พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 33 หวงหลิงเอ๋อ

    บทที่ 33 หวงหลิงเอ๋อ

    ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ที่เวลานี้อารมณ์ไม่พอใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า สายตาของนางได้จับจ้องมายังชายหนุ่ม

    “เอ่อ…แม่นางข้าแซ่หลินไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจงั้นรึ หากเป็นเรื่องคำพูดนั้นให้คิดเสียว่าข้านั้นปากพล่อยเองเถิด แต่ตัวข้าไม่ได้มีเจตนาจะว่าแม่นางเลยนะ”

    เอ่ยจบหลินตงจึงจับจ้องไปที่สตรีเบื้องหน้าเพื่อดูท่าทีของนาง

    “เหอะ…ตัวเจ้าก็เอ่ยออกมาเต็มปากว่า อย่าทำนิสัยเช่นสตรี ทำไมละนิสัยบุรุษอย่างเจ้ามันต่างไปจากนิสัยสตรีตรงไหน” สตรีผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

    ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มได้แต่ตอบกลับในใจ

     “ก็ต่างกันเช่นนี้ยังไงเล่า ตัวข้าก็แค่เอ่ยออกมาเพื่อจะจบบทสนทนาแท้ๆไม่ได้จะดูถูกอันใดสักหน่อย สตรีเองเวลาที่มีสถานการณ์ในทำนองเดียวกัน ก็มักจะพูดว่าอย่าใช้นิสัยแบบ บุรุษมิใช่รึ”

    แม้อยากจะเอ่ยแบบนี้ออกไป แต่ตัวเขาย่อมรู้ดีว่าสตรีตรงหน้าต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้ หลังจากที่สตรีผู้นี้ปรากฏตัว สีหน้าของหนี่เป่าและหนี่กังก็เปลี่ยนสีทันที อารมณ์ที่ทั้งสองแสดงออกมาบนใบหน้านั้นเหมือนกับหนูที่เจอแมวอย่างไรอย่างนั้น

    ในตอนนี้ตัวของชายหนุ่มไม่อยากจะมีปัญหากับผู้ใดทั้งนั้น ตราบใดที่ตัวเขายังไม่เข้าใจเรื่องราวต่างๆจนหมดเปลือก หากมีศัตรูที่แข็งแกร่งระดับเดียวกับตัวเขาโจมตีเข้ามา ถ้าไม่ใช้วิชาห้าจักพรรดิสี่ทิศตัวเขาไม่มีทางสู้ได้อย่างแน่นอน

    แต่เมื่อร่างกายของเขาปรับตัวกับดินแดนนี้ได้เมื่อไหร่ ชายหนุ่มมั่นใจมากว่าในจอมยุทธ์ระดับเดียวกันต่อให้ไม่ใช้วิชามรรคห้าจักพรรดิสี่ทิศ ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชีวิตชายหนุ่มได้

    เหมือนกับปลาที่เติบโตมาในน้ำโคลนเหนียวหนึบและยากต่อการมีชีวิต และพยายามจนสามารถเคลื่อนไหวในน้ำโคลนได้เหมือนกับอยู่ในมหาสมุทร และในตอนที่ปลาตัวนั้นได้กลับมาอยู่ในมหาสมุทรความแข็งแรงของมันย่อมเยอะกว่าปลาทั่วไปเป็นไหนๆ

    ชายหนุ่มก็เหมือนกับปลาตัวนั้นที่ตอนนี้กำลังรู้สึกแข็งแกร่งแบบไม่เคยมีมาก่อน แต่ในตอนนี้ยังไม่สามารถควบคุมพลังที่มากมายขนาดนี้ได้

     แต่ในตอนนี้ตัวเขาจะต้องไม่สร้างปัญหาใดๆ หากตัวตนของผู้สืบทอดตระกูลหลินถูกเปิดเผยเขามั่นใจว่าจะต้องถูกขุมอำนาจที่เป็นศัตรูของตระกูลหลินจัดการแน่นอน

    “ไม่ได้การตัวข้าจะต้องรีบสร้างวิชามรรคของข้าออกมา หากหวังจะพึ่งวิชามรรคห้าจักพรรดิสี่ทิศเพียงอย่างเดียว ตัวข้าคงไม่สามารถเติบโตไปมากกว่านี้ได้และจะถูกศัตรูของตระกูลกำจัดอย่างแน่นอน”

