหวิน เสิ่นทิงหงจึงรอเงียบ ๆ อยู่ด้านนอก ไม่ได้เข้าไปรบกวน


    เวลาเสิ่นทิงเหวินสอนนั้นตั้งใจมาก จึงไม่ได้ทันสังเกตเห็นเสิ่นทิงหง รอจนมีเสียงบอกเวลา เขาถึงสังเกตเห็นเสิ่นทิงหงที่ยืนรออยู่ด้านนอก


    ยุคนี้ยังไม่ได้เป็นเสียงตามสายเหมือนในอนาคต แต่เป็นเสียงที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อการนี้ เมื่อถึงเวลาก็จะมีเสียงดังขึ้น ขอให้ทุกคนได้ยินเป็นใช้ได้


    บรรยากาศในชั้นเรียนยังไม่ค่อยดีนัก เพราะยังไงก็เป็นแค่โรงเรียนประถมในชนบท มีหลังคาเปิดกว้างให้มีแสงสว่างส่องเข้ามาเท่านั้น


    กระดานดำก็คงเอาสีดำมาทา ๆ เอา ดูไม่ค่อยประณีตเท่าไหร่


    “น้องเล็ก มาได้ยังไงเนี่ย”


    เสิ่นทิงเหวินอารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่อได้เห็นเสิ่นทิงหง ถึงจะดูเงอะ ๆ งะ ๆ แต่ก็มองออกด้วยตาเปล่าว่ารีบร้อนเดินเข้ามาหาเสิ่นทิงหง


    “เอาถั่วเขียวต้นน้ำตาลมาให้ค่ะ” เสิ่นทิงหงยืนกระติกในมือส่งให้ยิ้ม ๆ


    “ขอบใจจ้ะน้องเล็ก”


    พวกเขาพากันเดินไปใต้ต้นไม้ที่อยู่ข้าง ๆ เพราะไม่ได้แบ่งมาเยอะ ถ้าเอาเข้าไปที่ห้องพักครูแล้วไม่แบ่งให้ครูท่านอื่นก็จะดูไม่ดี ถ้าแบ่งให้ไปก็จะมีเหลือให้เสิ่นทิงเหวินได้ดื่มแค่นิดเดียว


    เสิ่นทิงเหวินไม่ได้คิดมากอะไร แต่เสิ่นทิงหงคิดว่าเรื่องแบบนี้ต้องมีขอบเขต เลือกดูแลเฉพาะคนในครอบครัวก่อนดีกว่า 



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70 ที่คุณอ่าน