ขบวนรถม้าทั้งเจ็ดคันเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางบนภูเขาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมา มีแต่มุ่งสู่พื้นที่สูงขึ้นไปถ่ายเดียว ยิ่งมายิ่งลาดชัน น่าแปลกใจที่ม้าลากรถตัวใหญ่ยักษ์เหล่านี้กลับเดินทางโดยไม่เหน็ดเหนื่อย ยังคงลากทั้งคนทั้งรถขึ้นเขาได้อย่างง่ายดาย
หลินมู่หยางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกาย แม้บาดแผลจะยังไม่หายสนิท แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวมากนัก แต่การนอนรักษาตัวบนรถม้าก็ไม่สะดวกนัก เวลาที่ล้อรถตกหลุมหรือข้ามสิ่งกีดขวาง เขากระเด็นกระดอนไปมาจนปวดแผลทุกครา
ระหว่างทางเขาได้พูดคุยกับผู้ผ่านการทดสอบอีกสองคนมากขึ้น จึงทราบว่าคนผอมสูงที่อัธยาศัยดีเรียกว่าหลัวจิ่งเหวิน ส่วนคนหน้าบึ้งที่ส่งสายตาเย็นชากลับมาตลอด เรียกว่าเว่ยจื่อหาน ทั้งสองล้วนเป็นคนจากหมู่บ้านห่างไกลที่ผ่านการทดสอบ
หลินมู่หยางไม่ใช่คนช่างพูดเท่าใดนัก แต่ตลอดการเดินทางทั้งสามวัน เขากลับพบพานสหายใหม่หลายคนจากการสนทนา เวลาที่ขบวนหยุดพักระหว่างทาง พวกเขาล้วนจับกลุ่มพูดคุยสังสรรค์กัน เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับหลัวจิ่งเหวิน คนผู้นี้อัธยาศัยดียิ่ง ไม่ว่าสนทนากับใครผู้ใด ล้วนกลับกลายเป็นมิตรได้ทุกคน
จนกระทั่งในบ่ายวันที่สาม ขบวนรถม้าหยุดลงกะทันหัน เสียงของครูฝึกดังขึ้นจากด้านหน้าขบวน
"ทุกคนลงจากรถม้า มารวมตัวกันเบื้องหน้าเราบัดเดี๋ยวนี้"
ผู้ผ่านการทดสอบทั้งยี่สิบเจ็ดคนลงจากรถม้าได้รวดเร็วยิ่ง เพียงครู่เดียวก็มาตั้งแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยหน้าหลิวจงเหยียน บุคคลที่เป็นครูฝึกเพียงหนึ่งเดียวในขบวนนี้ คนผู้นี้เป็นนักสำรวจระดับสามัญ ใบหน้าเคร่งขรึม รูปร่างกำยำ และมีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วด้านซ้าย รับหน้าที่ดูแลคุ้มครองขบวนรถม้าขบวนนี้
เมื่อทุกคนมองผ่านไปยังด้านหลังของครูฝึกหลิว สิ่งที่ปรากฏในสายตาทำให้แต่ละคนตกตะลึงไปครู่ใหญ่ เบื้องหน้าคือแม่น้ำสายใหญ่ที่กว้างเกือบสามลี้ จนมองเห็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่อีกฝั่งสูงแค่คืบเดียว สายน้ำไหลเชี่ยวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายจนเป็นประกาย
สิ่งที่ทำให้ทั้งหมดตกตะลึงคือสิ่งที่ปรากฏในอีกฟากฝั่งของแม่น้ำ
ภูเขาขนาดมหึมาตั้งตระหง่านสูงเด่นเทียมฟ้า ยอดเขาซ่อนตัวอยู่เหนือเวหา หมู่เมฆลอยอยู่รอบยอดเขาจนบดบังส่วนบนเอาไว้ ตรงกลางภูเขามีบันไดหินขนาดใหญ่ทอดยาวขึ้นไป มองจากระยะไกลแทบไม่เห็นจุดสิ้นสุด
หลินมู่หยางเงยหน้ามองด้วยใจสั่นสะท้าน ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยพบพานยอดเขาที่สูงตระหง่านเช่นนี้มาก่อน เพียงแค่จ้องมองยังทำให้ใจสั่นสะท้าน
"นั่นคือ..."