    “วิชามรรคเพลิงมังกรผลาญสวรรค์ ก็คงจะใช้ไม่ได้ด้วยเช่นกันหากข้าใช้ไป แล้วคนของหอสุราปราบเซียนเข้ามาถามถึงที่มาที่ไปข้าก็ไม่รู้จะอธิบายกลับอย่างไรดี เพราะสุดท้ายวิชาของข้าทั้งหมดก็มีซินแสเฒ่าเป็นคนสั่งสอน"

    “และข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวซินแสเฒ่าเลยจะไปตอบพวกเขาได้อย่างไร มิหนำซ้ำหากตอบความจริงไปผู้ใดจะไปเชื่อว่าศิษย์จะไม่รู้แม้แต่ชื่อของอาจารย์ และสุดท้ายข้าก็จะโดนสงสัยว่าเป็นคนนอกที่แอบขโมยวิชาหรือสังหารคนของหอสุราปราบเซียนเพื่อชิงวิชาเป็นแน่”

    “ข้าคงจะต้องรีบสร้างวิชามรรคของข้าโดยเร็วเสียแล้ว”

    ในตอนที่ชายหนุ่มกำลังคิดสิ่งต่างๆอยู่นั่นเอง เสียงของสตรีเบื้องหน้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง

    “เหตุใดจึงไม่ตอบข้า หรือเจ้าเองก็คิดว่าข้าเป็นแค่คุณหนูไร้ความสามารถไม่มีค่าให้สนทนาด้วยงั้นรึ”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มที่เตรียมจะเอ่ยตอบ เสียงของหนี่เป่าก็ดังขึ้นเสียก่อน

    “ศิษย์น้องหลิงเอ๋อ ข้ากับสหายท่านนี้ไม่ได้มีเจตนาจะว่าเจ้านะ เจ้าเองก็อย่าได้ใส่ใจพวกข้าเลย หากศิษย์พี่หญิงกลับมาแล้วรู้ว่าเจ้าสร้างปัญหาให้กับคนที่นางช่วยไว้ เจ้าจะมีคำอธิบายแก่นางหรือไม่”

    เมื่อได้ยินคำพูดของหนี่เป่า ท่าทีเดือดดาลของสตรีนามหลิงเอ๋อจึงลดลงไปบ้าง ในตอนนี้เองเสียงที่ยังผสมด้วยความขุ่นเคืองบางส่วนได้ถูกเอ่ยออกมา

    “เจ้าชื่ออะไร ข้าจะจำเจ้าไว้เจ้าจะพูดเช่นนั้นที่ไหนค่าไม่สนใจแต่การที่เจ้าพูดแล้วข้าอยู่ใกล้ๆนั้น นั่นถือเป็นการดูหมิ่นข้า” นางเอ่ยพร้อมมองไปที่ชายหนุ่ม

    “หลินตง” ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเย็นชา “สตรีผู้นี้จะไร้เหตุผลเกินไปแล้ว ข้าต้องใจเย็นเข้าไว้” เอ่ยจบชายหนุ่มก็ได้แต่คิดสิ่งนี้อยู่ในใจ

    “ข้ามีนามว่า หวงหลิงเอ๋อ จำชื่อข้าไว้ดีๆล่ะ ข้าจดจำเรื่องนี้ไว้แล้ว” เอ่ยจบนางจึงหันหลังเดินจากไป

    เวลานี้เองสตรีนับสิบได้เดินออกมาตามซอกซอยพร้อมหันมองไปที่ชายหนุ่มด้วยแววตาเห็นใจ บ้างก็ส่งยิ้มให้ บางคนถึงกับยกกำปั้นทุบอกเบาๆให้กำลังใจชายหนุ่ม ก่อนที่จะเดินตามสตรีนาม หวงหลิงเอ๋อไป

    ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนี้จึงได้แต่แสดงสีหน้าโง่งมออกมา นี่นายของพวกเจ้ากำลังมีปัญหากับข้าอยู่นะ

    หนี่กังที่เห็นการแสดงออกทางสีหน้าของชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น

     “งั้นพวกเรามาเดินชมตำหนักและพื้นที่ต่างๆของอาณาเขตสำนักสยบมังกรไปพร้อมๆกับเล่าเรื่องของนางให้เจ้าฟังก็แล้วกัน ชื่อของนางเจ้าคงรู้แล้ว นางเป็นน้องสาวของศิษย์พี่หญิงหวงเซียนเซียน”

    “อย่างที่เจ้าทราบศิษย์พี่หญิงนางคือผู้นำของพวกเราในสนามรบร้อยดินแดนและเป็นคนที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้ด้วย ส่วนหวงหลิงเอ๋อนอกจากจะเป็นน้องสาวของศิษย์พี่หญิงนางยังมีอีกสถานะนั่นคือ บุตรสาวแท้ๆเพียงคนเดียวของท่านเจ้าสำนัก ส่วนศิษย์พี่หญิงหวงเซียนเซียนเป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่านเจ้าสำนัก”

    “ทางที่ดีเจ้าพยายามอย่ามีปัญหากับนางจะเป็นการดีที่สุด เนื้อแท้นางไม่ใช่คนไม่ดีอะไรแต่ด้วยความที่นางถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก หากมีใครทำอะไรให้นางไม่พอใจละก็ คนผู้นั้นคงต้องปวดหัวกับนางไปอีกนาน”

    เมื่อฟังถึงตรงนี้ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้นติดตลก

     “สรุปแล้วนางก็คือเด็กเสียคน คนหนึ่งสินะถึงแม้อายุจะขึ้นหลักร้อยปีแล้วก็ตาม”

    ได้ยินคำพูดนี้ของชายหนุ่มพี่น้องตระกูลหนี่ก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้

    “ฮ่าๆ หากเจ้าเอาอายุของคนทั่วไปมาเทียบนางก็ไม่ได้เด็กแล้วจริงๆนั่นแหละ แต่ทว่าสำหรับพวกเราผู้ฝึกยุทธ์หากอายุไม่ถึงพันปีหรือยังไม่ตัดผ่านไประดับที่สูงกว่า ราชันย์ยุทธ์ก็ยังถูกมองเป็นผู้เยาว์อยู่ดี”

    หนี่กังเอ่ยขึ้นพร้อมเอาผสานมือไว้ที่หลังศีรษะสายตาทอดมองไปยังฟากฟ้า

    “แต่หากใครที่ก้าวผ่านระดับราชันย์ยุทธ์ได้ก่อนหนึ่งพันปีก็คงไม่มีใครกล้าเรียกคนเหล่านั้นว่าผู้เยาว์อีกแล้วละนะ” หนี่เป่าจึงกล่าวเสริมขึ้นและเอ่ยต่อว่า

    “จอมยุทธ์เช่นพวกเรานั้นมีอายุยืนยาวยิ่งนัก การที่จะเป็นเด็กเสียคนนานสักหน่อยก็คงจะไม่แปลกอะไร”

    “ข้าเคยได้ยินผู้อาวุโสของสำนัก เคยเล่าให้ฟังว่าท่านเจ้าสำนักตอนหนุ่มๆนั้นก็เป็นเด็กเสียคนเสียยิ่งกว่าหวงหลิงเอ๋อเสียอีก กว่าจะเริ่มมีความสุขุมขึ้นมาอายุในตอนนั้นก็2000ปีเห็นจะได้ ลูกไม้ย่อมตกไม่ไกลต้นจริงๆ” เอ่ยจบหนี่เป่าได้แต่ส่ายหัวพร้อมกับยิ้มฝืนๆ

    หลินตงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวติดตลกต่อ

     “ฮ่าๆ ผู้อาวุโสผู้นั้นก็ใจกล้าเสียจริงถึงได้กล้าว่าท่านเจ้าสำนักลับหลัง นี่พวกเจ้าทั้งสองคงไม่ได้เอาเรื่องนี้มาขู่ผู้อาวุโสท่านนั้นเพื่อรับทรัพยากรฝึกยุทธ์หรอกนะ หากทำเช่นนั้นจริงข้าคงต้องขอวิธีนี้ไปใช้บ้างเสียแล้ว”

    เอ่ยจบชายหนุ่มจึงเข้าไปแทรกกลางทั้งสองและตบไหล่ของทั้งสองเบาๆด้วยรอยยิ้ม แต่เมื่อเห็นใบหน้าของพี่น้องตระกูลหนี่ตอนนี้ชายหนุ่มก็อดที่จะงุนงงไปมิได้

    “นี่พวกเจ้าเป็นอะไรงั้นรึ”

    เมื่อได้ยินคำถามสีหน้าของทั้งสองที่ไม่สู้ดีอยู่แล้วในตอนนี้เหมือนกับกำลังอมอึสุนัขอย่างไรอย่างนั้น

    “เอ่อ…จะว่าอย่างไรดีมันออกจะน่าอายไปหน่อยแต่เมื่อพูดถึงไปแล้ว พวกข้าก็คงจะต้องเล่าให้เจ้าฟังละนะ” หนี่กังเอ่ยด้วยสีหน้าแปลกๆ

    “ในตอนแรกพวกข้าก็ต้องการจะทำเช่นนั้นนั่นแหละ แต่เมื่อพวกข้าขู่ไปเช่นนั้นแทนที่พวกข้าจะได้รับทรัพยากรเพิ่มแต่กลับกลายเป็นว่าพวกข้าโดนผู้ อาวุโสท่านนั้นพาไปฝึกฝนนอกสำนักอย่างหนักหน่วง ในตอนนั้นพวกข้าคิดว่าจะไม่ได้เห็นตะวันในวันถัดไปเสียแล้ว”

    เมื่อชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นจึงอดที่จะถามแทรกไปไม่ได้

    “แล้วเหตุใดผู้อาวุโสท่านนั้นจึงสามารถพาพวกเจ้าไปโดยไม่โดนท่านเจ้าสำนักสอบถามเลยล่ะ ถ้าเกิดท่านเจ้าสำนักมาสอบถามเจ้าก็น่าจะบอกความจริงแก่เจ้าสำนักและให้ท่านช่วยได้นี่หน่า”

    เมื่อได้ยินคำถาม ทั้งสองได้แต่ทำคอตก

     “หากเป็นผู้อาวุโสทั่วไปการจะนำตัวศิษย์ออกไปฝึกฝนด้านนอกสำนักจะต้องได้รับอนุญาติจากท่านเจ้าสำนักเสียก่อน”

    “ทว่าผู้อาวุโสท่านนี้ดันเป็นท่านปู่ของพวกข้าด้วยนี่สิ การจะนำลูกหลานของตัวเองไปฝึกฝนนั้น ไม่ได้ถูกกฎของสำนักกำหนดห้ามไว้ มิหนำซ้ำท่านปู่ของพวกข้ายังบอกท่านเจ้าสำนักถึงสิ่งที่พวกข้าจะทำอีกด้วย”

    “เมื่อเจ้าสำนักรับรู้ ท่านได้แต่หัวเราะใส่พวกข้าและย้ำกับท่านปู่ให้สั่งสอนพวกข้าในส่วนของท่านอีกด้วย ในตอนนั้นพวกข้าก็ได้รู้จากปากของท่านเจ้าสำนักอีกด้วยว่า”

    “แท้จริงแล้วท่านปู่ของข้าก็คืออาจารย์อาของท่านเจ้าสำนัก” เอ่ยจบทั้งสองก็ได้แต่ส่ายศีรษะ

    “แต่เหตุการทั้งหมดนั้น ก็เกิดขึ้นตอนพวกข้าอายุเพียง30ปีเท่านั้นนอกจากการฝึกฝนอย่างหนักของท่านปู่ จึงไม่มีการตำหนิอะไรมากมายนัก”

    เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ทั้งสามคนจึงหยุดเท้าลง เวลานี้พวกเขาได้เดินทั่วรอบอาณาเขตของสำนัก สยบมังกรแล้ว ตอนนี้พวกเขาจึงได้มาหยุดอยู่หน้าตำหนักที่ชายหนุ่มรักษาตัวอีกครั้ง

    “ดูเหมือนพวกเราจะเดินจนรอบอาณาเขตแล้วนะ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมมองลอดผ่านประตูหน้าของตำหนักด้านหน้าตน

    เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม หนี่กังจึงเอ่ยตอบ

    “งั้นคืนนี้เจ้าก็พักอยู่ที่นี่เสียเถิด วันพรุ่งนี้ข้ากับท่านพี่จะพาเจ้าไปชมพื้นที่รอบอาณาเขตของพวกเราต่อ ส่วนเรื่องที่ว่าจะเอายังไงกับเจ้า เมื่อศิษย์พี่หญิงกลับมาค่อยให้นางตัดสินใจก็แล้วกัน ช่วงนี้ข้ากับท่านพี่จะคอยดูแลเจ้าเอง”

    เอ่ยจบสองพี่น้องก็พากันเดินจากไป มุ่งสู่ตำหนักของตน

     “ขอบใจพวกเจ้ามาก” ชายหนุ่มจึงคำนับให้ทั้งสองคนพร้อมหันหลังกลับเดินเข้าไปยังตำหนักตรงหน้า

    ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังย่างก้าวเข้าสู่ตำหนักแล้วกับไปยังห้องพักของตนอยู่นั้น สายตาซุกซนคู่หนึ่งได้จับจ้องชายหนุ่มอยู่โดยที่ตัวของชายหนุ่มไม่อาจสัมผัสได้เลย

    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio

    จากผู้เขียน : ขอบคุณที่ติดตามจนมาถึงตอนนี้นะครับ ฝากกดหัวใจกดไลค์เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม