อวี๋จื่ออวี๋คีบเศษกระสุนที่ติดอยู่ในร่างของพี่หัวราบออกจนหมดแต่ยังไม่รีบหยดน้ำบำรุงชีวิตลงไปทันที
พลังที่แฝงอยู่ในน้ำบำรุงชีวิตของเขานั้นมีความเข้มข้นเกินไปสำหรับพี่หัวราบและหมาป่าวายุในเวลานี้ มันจะเป็นพิษร้ายมากกว่ายาดี
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็หันไปสนใจพื้นดินเบื้องหน้า
“ครืนนน...”
เสียงผืนดินสะเทือนดังขึ้นแล้วรากไม้สีดำนับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมาจากใต้นั้น ทั้งหุบเขาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
จากนั้นรากไม้เหล่านี้ก็พันเกี่ยวกันราวกับมังกรดิน เลื้อยพันไปมาในผืนดินอย่างต่อเนื่องชอนไชม้วนตัวใต้ดินอย่างบ้าคลั่ง
บางครั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นตาข่ายสีดำขนาดใหญ่กวาดกองดินจำนวนมากไปไว้ด้านข้าง บางครั้งก็ม้วนหินก้อนใหญ่ๆโยนพวกมันทิ้งไปไกลอย่างไม่ไยดี
ไม่นานนักด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวของอวี๋จื่ออวี๋ หลุมลึกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆสามสิบเมตร ลึกประมาณเจ็ดเมตรก็ปรากฏขึ้น
เมื่อทำการขุดเสร็จสิ้นอวี๋จื่ออวี๋ก็เหลือบไปมองแม่น้ำสายเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล
ไม่สิ ไม่ควรเรียกว่าแม่น้ำ
เพียงแค่บอกว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีฝนพรำและน้ำฝนก็ไหลตามร่องยาวลาดต่ำไปรวมกับตาน้ำที่อยู่ไกลออกไปบนเขา กลายเป็นน้ำพุ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีน้ำพุไหลเช่นนี้การเนรมิตทะเลสาบขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มในใจ แล้วเริ่มลงมือ ไม่สิเริ่มใช้รากไม้จัดการระบบผันน้ำให้เสร็จสมบูรณ์
เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงทะเลสาบที่ค่อนข้างขุ่นคลั่กก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอวี๋จื่ออวี๋โดยสมบูรณ์
“ลงไปได้แล้ว”
อวี๋จื่ออวี๋ใช้กิ่งไม้เกี่ยวพี่หัวราบแล้วหย่อนลงไปในทะเลสาบจากนั้นก็ไล่หมาป่าวายุหลายตัวตามลงไป
ก่อนที่พวกมันจะตะเกียกตะกายออกจากทะเลสาบกิ่งไม้ของอวี๋จื่ออวี๋ก็หักออก เผยรอยตัดที่เรียบเนียนจากนั้นหยดน้ำบำรุงชีวิตที่เข้มข้นหยดหนึ่งก็ร่วงลงไป
“โฮก! โฮก! โฮก!”
สัตว์อสูรสองเผ่าพันธุ์คำรามแล้วก็เงียบเสียงลง
นั่นเป็นเพราะพื้นผิวของทะเลสาบในตอนนี้เปล่งประกายเรืองรองสัมผัสที่สบายและอบอุ่นโอบล้อมพวกมันไว้อย่างอ่อนโยน
.......
แกว๊ก...
นกกระเรียนขาวกระพือปีกบินร่อน...
“มอออ...”
กระทิงป่าตื่นขึ้น...
สัตว์อสูรกลายพันธุ์ทุกตัวต่างจ้องมองไปยังทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกล
แต่เพราะกิ่งไม้ที่ไหวสะเทือนอยู่บนอากาศส่วนใหญ่จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลือกที่จะหยุดนิ่ง
“นี่คือรางวัลของผู้ออกศึก”
อวี๋จื่ออวี๋มองสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่หยุดนิ่งเหล่านี้ด้วยความขบขัน
อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าการขุดทะเลสาบนั้นให้ประโยชน์หลายด้าน
นอกจากจะช่วยเสริมทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขาเท่านั้นเพียงแค่การหยดน้ำบำรุงชีวิตลงไปอย่างต่อเนื่องก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนทะเลสาบแห่งนี้ให้กลายเป็นทะเลสาบวิญญาณขนาดย่อม
และการมีอยู่ของทะเลสาบวิญญาณก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ที่นี่ได้แล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็สัมผัสถึงรากไม้หลักของตนอีกครั้ง
รากไม้ที่น่าสะพรึงกลัวนี้หยั่งลึกลงไปในผืนดินรากฝอยของมันแผ่ขยายไปทั่วทุกชั่วขณะมันดูดซับน้ำจากแม่น้ำวิญญาณใต้ดินที่ไหลเวียนอยู่ในความลึกของผืนดินอย่างละโมบ
แม่น้ำวิญญาณ แม่น้ำที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณ
ในความคิดของอวี๋จื่ออวี๋เขามองที่แห่งนี้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
ความล้ำค่าของที่แห่งนี้เพียงแค่ดูรากไม้หลักของเขาในตอนนี้ก็รู้แล้ว
ผ่านมาเพียงสิบวันรากไม้หลักของเขาก็หนาขึ้นหลายเท่า
และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นเมื่อมองลึกลงไปในผืนดิน อวี๋จื่ออวี๋ก็เห็นว่ารากไม้หลักของเขากำลังขยายตัวและหดเป็นจังหวะราวกับหายใจมันดูดซับพลังวิญญาณมหาศาลอย่างต่อเนื่อง
การเคลื่อนไหวราวกับหายใจเข้าออกนี้อาจไม่ปรากฏชัดเจนนักสำหรับต้นหลิวที่เป็นร่างหลักบนผิวดิน
แต่สำหรับรากไม้ที่แผ่ไปทั่วผืนดินแล้วมันกลับเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นยอด
อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ารากไม้จำนวนนับไม่ถ้วนของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือพวกมันกำลังแผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทางราวกับตาข่ายขนาดยักษ์
คาดว่าในไม่ช้าใต้หุบเขาที่มีพื้นที่สองสามร้อยตารางเมตรแห่งนี้ คงจะเต็มไปด้วยรากไม้ของเขา
หากแต้มวิวัฒนาการคือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับความสามารถของเขาการปรากฏขึ้นของแม่น้ำวิญญาณใต้ดินก็คือรากฐานที่ผลักดันให้เขาก้าวไปสู่การวิวัฒนาการอีกครั้ง
“แม่น้ำวิญญาณใต้ดินมีประโยชน์กับฉันมากขนาดนี้สำหรับสัตว์อสูรกลายพันธุ์ตัวอื่นก็คงมีประโยชน์ไม่แพ้กัน”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้ข้อสรุป
หากการคาดเดานี้ไม่ผิดสิ่งที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณนี้ อาจกลายเป็นทรัพยากรที่ทุกคนต่างแย่งชิงกันในอนาคต
......
เวลาผ่านไปหลายวัน
และในช่วงบ่ายวันหนึ่งที่มุมลึกลับแห่งหนึ่งในประเทศนี้
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นชายชราคนหนึ่งมองไปยังเยี่ยนเกาหย่วนที่นั่งตัวตรงท่าทางเคร่งขรึมอยู่ไม่ไกลก่อนจะส่ายหน้าพลางปลอบใจว่า
“เกาหย่วน ครั้งนี้ต้องลำบากคุณแล้ว”
“ไม่ลำบากเลยครับ”
คำตอบสั้นๆของเยี่ยนเกาหย่วนทำให้อีกฝ่ายอดที่จะฮึดฮัดไม่ได้
จากนั้นเยี่ยนเกาหย่วนก็เหมือนกับควบคุมตัวเองไม่ได้
“แค่ก แค่ก...”
เขาไอติดต่อกันหลายครั้งพอเอามือที่ปิดปากลง เลือดสีแดงที่ติดอยู่บนมือก็ปรากฏสู่สายตาของชายชรา
“เฮ้อดูเหมือนคราวนี้คุณจะเจอคู่ปรับที่ร้ายกาจเข้าแล้วสินะ”
“ร้ายกาจมากครับ”
พูดพลางเยี่ยนเกาหย่วนก็นึกถึงพี่หัวราบกลายพันธุ์ตัวนั้นที่แผงขนประกายสีเงินอีกครั้ง
เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจและอันตรายจริงๆ
สมกับที่ครั้งหนึ่งมันเคยถูกขนานนามว่า‘สัตว์ที่ปราศจากความกลัวที่สุดในโลก’
แม้จะกลายเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์มันก็ยังดุร้ายไม่เปลี่ยน
เยี่ยนเกาหย่วนหยิบทิชชูบนโต๊ะขึ้นมาเช็ดคราบเลือดที่เหลืออยู่บนมือและมุมปากอย่างใจเย็น แล้วเริ่มพูดถึงเรื่องสำคัญ
“ผู้บัญชาการครับจากข้อมูลที่เรามีอยู่ในตอนนี้เทือกเขาแห่งนั้นน่าจะเกิดการกลายพันธุ์ของพื้นที่แล้วครับแต่เราก็ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่จะมีสัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับสูงอาศัยอยู่”
“อย่างนั้นเหรอ...”
ชายชราพยักหน้าพลางหยิบเอกสารที่เยี่ยนเกาหย่วนยื่นให้มาวางบนโต๊ะ แล้วถามว่า
“คุณบอกว่าที่นั่นมีหมอกหนาปกคลุมตลอดเวลาแถมยังส่งผลต่อจิตใจคนได้ด้วยเหรอ”
“ครับนั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินว่าเกิดการกลายพันธุ์ของพื้นที่ขึ้นแล้วเหมือนกับสถานที่อื่นๆ สถานที่เหล่านั้นก็มีปรากฏการณ์ต่างๆที่อธิบายไม่ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์เหมือนกันครับ”
“แน่นอนการกลายพันธุ์เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายแต่เมื่อพิจารณาว่าหมอกที่นั่นไม่เป็นอันตรายเราจะกำหนดให้เทือกเขาแห่งนั้นเป็นเขตเฝ้าระวังสีเหลืองไปก่อน อย่างไรก็ตามอย่าลืมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากมีการเคลื่อนไหวใดๆสามารถยกระดับเป็นเขตอันตรายสีแดงได้ทันที”
“เขตเฝ้าระวังสีเหลืองที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเหรอครับ?”
เยี่ยนเกาหย่วนพึมพำ แล้วพยักหน้าเห็นด้วย