"ยอดเขาเทียนเฟิง...อันที่จริงแล้วจุดที่พวกเรายืนอยู่ ณ ตอนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของเขาเทียนเฟิง แต่ที่อยู่ตรงหน้านี้คือจุดเริ่มเริ่มต้นไปยังยอดเขาที่แท้จริง"
เสียงของไป๋หลิงซวงดังขึ้นจากด้านข้าง สตรีผู้นี้รอบรู้ทุกอย่างที่ผู้คนสงสัย คล้ายห้องสมุดเคลื่อนที่ไปทุกที หลินมู่หยางทำได้เพียงพยักหน้าตอบด้วยแววตาเลื่อนลอย
เขาเคยได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้จากครูฝึกมาหลายครา แต่การได้เห็นด้วยตาตนเองกลับแตกต่างจากที่จินตนาการไว้มาก ยอดเขาสูงจนดูราวกับสามารถแทงทะลุท้องฟ้า หากว่าได้ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา ไม่ทราบว่าจะให้ความรู้สึกแบบใด
หลิวจงเหยียนมองดูพวกเขาด้วยใบหน้ากระหยิ่ม คล้ายคาดคิดไว้แล้วทุกคนจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปครู่ใหญ่ ก่อนแหกปากตะโกนด้วยเสียงอันดังต่อว่า
"จากตรงนี้ไป ให้ทิ้งสัมภาระทั้งหมดไว้บนรถม้า ให้ใส่เพียงเสื้อผ้าที่เบาบาง กระชับ และไม่อุ้มน้ำ เนื่องจากสะพานข้ามแม่น้ำอยู่ห่างออกไปอีกสิบลี้ ตอนนี้ม้าลากรถรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องว่ายน้ำข้ามไปอีกฝั่ง ให้เวลาเตรียมตัวครึ่งเค่อเท่านั้น"
ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำสั่งของครูฝึกหลิว เมื่อหันกลับไปมองดูม้าลากรถของตนเอง พลันพบว่าพวกมันแข็งแรงคึกคักเต็มที่ สามารถลากรถไปได้ไกลนับร้อยลี้ แต่ทั้งหมดล้วนพากันปิดปาก หน่วยสำรวจขึ้นชื่อเรื่องระเบียบวินัยและการเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา หากขัดคำสั่งอาจถูกไล่กลับบ้านทันที
"สัมภาระทั้งหมดจะถูกส่งตามไปทีหลัง ข้ารับรองว่าจะไม่มีสิ่งของสูญหาย...เตรียมตัว..."
หลินมู่หยางและพวกต่างรีบวิ่งไปยังรถม้าของตนเอง สวมใส่ชุดที่คิดว่ารัดกุมและเบาบางที่สุด คนที่ผมยาวรุงรังยังรวบมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระยะทางหรือทักษะในการว่ายน้ำ แต่เป็นไปให้ถึงอีกฝั่งเป็นคนแรก นี่เป็นโอกาสแรกในการสร้างผลงาน ใครโดดเด่นที่สุดจะกลายเป็นที่จับตามอง
หลิวจงเหยียนตะโกนคำว่า ‘รวมพล’ ด้วยเสียงอันดัง ทุกคนล้วนวิ่งมาเข้าแถวเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ครูฝึกผู้นี้หัวเราะเสียงดังลั่นรอบหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปยังแม่น้ำเบื้องหน้า กล่าวว่า
"พวกเจ้าว่ายน้ำข้ามไปได้แล้ว"
หลินมู่หยางวิ่งไปยังแม่น้ำด้วยฝีเท้าที่เร็วยิ่ง กระโดดลงไปในน้ำพร้อมกับคนอื่นๆ ทันทีที่ร่างกายสัมผัสน้ำ ความเย็นก็แทรกซึมเข้ามาทั่วร่าง เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ คราหนึ่ง ก่อนจะมุดลงไปดำน้ำตามท่าที่ตนเองถนัด เดี๋ยวดำเดี๋ยวโผล่ออกมาหายใจ โชคดีที่กระแสน้ำไม่ได้ไหลเชี่ยวนัก จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการว่ายน้ำเท่าใด
การว่ายน้ำกลายเป็นการวัดความแข็งแกร่งและระดับการฝึกฝน ด้วยระยะทางเกือบสามลี้ทำให้เห็นระดับที่แตกต่างกัน ตอนเริ่มแรกคล้ายจะเกาะกลุ่มไปด้วยกัน พอเวลาผ่านไปก็เกิดการเปลี่ยนแปลง คนที่แข็งแรงและมีระดับการฝึกฝนสูงกว่ายังคงรักษาความเร็วตั้งต้นไว้ได้ แต่คนที่อ่อนแอกลับถูกทิ้งห่างไปทีละนิดทีละน้อย
หลินมู่หยางรู้ว่าต้องพยายามให้มากเข้าไว้ ตอนนี้พวกเขาอยู่ในอาณาเขตของสำนักศึกษาแล้ว ย่อมถูกจับตามองจากอาจารย์ในสำนักศึกษา หากมีการแสดงออกที่โดดเด่นคงได้รับโอกาสมากกว่าผู้อื่น
แต่ด้วยสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้กลับมีอุปสรรคไม่น้อย บาดแผลที่กำลังสมานตัวกลับปริออกเพราะการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรุนแรง การว่ายน้ำจำเป็นต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้บาดแผลทั้งหมดได้รับผลกระทบโดยตรง
เขาว่ายไปได้ไม่นานก็พบว่ามีบางสิ่งพุ่งโจมตีบริเวณหัวไหล่ของเขา รู้สึกคล้ายถูกสิ่งมีชีวิตบางชนิดกัดตรงบาดแผลที่ปริออก แต่ร่างกายของผู้ฝึกกายานั้นแข็งแกร่งยิ่ง เพียงรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อยคล้ายมดกัดเท่านั้น ถึงกระนั้นการโจมตีที่ดูเหมือนจะไม่รุนแรงนี้ หากเปลี่ยนคนธรรมดาทั่วไปคงเสียเลือดเสียเนื้อไปบ้างแล้ว
หลินมู่หยางบังเกิดความสงสัยอยู่บ้าง แต่ยังคงว่ายน้ำต่อไปโดยไม่ลดความเร็ว บัดนี้เขาอยู่ในกลุ่มผู้นำร่วมกับอีกหลายคน หากชักช้าเพียงเสี้ยวเดียวคงถูกทิ้งห่างอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่เดิมอีกหลายครั้ง พลันพบว่าถูกสิ่งมีชีวิตใต้น้ำจู่โจมอย่างต่อเนื่อง เขาบังเกิดอาการตื่นตระหนกในใจ รีบดึงมีดสั้นที่ซ่อนไว้ตรงเอวออกมา ทิ่มแทงออกไปใกล้หัวไหล่แบบมั่วซั่ว เพียงสามรอบก็โดนใส่เป้าหมาย
สิ่งมีชีวิตตัวนั้นดิ้นรนสุดชีวิต แต่หลินมู่หยางนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญการล่าสัตว์ตกปลาที่แท้จริง เขารีบใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางรวบมันเข้าใกล้ด้ามมีด จากนั้นยกชูขึ้นไปเหนือน้ำ ก็พบเห็นปลาประหลาดชนิดหนึ่ง
ปลาชนิดนี้ผิวหนังดำด้านหยาบกร้าน แต่ที่น่ากลัวกลับเป็นฟันอันแหลมคมของมันที่เรียงรายเป็นแถวทั้งบนและล่าง คล้ายนำฟันเลื่อยมาประกบกัน ลูกตาสีแดงสดของมันกลอกกลิ้งไปมาไม่หยุด
มันพยายามดิ้นรนให้หลุดออกจากมีดที่แทงทะลุตัว แต่ยิ่งดิ้นรนยิ่งหลั่งเลือดออกมามากกว่าเดิม ทันใดนั้นเสียงร้องด้วยความตระหนกดังขึ้นจากหลายคน คล้ายกับว่าถูกโจมตีเหมือนหลินมู่หยาง ก่อเกิดความสับสนวุ่นวายอลหม่านในชั่วพริบตา
“มันคือมัจฉาฟันเลื่อย อย่าไปสนใจพวกมัน ด้วยระดับการฝึกฝนของพวกเจ้า ฟันของมันไม่ระคายผิวเสียด้วยซ้ำ ว่ายน้ำต่อไป ว่ายต่อไป...”
หลิวจงเหยียนที่อยู่บนแพไม้ไผ่ส่งเสียงตะโกนออกมา ถึงจะได้รับข้อมูลเช่นนั้น แต่ว่าที่นักสำรวจทั้งหลายต่างไม่วางใจ หากพวกมันจู่โจมเพียงสองสามตัวจะไม่เกิดปัญหา แต่เจ้ามัจฉาฟันเลื่อยเหล่านี้ออกล่าเป็นฝูง มีจำนวนหลักสิบถึงหลักร้อย สร้างความรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง
หลินมู่หยางมีบาดแผลบนร่างหลายแห่ง พลันรู้สึกว่ามัจฉาฟันเลื่อยเน้นโจมตีไปที่บริเวณบาดแผลเหล่านั้น ผู้ที่ผ่านการทดสอบล้วนมีบาดแผลไม่มากก็น้อย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกปลาปิศาจเหล่านี้เล่นงาน
‘พวกมันจู่โจมเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผล แล้วพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าบาดแผลอยู่ตรงไหน...หรือว่าพวกมันได้กลิ่นเลือด...ใช่แล้ว...พวกมันได้กลิ่นเลือดที่ไหลออกจากบาดแผล ถ้าเช่นนั้น...’
ชายหนุ่มพลันบังเกิดความคิดวูบหนึ่ง เขาเหวี่ยงซากปลาที่ติดอยู่บนมีดออกไป มันลอยไปไกลสองวา เพียงครู่เดียวมัจฉาฟันเลื่อยที่จู่โจมเขากลับหายไปจนหมด พวกมันพุ่งไปที่ซากของพวกเดียวกัน รุมทึ้งกัดกินอย่างไร้ปรานี
เมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบว่ายน้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การมัวแต่เสียเวลากับปลาปิศาจพวกนี้ทำให้เสียเปรียบผู้อื่น หลินมู่หยางมิได้เป็นห่วงคนอื่นมากนัก เขารู้ว่าแต่ละคนล้วนมีวิธีเอาตัวรอดเป็นของตนเอง อีกอย่างหนึ่งคือยังมีครูฝึกหลิวคอยดูแลอยู่
การว่ายน้ำไปข้างหน้าล้วนมีแต่มัจฉาฟันเลื่อยเป็นอุปสรรค เขาใช้วิธีการเช่นเดิมคือใช้มีดแทงพวกมันให้ตายตัวหนึ่ง จากนั้นโยนออกไปนอกเส้นทาง ใช้โอกาสที่พวกมันกำลังสวาปามพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ต้องกระทำเช่นนี้ไม่รู้กี่สิบรอบ แต่ในที่สุดก็มาถึงฝั่งเป็นคนแรก
หลินมู่หยางลากสังขารที่อ่อนแรงขึ้นไปอยู่บนโขดหิน สำรวจดูร่างกายของตนเองโดยละเอียด พบว่าทั่วตัวเต็มไปด้วยรอยฟันของมัจฉาฟันเลื่อย แม้จะกัดไม่ทะลุผิวหนัง แต่ก็ทิ้งรอยกัดอันรุนแรงของพวกมันไว้ทั่วร่าง หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงเหลือแต่กระดูกอย่างแน่นอน
เขามองดูผู้ร่วมเคราะห์กรรมขึ้นฝั่งทีละคนๆ จนครบยี่สิบเจ็ดคน จากนั้นปิดท้ายด้วยหลิวจงเหยียนที่หัวร่อเสียงอยู่บนแพมาเทียบท่า เสียงหัวเราะของผู้คนในยามนี้คล้ายอสนีบาต,อสุนีบาตฟาดลงกลางอก ทุกคนล้วนรู้สึกคับแค้นแน่นอกจนพูดอะไรไม่ออก
หลังจากนั่งพักหายใจได้ราวหนึ่งเค่อ หลิวจงเหยียนก็เรียกให้ทุกคนไปรวมตัวกันหน้าบันได เมื่อทุกคนลากสังขารที่อ่อนแรงมาตั้งแถวเสร็จสิ้น เขาก็กล่าวด้วยเสียงอันดังออกมาว่า
“ในฐานะครูฝึกที่คอยดูแลพวกเจ้าอย่างยากลำบากมาตลอดทาง ต้องขอกล่าวคำชมเชยออกมาว่าการแสดงออกในวันนี้ดูดีมาก ไม่ทำให้หน่วยสำรวจเมืองหันซุยเสียหน้าแม้แต่น้อย นับแต่นี้ไปข้าจะมอบหน้าที่ในการเดินทางขึ้นเขาเทียนเฟิงแก่เจ้าของสถานที่ หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้คนที่รออยู่เบื้องหลังผิดหวัง...เชิญ...”
สิ้นเสียงคำสุดท้าย พลันหันไปทางบันไดหิน โค้งตัวคำนับไปทางนั้นรอบหนึ่ง ทันใดนั้นคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากด้านหลังเสาหินตรงบันไดขั้นแรก คนผู้นี้สวมใส่ชุดนักศึกษาสีขาวสะอาดสะอ้าน ใบหน้าอ่อนโยนแต่แววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง เมื่อเดินมาถึงเบื้องหน้าพวกเขาก็ส่งยิ้มให้กับทุกคน เอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“โจวอวิ๋นเซียวแห่งสำนักศึกษาเทียนเหริน คารวะครูฝึกหลิวและยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่จากเมืองหันซุย ครั้งหนึ่งข้าเองก็เคยเป็นนักสำรวจเช่นกัน คล้ายกับว่าจะอยู่ในระดับชำนาญอะไรเทือกนี้แหละ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมในการแสดงออกของทุกคน ล้วนมีแต่ผู้กล้า ไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นภาระเลย”
น้ำเสียงคนผู้นี้คล้ายอ่อนนุ่มแต่กลับคมชัดกังวานทุกคำ ยามเอื้อนเอ่ยวาจากลับสอดส่องสายตามองดูจนทั่ว ใช้แววตาอันลึกล้ำสำรวจทุกคน แสดงออกถึงลักษณะนิสัยอ่อนนอกแข็งใน
“ต่อจากนี้ไปพวกเจ้าต้องเดินขึ้นบันไดไปยังที่พักของตนเอง บนเขามีหอพักทั้งหมดสี่หอ เริ่มต้นที่บันไดขั้นที่สามพันห้าร้อย หอจันทรากับหอวสันต์รออยู่ บุรุษอยู่หอวสันต์ สตรีอยู่หอจันทรา เดินขึ้นไปอีกหนึ่งพันขั้น หอวาตะอันงดงามรออยู่ หากยังมีแรงเหลือ ก้าวเดินต่อไปอีกเก้าร้อยขั้น หอเมฆาอันสูงส่งอยู่ที่นั่น จำไว้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น หากถึงขีดจำกัดของร่างกายให้หยุดเดิน หากฝืนก้าวต่อไปจะประสบเคราะห์ร้ายมากกว่าดี”
พูดจบก็สอดส่ายสายตารอบหนึ่ง คล้ายจงคล้ายไม่ตั้งใจ สายตาอันแหลมคมนั้นมาหยุดตรงหลินมู่หยาง สายตาสองคู่สอดประสานกันครู่หนึ่ง จากนั้นโจวอวิ๋นเซียวก็พูดต่อว่า
“ทุกคนที่มาที่นี่ล้วนมีจุดหมายอยู่ที่หอเมฆา แต่น้อยคนนักที่จะไปถึงจุดนั้น ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสำนักศึกษาจนถึงวันนี้ มีนักศึกษาเพียงหกคนเท่านั้นที่ไปถึงปลายทาง หวังว่าวันนี้จะเพิ่มมาอีกสักคนสองคน คงเป็นเรื่องดีไม่น้อย”
พูดจบก็หันหลังแล้วชี้มือไปยังยอดเขาที่มองไม่เห็น กล่าวว่า
“ข้าจะขึ้นไปรออยู่ตรงหอเมฆา เมื่อพร้อมแล้วก็ติดตามเรามา หวังว่าจะมีคนไปดื่มชารับลมหนาวด้วยกันยามตะวันลับขอบฟ้า ฮา ฮา”
พูดจบก็เดินขึ้นบันไดพร้อมกับเสียงหัวเราะดังกังวาน แผ่นหลังของโจวอวิ๋นเซียวไม่เผยให้เห็นความอ่อนแอแม้แต่น้อย นี่เป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
หลินมู่หยางตั้งปณิธานในทันทีว่าต้องขึ้นไปให้ถึงหอเมฆา มีเพียงอัจฉริยะที่คู่ควรกับหอเมฆาที่สูงส่ง เขาจะต้องเป็นอัจฉริยะให้ได้ เพราะมีเพียงคนที่โดดเด่นกว่าผู้อื่นถึงจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก